โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลเชียงใหม่ พิพากษา ‘ทนายอานนท์’ คดีปราศรัยหอศิลป์ มช. ผิด ม.112 ต้องโทษจำคุก 2 ปี

The MATTER

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 05.02 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2568 เวลา 05.02 น. • Brief

อานนท์ ต้องโทษจำคุกรวมเป็นกว่า 20 ปีแล้ว หลังศาลฯ พิพากษาคดีปราศรัยที่หอศิลป์ มช.

วันนี้ (27 มีนาคม 2568) เมื่อเวลา 9.30น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการพิพากษาคดีของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษบชนและนักกิจกรรม กรณีปราศรัยที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ปราศรัยไปเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563

ศาลฯ ตัดสินว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ จึงลดเหลือโทษจำคุก 2 ปี

ดังนั้น โทษจำคุกรวมของอานนท์ในขณะนี้ รวมทั้งหมดเป็น 20 ปี 19 เดือน 20 วัน แล้ว

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชย ระบุว่า คดีนี้ มีผู้กล่าวหาคือ พ.ต.ท.นรากร ปิ่นประยูร โดยในรายละเอียดระบุว่า คำปราศรัยของอานนท์ที่มีความผิดนั้น ได้ระบุถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย.

แต่อานนท์ยืนยันว่าเรื่องที่ปราศรัยเป็นข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นโดยสุจริต และขอให้สอบพยานเพิ่มเติมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการ เลขาธิการพระราชวัง ตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าว

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เข้าให้ปากคำ 3 คน ได้แก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล และธนาพล อิ๋วสกุล ชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในช่วงปี 2560 และ 2561 ซึ่งทำให้การจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยิ่งมีแนวโน้มออกห่างจากการเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายไปเป็นตามพระราชอัธยาศัย ดังนั้นจึงเห็นว่า การตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าว ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถกระทำได้

ถึงอย่างนั้น เลิศศักดิ์ เลิศสิทธิ์สมบูรณ์ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้มีคำสั่งฟ้องคดีนี้ กล่าวหาว่าคำปราศรัยของอานนท์ที่สื่อถึง ‘พระมหากษัตริย์ขยายพระราชอำนาจเปลี่ยนแปลงการบริหารทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเอาทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว’เป็นความเท็จและเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความ ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทเบื้องสูง และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

ระหว่างการสืบพยานในคดีนี้ ในการถามค้านพยานโจทก์บางปาก อานนท์ทำหน้าที่ถามค้านด้วยตัวเอง โดยช่วงหนึ่งของพยานโจทก์ปากที่ 2 คือ ร.ต.อ.ทิวา วียะศรี เคยปฏิบัติราชการในตำแหน่งตำรวจฝ่ายสืบสวนของภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันย้ายไปที่อยู่ สภ.หนองตอง ซึ่งในวันเกิดเหตุ เป็นผู้ไปสังเกตการณ์และบันทึกเทปคำปราศรัยส่งให้เจ้าหน้าที่ถอดเทป และรายงานผู้บังคับบัญชา

อานนท์ยกตัวอย่างถามพยานว่า หากผู้ว่าฯ มีบ้านพักประจำตำแหน่ง แต่โอนบ้านพัก ไปเป็นของตัวเอง เป็นเรื่องไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ พยานรับว่า ใช่ อานนท์จึงถามว่า ทรัพย์สินที่เป็นของหลวง หากผู้ว่าฯ คนใหม่มา ก็สามารถมาใช้ได้ใช่หรือไม่ พยานรับว่าใช่ อานนท์ถามต่อว่า แต่หากโอนไปเป็นของตนเอง ถ้าผู้ว่าฯ คนนั้นตาย ทรัพย์สินก็จะตกทอดเป็นมรดกไปยังลูกผู้ว่าฯ ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ของหลวงอีกต่อไป พยานเบิกความว่า ตอบยาก

และยังมีอีกหลากหลายคำถาม โดยพยานไม่ยืนยันว่าคำปราศรัยเข้าข่าย ม.112 ไม่ตอบเกี่ยวกับการโอนย้ายทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย อานนท์จึงถามว่า ถ้าคนพูด พูดด้วยความห่วงใยต่อสถาบันฯ และประเทศชาติ และเป็นความจริง เขาจะพูดได้หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ แต่เมื่ออานนท์ถามว่าหากพูดไปแล้ว ต้องถูกดำเนินคดี ต้องติดคุก แต่เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมบัติของราชบัลลังก์ และทรัพย์สินของแผ่นดิน จะคุ้มค่าหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่คุ้มค่า

การซักพยานในปากอื่นๆ เป็นไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน คือมีการยอมรับในบางส่วน แต่ไม่ขอออกความเห็นเฉพาะประเด็นนี้ หรือไม่สามารถระบุได้ว่าคำปราศรัยเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

อ้างอิงจาก

tlhr2014.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...