โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชม ‘เทวาลัยลักษมัน’ และภาพสลัก ‘สมสู่อาชา’ ว่าด้วยเรื่องม้ากับคนในวัฒนธรรมอินเดีย

The Momentum

อัพเดต 16 ม.ค. เวลา 21.12 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. เวลา 08.00 น. • THE MOMENTUM

สวัสดีปีม้าครับ

พอพูดถึง ‘ม้า’ ในอินเดียหรือศิลปะอินเดีย มักจะมีภาพๆ หนึ่งแล่นทะลุกลางปล้องเข้ามาในหัวผมอยู่เสมอ ผมก็เลยคิดว่า คงจะเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดถึงภาพนี้ให้พอเป็นเรื่องสนุก เพื่อเปิดฉากปีม้าของคอลัมน์ Indianiceation

แต่ก่อนอื่นขอแนะนำสถานที่อันเป็นฉากหลังสักเล็กน้อย (เอาเข้าจริงผมเคยเล่าไว้บ้างแล้ว) นั่นคือ ‘เทวาลัยลักษมัน’ (Lakshmana Temple) แห่งเมืองคชุราโห (Khajuraho) กลุ่มเทวาลัยอันลือลั่นจากการประดับประดาด้วยภาพสลักการร่วมเพศจำนวนมาก

มากเสียจนบางครั้งเทวาลัยกลุ่มนี้ถูกเรียกอย่างติดเหยียดโดยคนไทยว่า ‘เทวาลัยแห่งกาม’

คชุราโห

คชุราโห เป็นเล็กๆ เมืองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้เมืองฉัตรปุระ รัฐมัธยประเทศ โดยคำว่า คชุราโห เชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ‘คัรชุรวาหกะ’ (Kharjuravahaka) ที่แปลว่า ผู้แบกต้นอินทผลัม หรือ ‘ครรจุระ’ (Kharjura) ซึ่งหมายถึง ‘ต้นอินทผลัม’ ปัจจุบันเมืองแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และถือเป็นหนึ่งใน The Seven Wonders of India ด้วยเป็นที่ตั้งของกลุ่มเทวสถานเนื่องในศาสนาฮินดูและเชนจำนวนมาก กลุ่มโบราณสถานเหล่านี้บางหลังยังคงใช้งาน และบ้างกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์ไปแล้ว

กลุ่มโบราณสถานในคชุราโหมีจำนวนทั้งสิ้น 22 แห่ง เป็นเทวาลัยเนื่องในศาสนาฮินดู 18 แห่ง และศาสนาเชน 4 แห่ง สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-16 โดยจักรวรรดิจันเทละแห่งเชชกภูกติ (Chandela of Jejakabhukti) ผู้มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่รัฐมัธยประเทศในปัจจุบัน

เทวาลัยกันทรริยามหาเทพ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

เทวาลัยประธานของกลุ่มชื่อ ‘กันทรริยามหาเทพ’ (Kandariya Mahadeva) มหาเทพแห่งถ้ำที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระศิวะในรัชสมัยของพระเจ้าวิทยธาระ จันเทละ (Vidyadhara of Chandela) กษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์ เทวาลัยองค์นี้มีความสูงมากถึง 31 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดียเหนือที่เรียกว่า เสขรีศิขระ (Sekhari Shikhara) คือมีส่วนยอดประธานเรียกว่า ‘ศิขระประธาน’ เป็นแกนกลาง ก่อนจะประดับด้วยโครงสร้างที่ทำเลียนแบบส่วนยอดประธาน (อุรุศริงคะ/ Urushringa) แผ่กระจายออกมาในลักษณะคล้ายแห ส่งผลให้ตัวเทวาลัยมีความสลับซับซ้อนและดูมีมิติ

