โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ม.เชียงใหม่ ตั้งโครงการ แจกผ้าอนามัยฉุกเฉิน สำเร็จแล้ว !

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ต.ค. 2564 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 03.47 น.
ภาพจากเฟซบุ๊ก งานนโยบาย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Student Union's Policy Team

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประกาศความสำเร็จ จัดตั้งโครงการสวัสดิการผ้าอนามัยฉุกเฉินได้แล้ว เบื้องต้นแจก 5 จุด 

วันที่ 5 ตุลาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก งานนโยบาย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Student Union’s Policy Team แจ้งว่า หลังจากการต่อสู้ที่ยาวนาน โครงการสวัสดิการผ้าอนามัยฉุกเฉิน โดยความร่วมมือระหว่างงานนโยบาย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Student Union’s Policy Team และร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด เริ่มต้นก่อตั้งสำเร็จแล้ว ! โดยเริ่มต้นก่อตั้งใน 5 จุด ได้แก่

1.อาคารกิจกรรมนักศึกษา (อาคาร อ.มช.) ชั้นที่ 1

2.อาคารกิจกรรมนักศึกษา (อาคาร อ.มช.) ชั้นที่ 2

3.อาคารศูนย์บริการ ITSC Corner

4.อาคารศูนย์อาหาร CMU Food Center ชั้นที่ 1

5.อาคารศูนย์อาหาร CMU Food Center ชั้นที่ 2

อย่างไรก็ตาม จำนวนจุดแจกและสถานที่ยังคงถูกตั้งเพิ่มตามงบประมาณและการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง

ทางเพจระบุด้วยว่า ผู้ที่สามารถรับผ้าอนามัยจากโครงการนี้ได้คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย และบุคคลภายนอก ซึ่งการรับผ้าอนามัยมีวิธีการดังนี้

1.สแกน QR code บนกล่อง พร้อมเลือกกลุ่มผู้ใช้งาน

2.หยิบผ้าอนามัย 1 ชิ้น (สแกน 1 ครั้ง หยิบได้ 1 ชิ้น)

การเคลื่อนไหวเรื่องผ้าอนามัยในประเทศไทย

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มติชน รายงานว่า ปภาณษิณ ปิ่นแก้ว หรือบุ๊ค หัวหน้ากลุ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่างเรื่องผ้าอนามัยในต่างประเทศว่า นานาประเทศที่เริ่มใส่ใจดูแลเรื่องผ้าอนามัย ด้วยบันได 2 ขั้น คือ ขั้นแรก ยกเลิกการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผ้าอนามัย มีผลทำให้ผ้าอนามัยราคาถูกลง เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา (บางรัฐ) อินเดีย

ขั้นที่สอง จัดสวัสดิการผ้าอนามัยฟรีจากรัฐบาล ปัจจุบันมีเพียงประเทศเดียวในโลกคือ สกอตแลนด์ นอกจากนี้มี เยอรมนี ที่แม้ไม่ได้มีมาตรการทางภาษี แต่ใช้แนวทางเพิ่มยอดการผลิตแต่ละครั้งให้เยอะ เพื่อให้มีราคาถูกและคนเข้าถึงง่าย

“อย่างสกอตแลนด์ ตอนแรกยกเลิกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน จากนั้นก็มากำหนดเป็นสวัสดิการของรัฐในเวลาไม่นาน ทำเป็นรูปแบบผ้าอนามัยมาตรฐาน แจกวัยเรียน วัยทำงาน หรือหากไม่ชอบจะซื้อเองก็ได้ ส่วนสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการเรียกร้องจนประกาศยกเลิกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผ้าอนามัยไปเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนในช่วงโควิด-19 ระบาดได้”

หัวหน้ากลุ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเพศเผยอีกว่า ผ้าอนามัยมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ผ้าอนามัยทั่วไป ผ้าอนามัยแบบกางเกง ผ้าอนามัยแบบถ้วย มีทั้งใช้แล้วทิ้งและซักใช้ซ้ำได้ ซึ่งมาตรฐานระบุให้ใช้ 4 ชั่วโมงต่อ 1 แผ่น แต่เด็กบางคนใช้วันละ 2 แผ่น บางคนใช้วันละ 1 แผ่น มีอยู่จริง ๆ

“อยากให้รัฐบาลเริ่มทำ เชื่อว่าจะมีประเทศในอาเซียนจะทำตามแน่ ๆ เพราะประโยชน์ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปซื้อหนังสือดี ๆ อ่าน นำมาส่งลูกเรียนได้ ในระยะยาวการมีสุขอนามัยที่ดี จะลดการเป็นโรคต่างๆ สามารถลดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศได้” ปภาณษิณกล่าวทิ้งท้าย

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...