โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฐานคติสองใบอนุญาต : 3) พยาธิสภาพ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.11 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ฐานคติสองใบอนุญาต

: 3) พยาธิสภาพ

จากการเมืองโบราณ–>การเมืองสมัยใหม่

แนวคิดการเมืองตามประเพณีโบราณยุคคลาสสิคของตะวันตกซึ่งเป็นฐานคิดเบื้องลึกเบื้องล่างฉันทามติ 112 ของแกนนำอำนาจรัฐไทยปัจจุบันมีแนวโน้มทางการเมืองโดยตรรกะไปสู่วงจรวัฏจักรของการปะทะและเปลี่ยนแปลงระบอบ มีการปฏิวัติและความไม่มั่นคงอยู่เสมอ

อันเป็นสถานการณ์แบบที่รัฐอังกฤษเผชิญสมัยการปฏิวัติอังกฤษระหว่างปี 1640-60 ถึงแก่มีการสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งโดยฝ่ายรัฐสภาของพวกอภิชนขุนนางเจ้าที่ดินเมื่อปี 1649 แล้วปกครองในระบอบมหาชนรัฐเผด็จอำนาจในทางปฏิบัติของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ อยู่ร่วมทศวรรษ (1649-60) ก่อนจะรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คืนมาในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง

งานเรื่อง Leviathan (1651) ของโธมัส ฮอบส์ นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ (1588-1679) เขียนออกมาเพื่อตอบสนองต่อปัญหาความไม่มั่นคงเรื้อรังของการเมืองโบราณดังกล่าวข้างต้นและนำเสนอทางออกไปสู่การเมืองสมัยใหม่

โดยรื้อการเมืองโบราณเรื่องความสัมพันธ์-ขัดแย้ง-สลับแทนที่-หรือผสมกันระหว่างระบอบต่างๆ ทิ้ง แล้วแทนที่มันด้วยแนวคิดและสถาบันใหม่อันได้แก่อำนาจอธิปไตยกับการแทนตน (sovereignty & representation) กล่าวคือ :

ให้องค์อธิปัตย์ผู้กุมอำนาจอธิปไตยเป็นคำตอบสุดท้ายต่อคำถามขัดแย้งเรื้อรังไม่มีข้อยุติที่ผ่านมาว่า : ใครมีสิทธิอำนาจจะตัดสินว่าใครควรได้อะไร, เมื่อไหร่และอย่างไร? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งใครเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐขึ้นมา (le pouvoir constituant)? นั่นเอง

หลักประกันที่องค์อธิปัตย์จะใช้อำนาจนั้นได้อยู่ตรงองค์อธิปัตย์จักต้องผูกขาดความรุนแรงภายในรัฐอย่างได้ผลโดยชอบธรรม

ความชอบธรรมที่องค์อธิปัตย์ได้รับนั้นมีที่มาจากประชาชนผู้ถูกปลดเปลื้องจาก/กดทับไว้ให้ต่ำต้อยด้อยกว่า ซึ่งชุมชนสังกัดระหว่างกลางและพันธกรณีย่อยทั้งหมดทั้งปวง (ชุมชนหมู่บ้าน, สมาคมอาชีพ, ศาสนจักร ฯลฯ) กลายเป็นปัจเจกบุคคลเสรีที่เข้าสัมพันธ์/สังกัด/มีพันธกรณีกับองค์อธิปัตย์โดยตรง

ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในลักษณะที่องค์อธิปัตย์แทนตนประชาชน ปัจเจกบุคคลจึงกลายสถานภาพเป็นประชาชนผ่านองค์อธิปัตย์และขึ้นต่ออำนาจอธิปไตยขององค์อธิปัตย์ (ดูภาพปกเลอเวียธันซึ่งประชาชนกลายเป็นหน่วยปัจเจกบุคคลเล็กๆ ยิบย่อยบรรจุรวมกันอัดแน่นอยู่ภายในร่างขององค์อธิปัตย์)

ด้วยแนวคิดฐานคติและแบบปฏิบัติทางการเมืองที่เดินควบเนื่องกันมาเช่นนี้ ก็จะหยุดวงจรวัฏจักรปฏิวัติได้ การเมืองอาจจะไม่นิ่ง แต่ก็มั่นคงและคาดการณ์ได้

(ข้อถกเถียงเชิงแนวคิดทฤษฎีข้างบนนี้ประมวลเรียบเรียงจาก David Runciman, Confronting Leviathan : A History of Ideas (2021) & Patrick J. Deneen, Why Liberalism Failed (2018)

