ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของฝรั่งเศส
ใช้แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน บูรณาการทั้งด้านสุขภาพและโภชนาการ ด้านอธิปไตยและการผลิต
ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยอาหารโภชนาการและภูมิอากาศ (SNANC) ปี 2025-2030 ของรัฐบาลฝรั่งเศส ระบุความมั่นคงแห่งชาติที่ให้ความสำคัญกับอาหาร โดยผูกร่วมกับหลักโภชนาการและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บทความนำเสนอบางส่วน ดังนี้
ภาพ: ลักษณะฉลาก Nutri-Score
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
บริบทและความท้าทายในปัจจุบัน:
ระบบอาหารในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ โรคเหล่านี้สัมพันธ์โดยตรงกับอาหาร และคิดเป็น 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
17% ของผู้ใหญ่ในฝรั่งเศสเป็นโรคอ้วน กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมักบริโภคผักผลไม้น้อยกว่า เพราะผักและผลไม้สดราคาผันผวนตามฤดูกาล และมักราคาสูงเมื่อเทียบกับอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่สารอาหารต่ำ (Energy-dense foods) เช่น พาสต้า ขนมปังราคาถูก หรืออาหารแปรรูป กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจึงเลือกอาหารที่อิ่มท้องและราคาถูกเป็นอันดับแรก
ปัจจุบัน นานาชาติให้ความสำคัญเรื่องระบบอาหาร (Food System) กับภาวะโลกร้อน ระบบอาหารเป็นต้นเหตุปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25-30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก
การเกษตรในอนาคตจะคิดแต่เรื่องผลผลิต (Yield) ไม่ได้ ต้นทุนการผลิตจะนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาคำนวณด้วย เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จต้องช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืน
4 เสาหลักในการขับเคลื่อน:
แกนที่ 1 ธรรมาภิบาลและการจัดการเชิงพื้นที่
ใช้แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสุขภาพคนและสัตว์สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์นี้ตั้งใจใช้แนวคิดนี้ สุขภาพดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้ง 3 ด้านนี้สมดุล
แกนที่ 2 การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ
สร้างความหลากหลายของโปรตีน สนับสนุนการบริโภคพืชตระกูลถั่ว พืชผักมากขึ้น และลดการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป คนฝรั่งเศสบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปสูงเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป เกือบ 300 กรัมต่อสัปดาห์ ควรลดลงครึ่งหนึ่งหรือไม่เกิน 150 กรัมต่อสัปดาห์
กำหนดให้โรงอาหารสาธารณะมีสัดส่วนอาหารที่ยั่งยืนอย่างน้อย 50% และเป็นอาหารออร์แกนิก 20% คือพวกโรงอาหารในสถานศึกษา ในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุ หรือที่ต่างๆ ที่รัฐเป็นผู้ดูแลสนับสนุน
ลดขยะอาหาร ตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2025 สำหรับภาคการกระจายสินค้า และปี 2030 สำหรับภาคส่วนอื่นๆ
แกนที่ 3 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการศึกษา
ทดลองใช้ฉลาก Nutri-Score กับอาหารที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อและในร้านอาหาร
Nutri-Score เป็นฉลากแบบใหม่ ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เป็นแถบสี 5 สี เรียงตามลำดับตัวอักษร A (สีเขียวเข้ม) คือคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด (ดีมาก) B (สีเขียวอ่อน) ระดับดี C (สีเหลือง) คุณภาพปานกลาง D (สีส้ม) ค่อนข้างแย่ (มีสารอาหารบางอย่างสูงเกินไป) และ E (สีส้มเข้ม/แดง) มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ (ควรบริโภคน้อยลง) ด้วยฉลากแบบนี้คนอ่านจะเข้าใจในพริบตาเดียว เด็กก็เข้าใจได้
นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดการเข้าถึงโฆษณาอาหารที่มีรสหวาน มัน หรือเค็มจัดในกลุ่มเด็กและเยาวชน บรรจุเรื่องระบบอาหารยั่งยืนในหลักสูตรการศึกษาและจัดการฝึกอบรมให้เชฟโรงอาหารทั่วประเทศ
แกนที่ 4 การวิจัยและการประเมินผล
ศึกษาผลกระทบของอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) นอกจากผลต่อสุขภาพแล้ว ยังมุ่งวิจัยส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชาติ และนโยบายสาธารณะ ยกตัวอย่าง การเข้ามาของอาหารแปรรูปสูงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม
ตัวอย่างอาหารแปรรูปสูงที่คนไทยนิยมกิน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง/อาหารกล่องอุ่นร้อนที่แค่เข้าไมโครเวฟก็ทานได้เลย ไส้กรอกและลูกชิ้น แฮมและเบคอน ปูอัด มันฝรั่งทอดและขนมซอง ขนมปังแผ่นขาวและขนมปังซอง คุกกี้และเค้กอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม 3-in-1 ทั้งหลาย น้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตรสผลไม้
สังเกตว่าหลายรายการเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานเป็นประจำ และไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นคนไทย
ตัวอย่างมาตรการเร่งด่วน:
1.ยกระดับโครงการท้องถิ่น (PAT) ใช้เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารในระดับพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การคัดเลือก
ยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ให้กลายเป็นเครื่องมือทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืน เช่น ส่งเสริมการรวมตัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เทศบาล เกษตรกร โรงเรียน โรงพยาบาล และผู้ประกอบการในท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบที่พึ่งพาตนเองได้
PAT ไม่ได้มองข้ามตลาดเสรี แต่พยายามจัดระเบียบตลาดใหม่ (Market Reshaping) การสร้าง PAT คือการสร้างตลาดคู่ขนานในระดับท้องถิ่น เพื่อรับประกันว่าหากระบบ Logistic โลกล่มสลาย ประชาชนในท้องถิ่นจะยังมีแหล่งอาหารที่จับต้องได้ ทั้งนี้รวมถึงการที่รัฐ (เทศบาล) ใช้อำนาจซื้อจากโรงเรียนหรือโรงพยาบาล เป็นผู้รับซื้อที่แน่นอน (Guaranteed Market) ให้กับเกษตรกรท้องถิ่น
อาจสรุปว่า PAT พยายามดึงเศรษฐกิจกลับมาไว้ในสังคม ไม่ให้กลไกตลาดตัดขาดจากความเป็นอยู่ของผู้คนและสิ่งแวดล้อม
2.กำหนดเกณฑ์เพดานสูงสุดของเกลือ น้ำตาล ไขมัน และเกณฑ์ขั้นต่ำของไฟเบอร์ในอาหารแปรรูป
ประเด็นนี้ใช้หลักความรับผิดชอบร่วมกัน (Social Contract & Externalities) กับผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) เมื่อคุณเลือกกินอาหารไม่ดีจนป่วย รัฐ (ซึ่งใช้ภาษีรวมจากทุกคน) ต้องเป็นจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณผ่านระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า การเลือกของประชาชนไม่ได้ส่งผลกับตัวเขาเท่านั้น แต่กระทบเงินของคนทั้งประเทศ รัฐจึงมีหน้าที่เข้ามากำกับควบคุม
3.จำกัดการโฆษณาอาหารที่หวาน/มัน/เค็มจัด ที่พุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนผ่านทุกสื่อ หากมาตรการสมัครใจไม่ได้ผลจะใช้กฎหมายบังคับ
4.ขยายผลการใช้กฎบัตร PNNS ในหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพของพนักงาน
PNNS หรือ “แผนงานโภชนาการและสุขภาพแห่งชาติ” ของฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือแนะนำการกิน แต่ถูกยกระดับให้ เป็นสัญญาประชาคมรูปแบบหนึ่งที่ดึงเอาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาลงนามผูกพัน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหาร
5.เพิ่มคุณภาพทางโภชนาการและสิ่งแวดล้อมในระบบความช่วยเหลือด้านอาหาร
โปรแกรม "Mieux manger pour tous" (การกินดีกว่าเดิมเพื่อทุกคน) คือแผนงานยุทธศาสตร์ของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เปิดตัวในปี 2023 เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการบริโภค โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่การแจกอาหารเพื่อประทังความหิว แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนในราคาที่เอื้อมถึง
การช่วยเหลือประชาชนจึงไม่ใช่แค่แจกเงินหรือให้คูปองซื้อสินค้าราคาประหยัด แต่คำนึงสุขภาพของผู้บริโภคด้วย
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าอาหารมีผลต่อสุขภาพ ดังประโยคที่ว่า “You are what you eat.” ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยอาหารโภชนาการและภูมิอากาศ ปี 2025-2030 ของรัฐบาลฝรั่งเศส ใช้ "อาหาร" เป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาสุขภาพคนและสุขภาพโลก มุ่งแก้ปัญหาหลายด้านพร้อมกัน เชื่อมโยงกัน เป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ น่าศึกษาและปรับใช้.