โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สมชัย ถอดรหัสจุดอ่อน กกต. “ถ้าเลือกตั้งไม่สุจริต รัฐบาลภูมิใจไทยไม่สง่างาม”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมชัย ศรีสุทธิยากร นอกจากเคยเป็นอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกขนานนามว่า 5 เสือ กกต. ในยุคก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2560 เขายังสวมบทบาท กกต.ที่รับผิดชอบด้านบริหารการเลือกตั้งโดยตรง

และก่อนที่จะมาเป็น กกต. “สมชัย” นั่งอยู่ใน “มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย” ที่คนการเมืองรู้จักในนาม “พีเน็ต” จับตาตรวจสอบการเลือกตั้งหลายครั้ง เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รวมถึงผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์

แต่วันนี้ นอกจาก “สมชัย” มีสถานะเป็นบุคคลทั่วไป เป็นนักปั่นจักรยาน เขายังมีสถานะเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” จากการที่ กกต.แจ้งความเขาพร้อมกับบุคคลอื่นอีก 5 คน

หลังจากเขาตั้งโต๊ะเปิดข้อมูลบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “สมชัย” เพื่อฟังเสียงหัวใจ ในฐานะที่เคยเป็นอดีต กกต. วันนี้เขาถูก กกต.ฟ้องเสียเอง เขารู้สึกอย่างไร รวมถึงการจัดการเลือกตั้งที่เขาสะท้อนว่า จัดแบบนี้ไม่ต้องมี กกต.ก็ได้…

ในฐานะที่เป็นผู้มีประสบการณ์การเลือกตั้ง ตั้งแต่อยู่พีเน็ต จนถึงเป็นอดีต กกต. มองการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างไร

การเลือกตั้งในประเทศไทย เริ่มจากการที่กระทรวงมหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้ง มีเสียงครหาว่าอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายการเมือง อาจทำให้เกิดการวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

รัฐธรรมนูญ 2540 จึงกำหนดให้มีองค์กรอิสระ ที่เรียกว่า กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้งที่แบบตรงไปตรงมา ให้เกิดความสุจริต และเที่ยงธรรม แต่ตอนนี้เมื่อทำไปนาน ๆ เกือบจะ 30 ปีแล้ว ผมเริ่มเห็นว่า กกต.ทำงานแบบเป็นราชการมากขึ้นเรื่อย ๆ ดีไม่ดีแทบจะไม่แตกต่างอะไรกับการที่ให้มหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้งด้วยซ้ำ

เช่น การที่ไปตั้งนายอำเภอ 400 คน ไปเป็นผู้อำนวยการเขตของการเลือกตั้งแต่ละเขต 400 เขต ก็เป็นการอาศัยกลไกของมหาดไทย จากนั้นนายอำเภอเวลาจะไปหากรรมการประจำหน่วย (กปน.) เขาก็ไปบอกทางกำนัน บอกไปทางผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยหากลต่าง ๆ ขึ้นมา

ดังนั้น ทำให้เหมือนว่า กปน.หลายต่อหลายพื้นที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นเครือข่ายของการเมืองในจังหวัดนั้น ๆ จึงเกิดปัญหาการที่ทำงานด้วยความไม่เป็นกลาง

อีกส่วนหนึ่ง เมื่อ กกต.เคยชินกับการทำงานแบบราชการ ก็จะเกิดรูปแบบของการทำงานที่เรียกว่าเพลย์เซฟให้แก่ตัวเอง ไม่เสี่ยง ไม่ทำอะไรที่มันดูในเชิงรุก จัดการเลือกตั้งให้มันเสร็จ ๆ ไป ตอนเลือกตั้งปี 2566 รีบประกาศผล ที่บอกว่าสอยทีหลัง แต่ไม่มีการสอย เพราะ 1 ปีก็แล้ว 2 ปีก็แล้ว เราไม่เห็นเรื่องของการสอยเกิดขึ้นเลย กลายเป็นว่าปัจจุบัน กกต.แทบจะไม่ได้จัดการเลือกตั้งให้มันมีประสิทธิผล ที่จะป้องกันปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง จัดให้เสร็จ ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องมี กกต.ก็ได้

