สงครามอิหร่าน ผลกระทบต่อมนตร์เสน่ห์ดูไบ ท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และเส้นทางบินยุโรป-เอเชีย
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
หลังจากใช้เวลาหลายสิบปี และเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อเปลี่ยนภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้เป็นศูนย์กลางของปัญญาประดิษฐ์ การท่องเที่ยว และระบบขนส่งทางอากาศ แต่แผนการใหญ่ดังกล่าว กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
ที่ปาล์มจูไมราห์ (Palm Jumeirah) เกาะเทียมหรูหรามีรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม สัญลักษณ์ที่เป็นเป้าหมายความรุ่งเรืองของดูไบ บรรดาคนที่พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มองโดรนที่อิหร่านยิงมาโจมตี และการยิงขีปนาวุธต่อต้านโดรนเหนือน่านฟ้าดูไบ ว่า “เหมือนกับบางอย่างที่ออกมาจากภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส”
สวรรค์ของดูไบกำลังถูกสั่นคลอน
รายงานของ Financial Times ชื่อ In the centre of the storm: what does the Iran war mean for Dubai? กล่าวว่า เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว แบรนด์ของคำว่า UAE โดยเฉพาะคำว่า “ดูไบ” หมายถึงเกาะแห่งความสงบสันติ แม้จะรายล้อมไปด้วยประเทศเพื่อนบ้าน ที่เต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ บรรดามหาเศรษฐีไฮเทค พวกมีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดีย และนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เดินทางมาดูไบ ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การปลอดภาษีรายได้ ฤดูหนาวที่มีแสงแดด แหล่งที่ตะวันออกและตะวันตกมาพบกัน และจุดที่เดินทางมาสะดวกในการต่อเที่ยวบินจากยุโรป แอฟริกา และเอเชีย
แต่เมื่ออิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้มาที่สนามบินดูไบ ที่เคยเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ทำให้สนามบินต้องยกเลิกเที่ยวบินไปหลายพันเที่ยว UAE ที่เคยประสบความสำเร็จจากการเป็น “ศูนย์การค้าโลก” แต่ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่าน มีเป้าหมายอยู่ที่ UAE
ทำให้เกิดคำถามที่ว่า มนตร์เสน่ห์ของดูไบและการเติบโตไม่หยุดยั้งในหลายสิบปีที่ผ่านมา จะเกิดความเสี่ยงและความเสียหายขึ้นมาได้หรือไม่ สงครามกับอิหร่านมาพร้อมกับสิ่งที่ UAE หวาดกลัวที่สุด คือความขัดแย้งที่ UAE และดูไบ ไม่มีอำนาจที่จะไปกำหนดควบคุมอะไรได้เลย แต่กลับเป็นสิ่งที่สามารถทำลายเป้าหมาย และแผนยุทธศาสตร์การสร้างความมั่งคั่งของ UAE
แม้อิหร่านจะโจมตีประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน คูเวต และบาห์เรน แต่ “โมเดลธุรกิจ” ของดูไบกลับได้รับแรงกดดันและปัญหามากที่สุด ระบบป้องภัยทางอากาศของ UAE สามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านได้ถึง 93% จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 1,100 ลูก และ UAE ก็ได้รับความเสียหายที่จำกัด
แต่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น โรงแรมแฟร์มอนต์ของเกาะเทียมปาล์มจูไมราห์ คือสิ่งที่สั่นคลอนความเชื่อที่มีอยู่ว่า ดูไบเป็นสถานที่มั่นคงปลอดภัย จากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง ภาพไฟไหม้โรงแรม 7 ดาว Burj Al Arab ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก แม้ว่าไฟไหม้จะเกิดจากเศษโดรน ที่ถูกยิ่งสกัดจากขีปนาวุธต่อต้านก็ตาม
ในกรณีที่สงครามเกิดขึ้นยาวนาน อิหร่านที่มีประชากร 92 ล้านคน และตั้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบไมล์จากชายฝั่ง UAE ทำให้คนบางส่วนเกิดความวิตกเรื่องความเสียหายในระยะยาวต่อภาพลักษณ์ของดูไบ และต่อเส้นทางการทำธุรกิจของดูไบ นักกฎหมายของบริษัทแห่งหนึ่งกล่าวกับ The Financial Times ว่า…
เศรษฐกิจที่นี่อาศัยเงินไหลเข้ามา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงอาจเป็นหายนะภัยได้ มายาภาพ (ของดูไบ) ได้แตกสลายไปแล้ว
ท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด
สงครามอิหร่านเปิดเผยถึงความเสี่ยงของโครงการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ โครงการ Data Center สองแห่งใน UAE ของ AWS บริษัทในเครือของ Amazon ที่ถูกโจมตีจากอิหร่าน ทาง AWS กล่าวว่า แม้จะซ่อมแซมสถานที่ตั้งของโครงการ หากความขัดแย้งยังมีอยู่ในภูมิภาคนี้ ก็หมายความว่า สภาพแวดล้อมการดำเนินงานในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้
