“วิกรม” ชี้ 1.2 พันโรงงาน AMATA แกร่ง! ดันพลังงานสะอาดสู้ต้นทุนพุ่ง
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 13.35 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 06.32 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อทั่วโลกผ่านราคาน้ำมันที่ผันผวนรุนแรง ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอย่างประเทศไทย
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เผยมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ในขณะนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจนยากจะคาดเดาว่าจะพุ่งไปถึงจุดใดตราบเท่าที่สงครามยังไม่ยุติ ซึ่งความน่ากังวลของวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากกรณีของยูเครนตรงที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานโดยตรง และหากสถานการณ์ขยายตัวออกไปนอกพื้นที่ปัจจุบันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก
สำหรับผลกระทบต่อภาคการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่มีโรงงานอยู่ประมาณ 1,200 แห่ง (ไม่รวมในเวียดนาม) นายวิกรมเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เนื่องจากโรงงานในนิคมฯ กว่า 97% เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงและมีความแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ระดับโลกที่เคยพิสูจน์ความทนทานมาแล้วในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งแทบไม่มีการปิดตัวลงเลย แม้ในขณะนี้จะยังเร็วเกินไปที่จะเห็นผลกระทบในงบกำไรขาดทุนอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมีเพียงสองปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของลูกค้าที่จะเป็นตัวตัดสินในอนาคต
ในด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงาน นายวิกรมเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากกว่า 90% ทางรอดที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในขณะนี้คือ “การประหยัด” โดยควรลดการใช้พลังงานที่ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน
ในส่วนของอมตะเอง ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงผ่านบริษัทในเครือที่ดูแลด้านพลังงานครบวงจร ทั้งโรงไฟฟ้าที่มีมากกว่า 10 แห่ง รวมถึงธุรกิจที่ดูแลด้านพลังงานสีเขียว ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซอุตสาหกรรม เพื่อช่วยบริหารจัดการและแบ่งเบาภาระด้านพลังงานให้แก่ลูกค้าในนิคมฯ หากเกิดวิกฤตขาดแคลนขึ้นจริง โดยในเบื้องต้นได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการทุกรายร่วมกันประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้นให้ได้มากที่สุด