โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อัปเดตคดีอำมหิต! ชี้สาวเกาหลีวัย 21 ลวงหนุ่มปลิดชีพม่านรูด เป็น “ไซโคพาธ”

Thaiger

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 17.43 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 10.39 น. • Thaiger ข่าวไทย

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญที่หญิงวัย 21 ปี นามสมมติ “คิม” ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมชาย 2 รายด้วยการวางยาผสมแอลกอฮอล์ ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 ตำรวจสถานีคังบุกยืนยันผลการตรวจทางจิตวิทยาพบว่าเธอเป็น “ไซโคพาธ” ด้านสังคมออนไลน์แดนกิมจิเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก ประเด็นพฤติกรรมสุดมั่นฆาตกรสาวที่โพสต์เซลฟี่ในวันเกิดเหตุ

น.ส.คิม ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยตำรวจเกาหลีใต้ได้ใช้แบบประเมิน PCL-R (Hare Psychopathy Checklist-Revised) ซึ่งมีคะแนนเต็ม 40 จุด เพื่อวัดลักษณะนิสัยความเย็นชา การขาดความเห็นอกเห็นใจ และความหุนหันพลันแล่นซึ่งในเกาหลีใต้ผู้ที่ได้คะแนน 25 คะแนนขึ้นไปจะถูกจัดว่าเป็นไซโคพาธ ซึ่งน.ส.คิม มีคะแนนทะลุเกณฑ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน

ตำรวจได้ส่งผลการประเมินนี้ให้ทางอัยการเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคดีในฐานะหลักฐานสำคัญด้านสภาพจิตใจของผู้ต้องหา

ขณะที่ลำดับเหตุการณ์เหยื่อ 2 รายในม่านรูด และความพยายามครั้งแรก ตำรวจระบุว่า น.ส.คิม เริ่มต้นพฤติกรรมอำมหิตมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะยกระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ธันวาคม 2568 (ครั้งแรก) แอบวางยาแฟนหนุ่มในลานจอดรถคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองนัมยางจู จนเหยื่อหมดสติไป แต่ครั้งนั้นเหยื่อรอดชีวิตมาได้

28 มกราคม 2569 (ศพแรก) เข้าม่านรูดในย่านซูยูเขตคังบุกกับชายวัย 20 ปีเศษ ก่อนจะเดินออกมาคนเดียวในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา พบเหยื่อเป็นศพในวันรุ่งขึ้น

9 กุมภาพันธ์ 2569 (ศพที่สอง) ลงมือด้วยวิธีเดิมกับชายวัย 20 ปีเศษอีกรายในม่านรูดต่างแห่งกัน พบเหยื่อเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข้อสังเกตที่น่ากลัว คือ หลังจากเหยื่อรายแรก (แฟนหนุ่ม) รอดชีวิตมาได้ ตำรวจพบว่า น.ส.คิมได้สั่งสมประสบการณ์และเริ่มใช้ “ยาในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ในการลงมือครั้งต่อๆ มาเพื่อให้มั่นใจว่าเหยื่อจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก

แฟ้มภาพ

พฤติกรรมสุดช็อก โพสต์เซลฟี่เรียกยอดฟอลในวันที่เหยื่อตาย

สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีโกรธแค้นที่สุดคือพฤติกรรมบนโลกโซเชียลของเธอ โดยมีรายงานว่า ในวันที่เหยื่อรายที่ 2 เสียชีวิต น.ส.คิม ได้อัปโหลดรูปเซลฟี่ของตัวเองขณะนอนพักผ่อน พร้อมใส่แฮชแท็ก #welcomefollowers และ #followforfollow อย่างไม่สะทกสะท้าน

แฟ้มภาพ

บัญชีอินสตราแกมที่คาดว่า เป็นของเธอมียอดผู้ติดตามพุ่งจาก 200 คน เป็นเกือบ 10,000 คน ภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากข่าวแพร่ออกไป ซึ่งกระแสในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะใน X และไอจี แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างน่าตกใจ

ฝ่ายอวยมีคอมเมนต์น่าตกใจ เช่น “สวยขนาดนี้ไม่น่าผิด”, “ควรได้รับการลดโทษ” หรือ “ฉันอยู่ข้างเธอนะ” ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องค่านิยม ความสวยเท่ากับความบริสุทธิ์ (Beauty equals Innocence) ที่เคยเกิดขึ้นในคดีจอมโจรสาวสวย อีมีฮเย เมื่อปี 2003

ขณะที่ฝ่ายรุมสาปแช่งมองว่า พฤติกรรมนี้ไร้มนุษยธรรมและเป็นการตอกย้ำว่าเธอเป็น “ไซโคพาธ” ที่โหยหาแสงจากโซเชียลโดยไม่สนความตายของเพื่อนมนุษย์

ทั้งนี้ตำรวจเกาหลีใต้สั่งฟ้อง น.ส.คิม วัย 21 ปี ในข้อหาฆาตกรรม หลังผลการสืบสวนพบหลักฐานชิ้นสำคัญในโทรศัพท์มือถือว่าเธอใช้เอไออัจฉริยะอย่าง “ChatGPT” ในการสอบถามข้อมูลเชิงลึก เพื่อวางแผนวางยาพิษสังหารเหยื่ออย่างใจเย็น โดยเน้นไปที่อันตรายของการผสมยากลุ่มยานอนหลับเข้ากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จากการตรวจสอบข้อมูลในมือถือของ น.ส.คิม เจ้าหน้าที่พบว่า มีการตั้งคำถามกับ “ChatGPT” ซ้ำหลายครั้งในประเด็นที่น่าขนลุก ดังนี้

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากินยานอนหลับพร้อมกับเหล้า ?”

“ต้องกินปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเข้าขั้นอันตราย”

“มันสามารถฆ่าคนได้จริงไหม”

แม้ก่อนหน้านี้เธออ้างกับตำรวจว่า แอบผสมยากลุ่มเบนโซไดอะเซพีน (Benzodiazepines) ลงในเครื่องดื่มจริง แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้ถึงแก่ความตาย ทว่าหลักฐานการค้นหาใน ChatGPT บ่งชี้ชัดเจนว่าเธอรู้อยู่เต็มอกว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลถึงชีวิต

ล่าสุดอัยการได้เปิดเผยภาพถ่ายและชื่อจริงของเธอคือ “คิม โซ-ยอง” (Kim So-young) เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ขณะนี้เธอกำลังอยู่ระหว่างการควบคุมตัวเพื่อรอการพิจารณาคดี.

ภาพ @kbs

ที่มา : BBC , theonlinecitizen , KBS

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...