โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Chloé Zhao ผู้กำกับ Hamnet ที่ใช้หนังเผชิญหน้ากับวัย 40 / ชีวิต / และความตาย

Mirror Thailand

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

อาจจะเป็นปีหรือมากกว่านั้นที่ผู้กำกับ โคลอี เจา (Chloé Zhao) เกิดภาวะวิกฤติกลางคนในวัย 40s กว่าๆ ที่ทำให้แต่ละวันผ่านไปด้วยการนั่งอยู่กับความรู้สึกไม่สบายตัว หมดความสนใจในทุกๆ อย่าง แม้แต่ลุกจากเตียงยังเป็นเรื่องยาก จนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ตรงจุดจบของชีวิตอย่างไรอย่างนั้น

แต่แล้วการลุกขึ้นมาทำหนังเรื่องหนึ่ง ไม่เพียงช่วยดึงเธอกลับมานั่งพินิจพิเคราะห์ความไม่สบายนี้ของตัวเอง มันยังทำให้เธอ ‘เข้าใจ’ ความไม่แน่นอนของชีวิตและ ‘ความตาย’ มากขึ้นด้วย

Hamnet คือหนังเรื่องล่าสุดของ โคลอี เจา ที่ดัดแปลงมาจากนิยายอิงประวัติศาสตร์โดยนักเขียน แม็กกี้ โอ ฟาร์เรลล์ (Maggie O’ Farrell) ที่หยิบเอาความตายของ Hamnet (หรือ Hamlet) ลูกชายกวีชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) มาเล่าผ่านตัวละครพ่อแม่ที่สูญเสียลูกไปอย่างไม่มีวันกลับมา และต้องเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าที่กัดกินหัวใจหลังจากนั้น

ระหว่างที่ต่อสู้อยู่กับภาวะวิกฤติกลางคน พร้อมๆ กับที่จะทำหนังเรื่อง Hamnet เจามีโอกาสได้เข้าคอร์ส ‘ซ้อมตาย’ หรือ Death Doula Training ในอังกฤษ ซึ่งเป็นเหมือน ‘พี่เลี้ยง’ ช่วยฝึก เตรียมตัว และเรียนรู้เกี่ยวกับความตายในบริบทต่างๆ คลาสหนึ่งที่เธอได้เรียนคือการค้นหาว่าในแต่ละวัฒธรรมนั้น มีวิธีรับมือและจัดการกับความตายของพวกเขาอย่างไร แล้วเธอก็พบว่า ไม่ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมหรือความเชื่อแค่ไหน สิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกันคือความตายและความโศกเศร้าจากความตาย และมันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยจากอดีตถึงปัจจุบัน

“ทำไมคุณถึงสนใจกระบวนการของความตายนัก?”

“เพราะฉันอยู่กับการกลัวความตายมาทั้งชีวิต ตอนนี้ก็ยังกลัว และเพราะว่าฉันกลัวมันมาก มันเลยทำให้ฉันไม่เคยได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ทำให้ฉันไม่สามารถจะ ‘รัก’ ได้ด้วยหัวใจเต็มๆ เพราะฉันกลัวว่าจะสูญเสียมัน และนั่นก็คือรูปแบบหนึ่งของความตายสำหรับฉัน” โคลอี เจา ให้สัมภาษณ์กับ The Interview

“เวลาที่คุณอยู่ในวัย 40 วิกฤติวัยกลางคนคือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับคุณ ซึ่งมันดีนะ มันเหมือนได้เกิดใหม่เลย แล้วคุณไม่สามารถวิ่งหนีความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ ร่างกายคุณก็จะเปลี่ยน จนคุณรู้สึกได้ถึงความตาย และเพราะว่าฉันกลัวมันมาก ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์กับความตายมันเสียเลย”

และการซ้อมตายเหล่านี้ ก็เป็นวิธีเผชิญหน้ากับความกลัวที่จะตายของเจา และเป็นวิธีที่เธอจะได้ ‘เข้าใจ’ ความตายมากขึ้น

“Hamnet ช่วยให้ฉันเข้าใจว่า เออ… มันไม่มีทางเลือกอื่นว่ะ ฉันมีความรู้สึกว่าใครที่ออกแบบมนุษย์ขึ้นมา คงคิดมาแล้วว่าให้เกิดมา แล้วก็ต้องตาย ไม่ว่าคุณจะรักอะไรมากแค่ไหน วันหนึ่งคุณก็ต้องเสียสิ่งนั้นไป ตลกร้ายนะ ว่าไหม แล้วก็เหมือนจะมีแค่มนุษย์อย่างเราๆ เท่านั้นแหละในระบบวัฏจักรที่ดูจะมีปัญหากับกระบวนการเหล่านี้”

