โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แท็กซี่เลี้ยงเด็ก 2 ชีวิตบนรถ วอน พม. ช่วยเหลือ ให้เด็กได้อยู่ในที่เหมาะสมกว่านี้

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 08.15 น.

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์แชร์เรื่องราวของลุงขับรถแท็กซี่เลี้ยงหลาน 2 คนบนรถ หลังลูกสาวตั้งท้องและคลอดออกมามีปัญญากับแฟนหนุ่ม ตัวเองจึงต้องนำเด็กมาเลี้ยง

ล่าสุดทีมข่าวสำนักข่าววันนิวส์ ลงพื้นที่ไปพบกับนายอนุชา ซึ่งอยู่ระหว่างการออกมาขับรถแท็กซี่หาเลี้ยงตัวเองและหลาน 2 คน เล่าว่า ได้นำหลานมาเลี้ยงบนรถแท็กซี่ 3 ปีแล้ว โดยคนโตเป็นผู้หญิงอายุ 3 ขวบ และคนเล็กเป็นผู้ชายอายุ 1 ขวบ ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกของลูกสาว เนื่องจากลูกสาวอายุ 22 ปี ทะเลาะกับสามี ก่อนจะแยกทางกันและทิ้งลูกเอาไว้ ตัวเองในฐานะตาของเด็กก็สงสาร จึงรับเลี้ยง เพราะลูกสาวอายุน้อยไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กก็กังวลจะดูแลเด็กทั้ง 2 คนไม่ได้

เบื้องต้นกิจวัตรประจำวันของนายอนุชา คือตื่นนอนตอนเช้าหานมให้หลานกินและพานั่งหน้ารถ มีหมอนและตุ๊กตาให้นอนด้านหน้า ก่อนตระเวนรับผู้โดยสาร ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นขาประจำก็จะคุ้นเคยกับหลานทั้งสองคน แต่ลูกค้าขาจรเห็นเด็กก็เกิดความสงสัยสอบถามว่าเป็นลูกของใคร ซึ่งตนก็เล่าให้ผู้โดยสารฟัง บางคนก็เห็นใจนำไปโพสต์ลงบนโซเชียล

นายอนุชา เปิดเผยว่าสิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออยากเจอพ่อเด็กและให้ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาช่วยเหลือด้านการดูแลเด็กทั้ง 2 คน เนื่องจากการเลี้ยงบนแท็กซี่กระทบต่อการหารายได้ อยากให้เด็กทั้ง 2 อยู่ในสถานที่ดีกว่านี้ หากตัวเองว่างจากการขับแท็กซี่ก็สามารถไปหาหลานทั้ง 2 คนได้ และกลับมาอยู่ในความดูแลได้เมื่อมีความพร้อม แต่ตอนนี้ยอมรับว่ายังไม่พร้อมดูแล

ทีมข่าวสำนักข่าววันนิวส์ ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแจ้งเรื่องของนายอนุชาแล้ว โดยนายอนุชาได้เคยประสานข้อมูลไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามข้อมูล พร้อมกับลงพื้นที่ไปพูดคุยกับนายอนุชา หาแนวทางการช่วยเหลือเด็กทั้ง 2 คนต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...