แต่สงครามอิหร่านทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ที่เป็นภาคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว การท่องเที่ยวมีสัดส่วน 12% ของเศรษฐกิจ UAE ในเดือนมิถุนายน 2025 หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน การท่องเที่ยวและเดินทางในภูมิภาคฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่สงครามครั้งนี้ ขีปนาวุธอิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นมาแบบนี้ สร้างความวิตกกังวลต่อการท่องเที่ยวและการเดินทางมาก
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 Tourism Economics บริษัทวิจัยในเครือบริษัท Oxford Economics เปิดเผยรายงาน Tourism impacts in Middle East from Iran War ว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ เป็นชนวนทำให้เกิดผลกระทบที่สำคัญและทันทีทันใด ต่อการเดินทางในภูมิภาค และที่กว้างไกลออกไป ภายใน 2 วันของความขัดแย้ง น่านฟ้าตะวันออกกลางถูกปิด ทำให้เที่ยวบินกว่า 5,000 เที่ยวบินต้องยกเลิก
ส่วนปัญหาที่ว่า สงครามจะเกิดยาวนานแค่ไหน ก็มีความไม่แน่นอนสูงมาก ในการวิเคราะห์ของ Tourism Economics คาดการณ์ว่า ความยาวนานของสงครามมี 2 แบบ คือ (1) สงครามเกิดขึ้นภายในเวลา 1-3 สัปดาห์ (2) สงครามเกิดขึ้นเป็นเวลา 2 เดือน ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การคาดการณ์แบบแรก เพราะเป็นกรอบเวลาเดียวกันกับเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นสงครามที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายในสหรัฐฯ และอิหร่านไม่น่าจะทำสงครามได้นานเกิน 2 เดือน
Tourism Economics คาดการณ์ว่า สงครามจะทำให้ปี 2026 นักเดินทางเข้ามาตะวันออกกลางจะลดลง 11-27% คิดเป็นตัวเลขจำนวนนักเดินทาง 23-38 ล้านคน สูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวประมาณ 34-56 พันล้านดอลลาร์ การคาดการณ์ดังกล่าว รวมถึงผลกระทบที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของนักเดินทาง แม้จะผ่านพ้นช่วงระยะเวลาการเกิดสงครามความขัดแย้งไปแล้วก็ตาม
ผลกระทบต่อ “ศูนย์กลางการบิน”
รายงานของ Tourism Economics วิเคราะห์ว่า ในแง่ของการเดินทางทั่วโลก ตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญของการเป็น “ศูนย์การต่อเที่ยวบิน” (transit hub) โดย 14% ของผู้โดยสารทั่วโลก จะต่อเที่ยวบินที่ตะวันออกกลาง บทบาทสำคัญของการเป็นศูนย์กลางการบิน เป็นตัวกำหนดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบิน โดยมีสายการบินหลักได้แก่ Emirates ที่ดูไบ Qatar Airways ที่โดฮา และ Etihad ที่อาบูดาบี ที่ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเดินทางระหว่างยุโรปกับเอเชีย จะเห็นได้ว่า เมื่อปิดน่านฟ้าที่ 3 สนามบิน ทำให้ผู้โดยตกค้างที่กระจายออกไปที่แฟรงก์เฟิร์ต บาลี และกาฐมาณฑุ
สงครามอิหร่านยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินยุโรป-เอเชีย หลังจากมีการปิดน่านฟ้าเส้นทางบินระหว่างยุโรปกับเอเชียของสายการบินนอกภูมิภาคนี้ ต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ ที่ผ่านมา ระเบียงเส้นทางบินก็แคบลงมากแล้ว เนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ทำให้เวลาการบินยุโรป-เอเชียนานขึ้น และใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนอาจไม่เดินทาง เมื่อค่าโดยสารสูงขึ้น
รายงานของ Tourism Economics ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อค่าโดยสารเที่ยวบินว่า อิหร่านได้เตือนเรือขนส่งน้ำมัน ให้หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีสัดส่วน 20% ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก ทำให้คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 2 ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงการบินสูงขึ้น แม้สายการบินจะทำประกันความเสี่ยงไว้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด เมื่อรวมผลกระทบต่างๆ เช่น ต้นทุนสูงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางบิน ระยะเวลาการบินที่นานขึ้น ทำให้ใช้น้ำมันมากขึ้น รวมทั้งสายการบินในตะวันออกกลาง ลดเที่ยวบินลง ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อค่าโดยสาร
ดังนั้น เมื่อราคาค่าโดยสารสูงขึ้น บวกกับความรู้สึกของนักเดินทางที่มองว่า มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น จะทำให้ยอดการจองเที่ยวบินล่วงหน้าลดลง หากความปั่นป่วนยังดำรงอยู่
เอกสารประกอบ
In the centre of the storm: what does the Iran war mean for Dubai? 7 March 2026, ft.com
Tourism impacts in Middle East from Iran War, 3 March 2026, Tourism Economics