การเลือกตั้ง 2569 ต่างจากการเลือกตั้งในอดีตไหม

ไม่แตกต่างอะไรกันมากมาย การทำงานของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) อาจจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีประชามติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น กปน.ก็จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน อาจจะเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งว่า การอบรมที่อบรมได้ไม่ดีพอ อาจทำให้ กปน.ใหม่ขาดความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ เกิดปัญหานับคะแนนถูก ๆ ผิด ๆ บ้าง เรื่องของการที่จะรายงานผลก็ขาดตกบกพร่อง นี้คือปัญหาที่เกิดขึ้น

แต่อีกส่วนหนึ่งที่มาจากตัวของ กกต.เอง ในการออกแบบระบบที่มีส่วนทั้งพัฒนาและไม่พัฒนา ในกรณีไม่พัฒนา เช่น การเลือกตั้งล่วงหน้า เรารู้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคนมาใช้สิทธิเยอะมากๆ ไปรวมในที่จุดเดียว เช่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต 58,000 คน คุณก็ไม่พัฒนา ไม่แก้ไขเพื่อกระจายจุดให้มากขึ้น ไม่ควรต้องไปแออัด ถ้าเขาพัฒนาเขาจะต้องคิด

“ถ้าผมยังเป็น กกต.อยู่แก้ปัญหานี้ได้ง่ายมาก และเคยสาธิตมาแล้ว เช่น การเลือกตั้งล่วงหน้า ผมใช้การ์ดรีเดอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอ่านบัตรประชาชน และให้ประชาชนนำบัตรประชาชนมาเสียบ เลือกที่ไหนก็ได้ เพราะเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลกระทรวงมหาดไทย ถ้าเคยใช้สิทธิที่ไหนแล้วก็จะขึ้นสีแดง เพื่อบอกว่าคน ๆ นี้ใช้สิทธิแล้ว เป็นต้น แต่วันนี้ไม่เกิดการพัฒนา”

ส่วนที่บอกพัฒนาแล้วเป็นปัญหา เช่น เรื่องของการให้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เพราะว่าเมื่อก่อนนี้ไม่เคยมี เลือกตั้งกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่เคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แม้ตอนเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งมีคิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้ง แต่เป็นคิวอาร์โค้ดที่สะท้อนกลับไปยังเล่มว่ามาจากเล่มไหน เพื่อใช้ในการตรวจสอบว่าถ้าบัตรใบนี้ไปปรากฏที่อื่น จะได้สืบย้อนกลับได้ว่ามันไหลมาจากที่ไหน อย่างไร แต่ไม่ย้อนกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่พอเลือกตั้ง 2569 บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู มีคนถอดออกมาแล้ว เป็นรหัสที่เป็นลักษณะบัตรใครบัตรมัน เลขตรงกับต้นขั้วบัตร สามารถโยงไปยังตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่ง กกต.บอกว่าการย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีต้นขั้วบัตรที่บอกเลขลำดับที่ จะต้องมีบัตรเลือกตั้ง และต้องมีบัญชีรายชื่อ เพื่อย้อนกลับมาเป็นใคร ซึ่ง กกต.เขาบอกว่าเขาคิดแล้วว่าทำได้ยากมาก แต่คำว่ายากมากแสดงว่าเป็นไปได้

หลังจากที่หลาย ๆ คนเฝ้าสังเกตกระบวนการออกแบบก็บอกว่าไม่ต้องมีต้นขั้วก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องมีบัญชีรายชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปเอาบัตรในหีบก็ไม่เป็นไร เพียงแค่ถ่ายภาพการลงคะแนนหน้าหน่วยก็เช็กได้เลยใครเลือกใคร ถ้าเป็นหน่วยเล็ก ๆ เช่นในหมู่บ้านหนึ่ง ต้องการตรวจสอบว่าชาวบ้าน 10 คนเลือกอะไร การออกแบบบัตรแบบนี้ตรวจสอบได้

เลือกตั้ง

จะกระทบผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้ายแรงที่สุดอย่างไร

ถ้าเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับหมู่บ้าน แปลว่าหัวคะแนนก็สามารถตรวจสอบได้เลยว่าชาวบ้านที่รับเงินไปเลือกจริงหรือไม่ หรือถ้าไม่รับเงินหัวคะแนนก็ตรวจสอบได้ว่าใครอยู่ฝ่ายตรงข้าม ใครเป็นคนที่ฉันขอแล้วเธอไม่ให้ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้

