จังหวะนี้ควรทำไง? KCE 6 เดือนดิ่ง 43% กูรูแนะทั้ง “ซื้อ” และ “NEUTRAL” มองครึ่งหลังสดใส รับเครื่องจักรใหม่หนุน
ราคาหุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างหนักถึง 42.99% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 41.75 บาท เมื่อวันที่ 3 ก.ค.67 ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ม.ค.68 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 23.80 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 353.73 ล้านบาท โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลด้านผลการดำเนินงานที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง อีกทั้งอุปสงค์ที่อ่อนแอจากอุตสาหกรรมยานยนต์
อย่างไรก็ดี ในส่วนของมุมมองนักวิเคราะห์มีทั้งคำแนะนำ "ซื้อ" และ “NEUTRAL” หุ้น KCE โดยแม้จะมีความกังวลต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก 2568 แต่มองว่ามีโอกาสฟื้นตัวได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 จากการติดตั้งเครื่องจักร HDI แล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยเร่งกำลังผลิตได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งช่วยลดต้นทุนแรงงานด้วย
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ซื้อ" พร้อมราคาเป้าหมาย 29.50 บาท สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/67 รายได้อาจลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการหยุดโรงงาน (ประมาณ 10 วัน) เนื่องจากกำลังติดตั้งเครื่องจักรใหม่ผลิต HDI คาดว่าเสร็จในช่วงไตรมาส 1/68 มี GPM สูงขึ้นจากไตรมาสก่อน จากทิศทางบาทกลับมาอ่อนค่า และคาดว่าจะไม่มีขาดทุนค่าเงินเหมือนไตรมาส 3/67 (170 ลบ.) จะช่วยให้กำไรฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังอ่อนตัวหากเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ปี 2568 KCE มีการปรับราคาขายสินค้าลงราว 3% คาดว่าช่วงครึ่งปีแรก 2568 จะยังมีทิศทางอ่อนตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะฟื้นตัวได้ดีในช่วงในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 จากการติดตั้งเครื่องจักร HDI เสร็จจะช่วยเร่งกำลังผลิตได้เพิ่มมากขึ้น และการเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่จะช่วยลดต้นทุนแรงงาน และมีอัตราการสูญเสียที่ลดลง สำหรับแนวโน้มรายได้ปี 2568 ทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการกู้เงินซื้อ ICL ปีหน้าจะเน้นไปที่การลดต้นทุนเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกิจการ PCB จากจีนย้ายฐานการผลิตเข้ามาสู่ไทยเพิ่มมากขึ้น มูลค่าของธุรกิจที่ขอ BOI มากที่สุดในงวด 9 เดือน ปี 2567 แต่การเข้ามาทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 10% เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่จีนต่ำกว่าไทย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ KCE แต่ผู้ประกอบการในไทยจะได้ประโยชน์จาก Supply chain ที่จะย้ายตามเข้ามา ทำให้การดำเนินงานจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ KCE ซื้อ International Circuits Limited (ICL) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าของ KCE เพื่อให้สามารถกำหนดราคาได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยมีมุมมองในส่วนของโรงงานผลิตในไทยต้องเติบโตเป็นหลัก และสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน
ด้านยอดขายยานยนต์ในสหรัฐฯอ่อนตัว เติบโตเพียง EV car ซึ่งยังมีสัดส่วนน้อย ในขณะที่ผู้ผลิตยานยนต์ในยุโรปกำลังเผชิญกับอุปสงค์ที่ลดลง, ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้เจอกับการแข่งขันที่รุนแรงจากจีน ปีหน้าแม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกลดลงแต่คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ผู้ผลิตทางฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงทรงตัว
โดย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)ปรับประมาณการรายได้ลงและปรับกำไรปี 2567 และ 2568 ลง 23% และ 31% ตามลำดับ ทั้งนี้ แนะนำรอจังหวะลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก 2568 เพื่อรอระดับกำลังผลิต HDI เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2568
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุ แนะนำ “NEUTRAL” (จาก OUTPERFORM) พร้อมปรับราคาเป้าหมายปี 2568 ลงเป็น 29.00 บาท (จาก 40.00 บาท) ทั้งนี้ คาดว่ากําไรของ KCE จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 เพราะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่อ่อนแอจากอุตสาหกรรมยานยนต์ (ซึ่งคิดเป็น 70% ของรายได้รวม) และความไม่แน่นอนจากภาษีนําเข้าที่สูงขึ้นของนโยบายในยุคทรัมป์ จุดอ่อนนี้จะได้รับการชดเชยบางส่วนโดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการผลิต HDI มาร์จิ้นสูงหลังจากติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแทนเครื่องจักรเก่า ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 4/67
ทั้งนี้ ประมาณการกําไรปี 2568-2569 ของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ตํ่ากว่า consensus เนื่องจากพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สืบเนื่องมาจากนโยบายภาษีนําเข้าของทรัมป์ โดยปรับประมาณการกําไรปี 2568 ของ KCE ลดลง 4% เพื่อสะท้อนสมมติฐานการเติบโตของรายได้ตามหลักความระมัดระวังที่ -3% ในปี 2568 (จากเดิมที่ +4%)