“เพราะจริงๆ เราก็ควรถูกออกแบบมาให้รู้ว่าเราจะตายอย่างไรด้วย มันจะได้ไม่น่ากลัวขนาดนี้ จนทำให้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะใช้ชีวิต ซึ่งฉันว่าปัญหาอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นบนโลก ก็มาจากการที่คนเรากลัวความตายนี่เอง”

เจาบอกว่า สิ่งที่เธอกลัวเกี่ยวกับความตาย ไม่ใช่การไม่มีอยู่ของเลือดเนื้อร่างกาย ไม่ได้กลัวความเจ็บปวด แต่เธอกลัว ‘ความไม่แน่นอน’ ของมัน ครั้งหนึ่งใน Nomadland หนังปี 2020 ของเจา ซึ่งได้ออสการ์ไปมากถึง 3 สาขา พูดถึงตัวละครหญิงวัยกลางคนที่หลังจากพบความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็ปฏิเสธที่จะลงหลักปักฐาน ได้มีความความรักความผูกพันกับใครอย่างจริงจัง แต่เลือกที่จะร่อนเรไปเรื่อยๆ ทั่วดินแดนอเมริกาอันกว้างใหญ่ไพศาล แบกความทุกข์ตรม พร้อมกับความกลัวที่จะสูญเสียไว้กับตัวเอง อาจเป็นการสะท้อนความกลัวเหล่านี้ของผู้กำกับโคลอี เจา ต่อความไม่แน่นอนและความ ‘ชั่วคราว’ ของชีวิต

เจาเกิดในประเทศจีน ก่อนจะย้ายมาเติบโตที่อังกฤษและอเมริกา ความรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยกเป็นสิ่งที่เธอมีมาตลอด มันทำให้เธอกลัวที่จะผูกพัน ที่จะสร้างสรรค์อะไรได้อย่างอิสระ แม้แต่จะมีชีวิตอยู่ในแบบที่เธออยากจะมี เจาบอกว่ามันคือความรู้สึกของการ ‘ไม่มีเผ่า ไม่เข้าพวก’ และเธอก็เหมือนคนทำงานศิลปะหรือคนทำหนังคนอื่นๆ ที่ใช้งานศิลปะเล่าเรื่องความโดดเดี่ยวแปลกแยกเหล่านี้ แต่เมื่อไรก็ตามที่หนังของเธอโดนปฏิเสธจากนักวิจารณ์ ถูกเปรียบเทียบ ตัดสิน มันให้ความรู้สึกเหมือนตัวตนของเธอเองถูกปฏิเสธไปด้วย เพราะการมีเผ่ามีพวกคือการได้ความรู้สึกว่าปลอดภัย ได้ถูกรัก ถูกมองเห็น ถูกยอมรับคุณค่าในตัวตนที่แท้จริง และช่วยเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวสำหรับเธอ

“การทำหนังเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างเหงา พูดในฐานะที่ฉันเป็นผู้กำกับนะ คุณเหมือนกับซามูไรที่ได้รับการจ้างงานเป็นจ๊อบๆ คุณสร้างครอบครัวหนึ่งขึ้นมา แล้วพวกเขาก็ต้องจากคุณไปอีกแล้ว”

“คิดว่าคนน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากหนังของคุณ?” พิธีกรถามเธอ

“เรียนรู้ว่าเราจะโอบกอดความโกลาหลนั้นอย่างไร เพราะในหนัง Hamnet ก็ค่อนข้างที่จะเป็นแบบนั้น”

“ตอนที่เกิดวิกฤติวัยกลางคน ทุกอย่างที่ฉันเคยใช้เบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง ทุกอย่างที่เคยคิดว่าต้องการในชีวิต และเคยคิดว่ามันจะโอเคมากๆ หากฉันได้มันมาครอบครอง ทุกอย่างที่ฉันคิดว่าฉันเคยเป็น มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว เหมือนฉันอยู่ตรงจุดจบของชีวิต และ Hamnet ก็ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ในช่วงเวลาเหล่านั้น”