หากนำแนวคิดหลักของการเมืองสมัยใหม่ข้างต้นมาประยุกต์วิเคราะห์วิจารณ์ก็จะพบว่าการเมืองไทยในระบอบสองใบอนุญาตบนฐานฉันทามติ 112 ปัจจุบันนำไปสู่พยาธิสภาพทางการเมือง (political pathologies) ใน ประการต่างๆ ได้แก่ :

– เกิดอำนาจอธิปไตยพันลึกคู่ (Deep Dual Sovereignty) ที่อำนาจการตัดสินใจอันติมะทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่ผู้รับผิดชอบทางกฎหมายตามตำแหน่งทางการ หากไพล่ไปอยู่ที่อื่นคนอื่นซึ่งไม่มีความรับผิดชอบตามกฎหมาย และไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

– มีการแทนตนแบบไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง & ไม่มีอำนาจนำ (Unelected Non-Hegemonic Representation) ผู้กุมอำนาจอธิปไตยพันลึกคู่ไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งไม่ได้กุมอำนาจนำเหนือความคิดจิตใจประชาชน ดุจมันสมองและหัวใจรวมหมู่ของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ประชาชนยินดีและกระตือรือร้นเร่าร้อนที่จะเดินตามอย่างเหนียวแน่นภักดี เหมือนดังที่มหาตมะ คานธี มีอำนาจนำเหนือประชาชนชาวอินเดีย เมื่อครั้งกู้อิสรภาพจากจักรวรรดิอังกฤษ (ดู Runciman, “6. Gandhi on Self-Rule : Hind Swaraj (1909)”, Confronting Leviathan, pp. 127-8)

– พื้นที่นโยบายที่ทำได้จากการรอมชอมมีลักษณะทับซ้อนจำกัด (Limited & Coinciding, Compromised & Feasible Policy Area) วงกลมแนวนโยบายที่พึงปรารถนาของผู้กุมใบอนุญาตแต่ละใบไม่ได้ทาบทับกลมกลืนกัน แต่เหลื่อมซ้อนกันแค่บางส่วน ทำให้การดำเนินแนวนโยบายภายนอกส่วนเหลื่อมซ้อนโดยไม่ได้รับฉันทามติของอีกฝ่ายทำได้ยาก ขณะที่พื้นที่เหลื่อมซ้อนของการรอมชอมค่อนข้างจำกัดวงเฉพาะเรื่องแบบแผนพิธีการและงานประจำ และกีดกันงานปรับเปลี่ยนปฏิรูปพื้นที่วงกลมทั้งสองออกไปโดยปริยาย

กล่าวได้ว่าฉันทามติ 112 ปักหมุดโดดเด่นเป็นเสาหลักของพื้นที่เหลื่อมซ้อนรอมชอมที่ว่านั้น

สรุป

การเมืองในระบอบสองใบอนุญาตจึงเป็นการเมืองที่ลับๆ ล่อๆ ลักปิดลักเปิด ไม่มั่นคง ไม่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะคาดเดายาก คาดการณ์ไม่ค่อยได้ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะริเริ่มโครงการ ใหญ่ในการปฏิรูปการเมืองหรือเศรษฐกิจสังคมได้ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

เนื่องจากการเมืองในระบอบสองใบอนุญาตกล่าวให้ถึงที่สุดไม่ได้ไขปมปัญหา 2 ชั้นของการเมืองสมัยใหม่ลงไป กล่าวคือ :

1) อำนาจอธิปไตยกล่าวให้ถึงที่สุดสถิตอยู่ที่ใด? กับใคร? (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งอำนาจในการออกใบอนุญาต ท้ายที่สุดอยู่กับใคร?)

2) อะไรคือการแทนตนประชาชนในระบอบนี้? การแทนตนดังกล่าวสัมพันธ์กับประชาชนและสัมพันธ์กับองค์อธิปัตย์อย่างไรกันแน่? (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต กับผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้อำนาจ เป็นเช่นใด?)

ตราบที่ไม่แก้สองปัญหานี้ให้ลุล่วงไป การเมืองในระบอบสองใบอนุญาตย่อมไม่ปฏิรูป มีลักษณะชั่วคราว และไม่มั่นคงในระยะยาวเพราะมีปัญหาความชอบธรรมยืดเยื้อเรื้อรังอยู่เสมอ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฐานคติสองใบอนุญาต : 3) พยาธิสภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...