แต่ถ้าในระดับที่กว้างกว่านั้น ก็สามารถใช้กลไกต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยง เช่น ไปหาต้นขั้ว หาบัญชีรายชื่อให้เจอ เพียงแค่ประกบกันเข้ามาก็สามารถทำฐานข้อมูลได้เลยว่าคนในหนึ่งหน่วยประมาณ 600 คนเลือกพรรคไหนบ้าง คนบ้านไหนเลือกพรรคไหน เท่ากับว่าการใช้สิทธิก็จะไม่เสรี ถ้าผมเป็นข้าราชการ เป็นอธิบดี ถ้าผมไปใช้สิทธิแล้วฝ่ายการเมืองรู้ว่าผมเลือกพรรคไหน ผมเดือดร้อนไหม นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น

คนที่ครอบครองข้อมูลสามารถกำหนดยุทธศาสตร์การเมืองได้

ใช่ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเอกสาร 3 อย่าง แม้ กกต.บอกว่าอยู่คนละที่ แต่สามารถใช้วิธีการรวบรวมได้ไม่ยาก เช่น บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถฉีกได้จากหน้าหน่วยเลือกตั้งได้เลย หรือสมมติส่งให้อำเภอ เพื่อให้อำเภอไปขีดว่าใครไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อจะตัดสิทธิทางการเมือง ถามว่าเอกสารที่เป็นตั้ง ๆ เหล่านั้นรั่วไหลได้ไหม..รั่วไหลได้ ส่วนบัตรที่อยู่ในหีบ ถ่ายคะแนนหน้าหน่วยตอนนับคะแนนก็จบแล้ว เหลือเพียงต้นขั้วอย่างเดียวว่า กกต.รักษาปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งระเบียบ กกต.เรื่องการจัดเก็บต้นขั้ว เขียนเพียงว่าเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยใด ๆ ทั้งสิ้น ถามว่าจะรั่วออกมาได้ไหมในช่วงเวลา 2 ปี นี่คือการออกแบบที่เป็นจุดอ่อนของ กกต.

สามารถใช้กลไกอำนาจรัฐมาดูต้นขั้วลับหลังได้ไหม

มันมีเวลา 2 ปีนะ แล้วมีคนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แม้ไม่ใช้อำนาจรัฐ ใช้อำนาจอื่น ๆ เช่น ความคุ้นเคยก็อาจจะได้ อำนาจเงินก็อาจจะได้ หรือแม้ไม่ใช้อำนาจรัฐ เพราะอาจจะดูโจ่งแจ้งเกินไป ทำให้ดูน่าเกลียดเกินไป แต่คิดว่ามีช่องทางที่มันจะรั่วไหลออกมาได้ตลอดเวลา

และไม่ได้แปลว่าต้องรั่วไหลทั้งประเทศ รั่วไหลเฉพาะพื้นที่ก็ได้ เช่น พื้นที่นี้เคยแพ้เลือกตั้งก็อาจจะโฟกัสไปทำไมแพ้ พื้นที่นี้สูสี อาจจะโฟกัสไปในพื้นที่นี้ว่าเราจะจัดการให้มันกลับกลายเป็นชนะได้อย่างไร

กปน.มีสิทธิเป็นเครือข่ายนักการเมือง เป็นเพราะระบบกฎหมายที่เป็นช่องโหว่

เป็นเพราะการออกแบบการตัดสินใจของ กกต.ที่เอาง่าย ไม่ต้องไปหาใคร ไปเอานายอำเภอ เพราะนายอำเภอมีกลไก สั่งการไปและหาคนมาได้ ทั้งที่ กกต.มีกระบวนการในการตระเตรียมคนได้ สมัยก่อนเรามี กปน.มืออาชีพ เราคัดคนก่อนช่วงเลือกตั้ง และฝึกอบรมคนเหล่านี้ให้ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ และเปิดโอกาสให้คนร้องเรียนได้ว่า กปน.ที่ตั้งขึ้นมาไม่เป็นกลาง สามารถเอาออกได้

แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เป็นการเลือก กปน.แต่ละครั้ง โดยใช้กลไกของรัฐ และกระทรวงมหาดไทย และที่มีคนไปโยงกันว่ามีคนโยกย้ายนายอำเภอกี่ร้อยคนก่อนการเลือกตั้ง เกี่ยวข้องกันหรือไม่เราไม่รู้ และคนเหล่านี้เมื่อมาแล้วเกิดความเกรงอกเกรงใจฝ่ายการเมืองที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่..เราไม่รู้