“แม็กกี้ โอ ฟาร์เรลล์ ผู้เขียน Hamnet บอกกับฉันตั้งแต่เริ่มต้นทำ Hamnet ว่า เธอไม่เชื่อว่าความโศกเศร้าของมนุษย์จะมีวันหายไป ซึ่งฉันเห็นด้วยกับเธอว่า ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับความตาย หรือแม้แต่พื้นที่ที่มีให้กับความเศร้านั้นเปลี่ยนไปมาก ในโลกสมัยใหม่ ความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดมามีชีวิต มันกลายเป็นว่า เราจะทำอย่างไรให้ไม่ตาย ให้มีชีวิตยืนยาวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จะด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์หรืออะไรก็ตาม รวมถึงความรู้สึกที่ว่าความตายเป็นอะไรที่น่าอับอาย เป็นความอ่อนแอ ไม่ควรเกิดขึ้น ผู้คนมองความตายแบบนั้นในทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความทุกข์ให้เรามากกว่าเดิม”

คำพูดหนึ่งในบทละครดั้งเดิมของเชคสเปียร์เรื่อง The tragedy of Hamlet ซึ่งถูกหยิบยกมาไว้ในหนัง Hamnet ของโคลอี เจา ที่ว่า ‘All living things must die, passing through nature to eternity’ หมายถึง ‘ทุกชีวิตล้วนต้องตาย ผ่านธรรมชาติไปสู่นิรันดร์’ จึงไม่เพียงเป็นการย้ำเตือนให้คนดูโอบรับความตายไปพร้อมๆ กับตัวละครที่โศกสลด แต่ยังย้ำเตือนให้เราไม่ลืมร่างกายนี้ และตระหนักถึงมันในขณะที่มันดำรงอยู่ด้วย

“ในชีวิตจริง ความเป็นนิรันดร์ไม่มีอยู่จริงใช่ไหมคะ แล้วมนุษย์ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติขนาดนั้นด้วย เพราะแม้แต่ร่างกายและจิตวิญญาณของเราเองที่เป็นธรรมชาติแท้จริงที่สุด เราก็ยังหลงลืมมัน สิ่งที่เราเหลือกันก็เลยมีแค่ ‘All living things must die’ มีแค่ความตาย ซึ่งไม่มีอะไรสนุกเลย มันคือการที่เราถูกพรากจากทุกสิ่ง”

“คนมักจะกลอกตาเวลาฟังฉันพูดเรื่องนี้นะ แต่ฉันคิดว่า สิ่งที่จะไม่มีใครพรากมันไปได้เลยคือสิ่งนี้ ‘ข้างใน’ ของเรา ซึ่งมันจะไม่มีวันหายไป”

“ฉันพยายามเสาะหาคำตอบมาหลายปีมาก แล้วฉันก็ได้เรียนรู้ว่า แม้แต่ความต้องการที่จะได้คำตอบ ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบหนึ่งของความกลัว มาตอนนี้ฉันปล่อยวางได้ขึ้นมานิดหน่อย มันกลายเป็นว่า ฉันเข้าไปนั่งอยู่ในความกลัวนั้นเลยละกัน”

สิ่งที่คล้ายกันในหนังของโคลอี เจา ทั้ง Nomadland และ Hamnet ก็คือการฉายให้เห็นภาพของความเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่พยายามดิ้นรน ต่อสู้ ต่อรอง ทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกหนีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นั่นคือการมีชีวิตและการจากลา ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่อาจหนีจากกฎเกณฑ์เหล่านั้นไปได้ เหมือนกับคำพูดหนึ่งใน Hamnet ที่บอกว่า “ทุกสิ่งที่เราได้รับมา ไม่มีวันที่เราจะไม่พรากจากมัน”

ซึ่งหากเราผู้เป็นมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้เหมือนๆ กัน สิ่งที่เหลือทิ้งไว้อาจไม่ใช่แค่ความทุกข์โศกเพียงอย่างเดียว หากมันอาจยังเป็นการทำให้เราได้เข้าใจธรรชาติ และมองเห็นคุณค่าของทุกๆ วินาทีที่เหลืออยู่ของชีวิตด้วย

อ้างอิง https://www.youtube.com/watch?v=IKLm3w341AM

เครดิตภาพ Alex Kent / The New Yorker

บทความต้นฉบับได้ที่ : Chloé Zhao ผู้กำกับ Hamnet ที่ใช้หนังเผชิญหน้ากับวัย 40 / ชีวิต / และความตาย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...