ผมเคยเขียนไปแล้วในเรื่อง เพราะความรักทำให้โลกหมุนไป: โบราณคดีอินเดียว่าด้วยการ(ร่วม)รัก ว่าการประดับเทวสถานด้วยภาพการร่วมเพศนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเน้นพลังการสร้างของเทพเจ้า ฉะนั้นภาพเหล่านี้จึงไม่ได้ประดับอย่างมั่วซั่ว แต่กลับมีที่ทางเฉพาะ คือ 1. บริเวณที่เราเรียกว่า ‘อันตราละ’ หรือส่วนเชื่อมระหว่างครรภคฤหะกับมณฑป และ 2. ‘ฐานชคตี’ หรือฐานรองรับเทวาลัย

โดยภาพเล่าเรื่องจากทั้ง 2 บริเวณข้างต้นก็พูดถึงเรื่องราวที่ต่างกัน เพราะภาพบนอันตราละเล่าถึงเรื่องที่เกิดในเทวโลก ส่วนบริเวณฐานรองรับเทวาลัยนั้นเล่าถึงกิจกรรมอย่างสามัญที่เป็นไปในมนุษยโลก

เทวาลัยลักษณมัน

นอกจากเทวาลัยกันทรริยามหาเทพแล้ว เทวาลัยที่สำคัญและสวยงามอีกหลังคือ ‘เทวาลัยลักษมัน’ ซึ่งรอต้อนรับผู้มาเยือนอยู่บริเวณด้านหน้าของกลุ่ม สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระเจ้ายโศธรวรมัน (พ.ศ. 1468-1493) (บางครั้งออกพระนามของพระองค์ว่า ลักษวรมัน อันน่าจะเป็นที่มาของชื่อเทวาลัย) ในผังแบบปัญจายตนะ (Panchayatana) คือมีเทวาลัยทั้งสิ้น 5 หลังบนฐานเดียวกัน อาจเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้า 5 องค์ (ปัญจายตนเทวตา) ประกอบด้วยพระศิวะ พระวิษณุ พระสุริยะ พระเทวี และพระคเณศ หรืออุทิศแด่ภาคแบ่งต่างๆ ของพระเป็นเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เช่นในกรณีเทวาลัยลักษมัน ซึ่งสร้างขึ้นอุทิศแด่พระวิษณุในรูปปรากฏ ‘ไวกูณฐะ จตุรมูรติ’ (Vaikuntha Chaturmurti) ที่แวดล้อมด้วยภาคปรากฏอื่นๆ อีก 4 ภาค

เทวาลัยลักษมัน (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

ทั้งนี้ฝั่งตรงข้ามของเทวาลัยลักษมันยังประกอบไปด้วยเทวาลัยเล็กๆ อีก 2 หลัง หนึ่งในนั้นประดิษฐานเทวรูปที่น่าสนใจอยู่รูปหนึ่งคือ ประติมากรรมพระวราหะ หรือ พระวิษณุเมื่อครั้งอวตารลงมาเป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรัณยากษะ อสูรผู้ลักพาตัวพระแม่ธรณีลงไปซ้อนยังใต้ทะเล โดยประติมากรรมเทพหมูองค์นี้นับว่าสมบูรณ์และมีความสวยงามมากที่สุดองค์หนึ่ง

ประติมากรรมพระวราหะ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

การศึกษาโครงสร้างทางประติมานวิทยาของเทวาลัยแห่งนี้ ถูกบรรยายไว้แล้วอย่างพิสดารโดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอินเดีย เทวังคนะ เดไส (Devangana Desai) ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือคลาสสิกเล่มมหึมาThe Religious Imagery of Khajuraho ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนั้นยังไม่ใช่จุดสนใจของข้อเขียนนี้ เพราะสิ่งที่เราสนใจคือ ‘ภาพคนกับม้า!’ ภาพสลักสุดประทับใจบริเวณฐานรองรับเทวาลัย

