โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โลกพัฒนาไปไกล รับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้น แต่คนจนยังตายมากกว่าคนรวย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โลกในปัจจุบันปลอดภัยขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต โดย “อัตราการเสียชีวิต” จาก “ภัยพิบัติธรรมชาติ” ลดลงเกือบทั้งหมดจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย และสาธารณสุขที่ดีขึ้น ช่วยให้มนุษย์รับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียยังคงกระจุกตัวในประเทศยากจน สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัยของโลก

ในอดีต ภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ แผ่นดินไหว หรือการระบาดของโรคร้าย เหตุการณ์เหล่านี้มักคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล และมนุษย์แทบไม่สามารถป้องกันหรือรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับจากข้อมูลในปัจจุบัน จะพบว่าโลกในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าสำหรับมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก HumanProgress.org ชี้ให้เห็นว่า โอกาสที่มนุษย์จะเสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยตั้งแต่ทศวรรษ 1920–1930 เป็นต้นมา อัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติลดลงเกือบร้อยละ 99 แม้ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้ทำให้โลกอันตรายขึ้นเสมอไป หากแต่ช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันและลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกปลอดภัยขึ้นคือความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ประเทศที่มีรายได้สูงสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง อาคารที่ออกแบบให้ทนต่อแผ่นดินไหว ระบบระบายน้ำที่ลดความรุนแรงของน้ำท่วม รวมถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่อาศัยดาวเทียมและแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ล้วนช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการเฝ้าระวังโรคยังช่วยให้โลกสามารถรับมือกับการระบาดใหญ่ได้ดีกว่าในอดีต

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันทั่วโลก สถิติในช่วงปี 1996–2015 ระบุว่า ราวร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติยังคงอยู่ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ตัวอย่างเช่น สึนามิในมหาสมุทรอินเดียปี 2004 แผ่นดินไหวในเฮติปี 2010 หรือไซโคลน Nargis ในเมียนมา ล้วนสร้างความสูญเสียมหาศาล ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วบางแห่งสามารถเผชิญกับพายุหรือภัยธรรมชาติรุนแรงโดยแทบไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ความแตกต่างนี้ตอกย้ำว่าความมั่งคั่งและการบริหารจัดการมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของมนุษย์

ในด้านเศรษฐกิจ แม้มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติจะดูเพิ่มสูงขึ้นในตัวเลขสัมบูรณ์ แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจโลกหรือ GDP แล้ว ความสูญเสียเหล่านี้กลับลดลง นั่นเป็นเพราะความมั่งคั่งของมนุษย์เติบโตเร็วกว่าความสามารถของภัยธรรมชาติในการทำลายทรัพย์สิน กล่าวได้ว่า โลกอาจมีทรัพย์สินให้สูญเสียมากขึ้น แต่ก็มีศักยภาพในการฟื้นฟูและรับมือสูงขึ้นเช่นกัน

ภาพของโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตรายอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด แม้ภัยพิบัติจะยังคงเกิดขึ้น แต่โอกาสที่มนุษย์จะเสียชีวิตจากภัยเหล่านี้ลดลงอย่างมาก ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการจัดการ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้โลกในปัจจุบันปลอดภัยกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือการทำให้ความปลอดภัยนี้เข้าถึงทุกประเทศและทุกกลุ่มคนอย่างเท่าเทียม เพื่อให้โลกที่ปลอดภัยขึ้นเป็นจริงสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ไม่ใช่เพียงบางส่วนเท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...