คิดว่าการเลือกตั้งจะโมฆะกี่เปอร์เซ็นต์

เลือกตั้งโมฆะเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าถามประจักษ์พยานที่เกิดขึ้นจากการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่เป็นปัญหา เข้าข่ายจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ ถ้าตัดสินตรงไปตรงมาต้องโมฆะ แต่เราไม่รู้ว่าศาลจะมีเหตุผลอะไรอีกหลาย ๆ อย่างหรือเปล่า ซึ่งเวลาตัดสินต้องมีคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมา ซึ่งต้องน้อมรับว่าศาลอาจมีมุมมองที่ต่างจากเราก็ได้

วิธีตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 2569

หรือที่มีนักนิติศาสตร์บอกว่า ความลับ “ลับเฉพาะตอนกาบัตร”

ไม่ถูก แล้วแต่จะตีความหมายกว้าง หรือแคบ ถ้าตีความหมายแคบ ไม่ได้ช่วยทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม หลักการ Free and Fair Election ก็คือขณะที่คุณเลือกคุณไม่ต้องกังวลใจว่าผลของการเลือกของคุณ จะทำให้คุณถูกข่มขู่คุกคาม หรือเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต นั่นคือเสรี เพราะนั่นไม่ใช่การอยู่ในคูหาแล้วก็บอกว่าเป็นความลับแล้ว…ไม่ใช่ เราต้องคำนึงถึงผลที่ตามมาภายหลัง

ถ้าผมกาแล้วภายภาคหน้าคนมาล่วงรู้ว่าผมเลือกใคร ผมก็อาจจะไม่กล้ากาเบอร์นั้นก็ได้ หรืออาจจะไม่ไปใช้สิทธิเลยก็ได้ว่า จะกาไม่เลือกใครเลยก็ได้ เพราะผมกลัวว่าถ้าคนมาล่วงรู้ภายหลัง ผมอาจจะเดือดร้อน ดังนั้น สิ่งที่จะออกแบบมาให้เป็นความลับ มองถึงผลที่เกิดขึ้นต่อการจัดการเลือกตั้งทั้งหมดว่าทำให้การเลือกตั้งนั้นเสรีและเป็นธรรม

ถามใจคนที่เคยเป็น กกต.แล้วถูกฟ้อง คิดอย่างไร

กกต.คงจะรู้สึกว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นปัญหาต่อการทำงานของท่าน แล้วอยากจะให้ผมเปลี่ยนท่าทีหรือเปล่า ผมไม่รู้นะ เลยใช้กระบวนการในการฟ้องเพื่อที่จะดำเนินคดี

แต่ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย มาจากความปรารถนาดีที่มีต่อระบบการเลือกตั้งของประเทศไทย ว่าคุณต้องออกแบบให้ดีมากกว่านี้ ไม่มีช่องว่างช่องโหว่ ไม่ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วถ้าคุณไม่เชื่อผมก็ทำให้ กกต.ดู

เอาผู้สื่อข่าว 10 คนเข้าไปเลือก ผมไม่เตี๊ยม แต่จำนะว่าตัวเองเลือกอะไรแล้วผมจะให้เด็ก ๆ เด็กนักเรียน เด็กประถม เด็กมัธยมเด็ก มหาวิทยาลัย ประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้เตี๊ยมอะไรกับผมเลย เฝ้าสังเกตแล้วก็ลองถอดรหัสดูว่าเขาจะสามารถทำได้ไหม ซึ่งผมเชื่อว่าทุกอย่างง่ายมาก และสามารถถอดได้ถูกต้อง 100% ซึ่งอันตรายมาก ถ้าทำแบบนี้ในหมู่บ้านได้ การเลือกตั้งทั้งประเทศไม่เสรี

ในยุคที่เป็น กกต.เคยคิดฟ้องดำเนินคดีประชาชนไหม

ผมไม่เคยฟ้องประชาชน มีฟ้องอยู่รายหนึ่ง ตอนทำประชามติที่เขาใช้ข้อความที่เป็นเท็จ แล้วหยาบคาย แต่หลังจากนั้นก็ถอนฟ้องให้กับเขา มีคนที่มาด่าผมสารพัด ไฮด์ปาร์กหน้าศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโท ผมก็บอกว่าจะฟ้อง แต่ผมไม่ได้ฟ้อง เพื่อให้เขาหยุดว่าสิ่งที่เขาพูดก็ต้องมีขอบเขตในการพูด