การที่พบภาพนี้อยู่บริเวณนั้นสะท้อนว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทางโลก เกิดขึ้นในมนุษย์โลก เหตุที่ว่าแบบนั้นเพราะนอกจากภาพคนกับม้าแล้ว เรายังคงพบภาพสลักการร่วมเพศอื่นๆ รวมถึงภาพนักรบ รวมทั้งภาพที่คาดว่าน่าจะเป็นพระเจ้ายโศธรวรมันด้วย

คนเสพเมถุนกับม้า (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

คนเสพเมถุนกับคนในลีลาต่าง ๆ

(ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

คนกับสัตว์

เรื่องเล่าคนกับสัตว์ จริงๆ แล้วมีอยู่มากมายทั่วโลก สำหรับในวัฒนธรรมอินเดีย เจ. อาร์. โรเซนเบอร์เกอร์ (J. R. Rosenberger) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เพศและนักเขียนอิสระ ชาวอเมริกัน เสนอว่า เทพอินเดียนั้นมักแสดงรูปร่างเป็นสัตว์ (สื่อถึงอำนาจของธรรมชาติ) ฉะนั้นการพูดถึงเพศสัมพันธ์กับสัตว์จึงอาจพิจารณาได้ว่า สื่อถึงการรวมกันของพลังรูปแบบพิเศษหนึ่ง

ในอรรถศาสตร์ของเกาติลยะ (Kautilya’s Artha Sastra) ระบุให้โทษของการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์นั้นเบากว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (ซึ่งตรงนี้ขัดกับข้อความในกามสูตร)ทั้งยังอนุญาตให้มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการเสพสังวาสโดยเฉพาะ

ขณะที่ในเอกสารฝ่ายพุทธ พระพุทธเจ้าทรงห้ามมิให้สงฆ์เสพเมถุนกับทั้งมนุษย์และอมนุษย์ซึ่งหมายรวมถึง ‘สัตว์’ ด้วย แปลว่า เรื่องเพศสัมพันธ์แบบพิสดารนี้ต้องเคยเกิดขึ้น แต่ไม่เคยบ่งชี้ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสห้าม

ฉะนั้นสำหรับผมเรื่องนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าคิดว่า ‘ทำไม!?’ มากกว่าพยายามพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ เพราะทั้งหลักฐานศิลปกรรมและหลักฐานวรรณกรรมก็ดูเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้เราเชื่อได้ว่า เป็นความจริงและเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

ปัจจุบันยังคงมีวัฒนธรรมถิ่นบางแห่งในประเทศอินเดียที่จับคนกับสัตว์มาแต่งงานกัน เพื่อหวังผลแห่งความอุดมสมบูรณ์ การก้าวข้ามพรมแดนความเป็นคนและสัตว์จึงเสมือนเป็นภาวะครึ่งๆ กลางๆ ที่ (เคย) ศักดิ์สิทธิ์ สมานรวมมนุษย์เข้ากับโลกธรรมชาติอีกครั้ง แต่ด้วยคุณค่าแบบปัจจุบันที่แยกแยะคน สัตว์ และสิ่งของออกจากกันอย่างเป็นวัตถุนิยม โลกทางจิตนิยม (Ideal) ก็พังทลายลง มนุษย์มิอาจจินตนาการถึงความเป็นหนึ่งทางจิตวิญญาณกับธรรมชาติได้อีก (?) เรื่องราวในโลกโบราณจึงถูกนิยามใหม่ ด้วยภาวะทางจิตที่ผิดแปลกเกินกว่ามาตรวัดแบบวัตถุจะตรวจชั่งได้ (หรือเปล่า)

ที่มาข้อมูล

Rosenberger, J. R. (1968). Bestiality, Los Angeles: Medco Books.

Devangana Desai (2005).Khajuraho. Oxford University Press

Shukla, Shreya. (2019). Zoophilia: Myths in Indian Context, in Indian Journal of Health, Sexuality & Culture, Vol.5-2.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...