ธปท. จ่อรื้อ 15 ค่าฟีแบงก์ เห็นผลใน 2 เดือน ยันดบ.เหลือ 1% มีกระสุนพอ
ธปท. เดินหน้ารื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคาร 15 รายการหลัก เล็งกำหนดมาตรฐานเดียวลดภาระประชาชน มองเสถียรภาพการเงินยังมีหลังปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ย้ำไทยยังมี Policy Space เพียงพอ
28 ก.พ. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลโครงการประกวดบทความ (ลับคมความคิด) ครั้งที่ 19 ที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในระหว่างการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงิน โดยจะพิจารณาค่าธรรมเนียมประมาณ 10-15 ประเภท เพื่อจัดให้มีมาตรฐานเดียวกัน (Standardization) เนื่องจากปัจจุบันแต่ละธนาคารมีการเรียกเก็บในอัตราที่แตกต่างกันมาก
โดยหลักการแล้วผลจากการทบทวนจะทำให้ค่าธรรมเนียมลดลงหรือปรับลงมาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยจะพิจารณาจากต้นทุนจริงในปัจจุบัน เช่น การขอ Statement ปัจจุบันบางธนาคารคิด 100 บาท บางแห่ง 200 บาท ต่อบัญชีหรือต่อประเภท ควรจะมีการปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่นเดียวกับ ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน ออกบัตร ATM, การฝาก/โอนเงิน/ถอนเงินข้ามเขต, และการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต ซึ่งในอดีตมีต้นทุนการขนส่งเงินสด แต่ปัจจุบันไม่มีต้นทุนส่วนนี้แล้ว จึงควรปรับลดลงหรืออาจไม่มีเลย
นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมสำหรับ SME เช่น ค่าธรรมเนียมการเขียนโครงการ (Front-end fee) และค่าธรรมเนียมการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment fee) โดยเน้นไปที่ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีธุรกรรมค่าธรรมเนียมจำนวนมาก
“เป้าหมายคือช่วยลดภาระประชาชน และคาดว่าจะเห็นข้อสรุปที่ชัดเจนภายใน 2 เดือน หลังจากนั้นจะมีขั้นตอนการออกประกาศ การทำ Public Hearing และการหารือกับธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม โดยหลักๆจะต้องไม่กระทบกับการทำธุรกิจธนาคารหรือไม่กระทบต้นทุนของธนาคารมากเกินไป”
นายวิทัย กล่าวว่า ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือเพื่อดึงอัตราเงินเฟ้อระยะกลางที่อาจจะต่ำลงเล็กน้อย ให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่วางไว้
และ ประคับประคองเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาระต้นทุน และผลักดันให้ GDP เติบโตได้ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ 2.7%
“ระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมและมีความสมดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ การลดดอกเบี้ยมีทั้งข้อดีต่อผู้กู้ แต่ก็มีผลกระทบด้านลบต่อผู้ฝากเงิน จึงต้องพิจารณาให้มีความพอดี”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันจัดว่า ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต่ำกว่า และถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียนและเอเชีย (ไม่นับญี่ปุ่น) ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายที่ผ่อนคลายมาก
“การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะทำให้ "กระสุน" หรือเครื่องมือทางการเงินลดลง แต่ที่ระดับ 1% ยังถือว่ามีช่องว่าง (Room) ให้ดำเนินการได้หากเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ เช่น ในช่วงโควิดที่เคยลดลงไปถึง 0.5%”
อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ตอบรับดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผ่าน ด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.1% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายลดลง 0.25% นั้น นายวิทัยกล่าวเพียงว่า“ขอบเขตของธปท.มีจำกัด”