มีเรื่องของทางสื่อมวลชนที่นำข้อมูลของรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งมาลงแล้วก็ทำให้คนเข้าใจผิด ว่านี่คือข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติกัน ผมก็เรียกสื่อมวลชนนั้นแล้วบอกให้แก้ไขให้ถูกต้อง และไม่ดำเนินคดี เพราะฉะนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวที่ผมจะต้องไปดำเนินการฟ้องประชาชนใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีการปราม อย่างกรณีของของรายที่ฟ้อง ก็คือปรามว่าคุณใช้ถ้อยคำที่หยาบคายด่าทอผู้คน ข้อความที่ไม่ถูกต้องทำไม่ได้นะครับ อะไร ก็ถอนฟ้องให้เขา

การดำเนินการของ กกต. ปัจจุบันมองว่าเป็นการปรามได้ไหม

สิ่งที่แตกต่างกันคือ ผมปรามคือการปรามที่บุคคลดังกล่าวทำผิดกฎหมายจริง เช่นหมิ่นประมาท มาด่าผมว่าไปกินอะไรถึงจะต้องเลียตีนทหาร ผมว่านี่คือการหมิ่นประมาท เพราะผมไม่ได้ไปเลียตีนทหาร ผมใช้สิทธิปกป้องตัวเอง แต่ผมไม่ได้ฟ้องนะ แต่เป็นการปราม นั่นคือเรามีเส้นแบ่งว่าถ้าคุณทำผิด คุณต้องรู้ว่าคุณทำผิด ถ้าคุณรู้เมื่อไหร่ผมก็โอเค ยินดียกโทษให้ ไม่เป็นปัญหา

แต่สิ่งที่ กกต.ชุดนี้ทำ คำถามคือประชาชนทำผิดหรือเปล่า ไม่ได้ทำผิด ดังนั้นเมื่อประชาชนไปทำผิดแล้วคุณใส่ข้อหาที่ว่ารุนแรงต่อประชาชน ผมก็คิดว่าประชาชนเองก็มีสิทธิในการตอบโต้ ในการที่จะฟ้องร้องกลับทั้งอาญาและแพ่ง

จะตอบโต้อย่างไร

ผมต้องทราบข้อกล่าวหาก่อน แต่ที่ทราบจากสื่อ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ทั้งสิ้น ตั้งแต่ว่าผมไปขัดขวางการจัดการเลือกตั้งที่เขตคันนายาวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไร้สาระ ผมขี่จักรยานอยู่ มีหลักฐานมีบุคคลที่ไปกับผม 10 หรือกล่าวหาว่าผมเป็นขบวนการอั้งยี่ ซ่องโจร หรือก่อให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศ นำสู่การล้มล้างการปกครองต่าง ๆ เหล่านี้…ไม่ใช่

ทุกอย่างล้วนจินตนาการทั้งสิ้น คือคุณไม่เห็นผมด้วยซ้ำ กับคุณจินตนาการว่าผมไป หรือคุณไม่เห็นผมด้วยซ้ำว่าผมทำอะไรแล้วคุณก็จินตนาการ ผมอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความเสียหายก็ต้องก็ต้องฟ้อง ดำเนินคดีอาญา คดีแพ่ง

มองว่าการทำงานที่บกพร่องของ กกต. กับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันไหม

ผมไม่ได้สนใจผลการเลือกตั้งเลย ใครจะชนะใครแพ้ไม่ได้สนใจ ผมสนใจเพียงแค่กระบวนการในการจัดการว่าต้องสมบูรณ์ ถูกต้องมากกว่านี้ และไม่เปิดช่องว่างที่จะทำช่องว่าง ช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้งได้แค่นั้นเอง ใครจะได้จะแพ้ผมไม่เกี่ยว ผมมีเพื่อนทุกพรรค

ในฐานะเคยเป็นนักการเมือง ผลการเลือกตั้งที่ไม่เคลียร์จะทำให้การตั้งรัฐบาลไม่สง่างามไหม

กระทบแน่นอน เพราะว่าถ้าหากมีเสียงครหาว่าการเลือกตั้งนั้นมันเป็นการเลือกตั้งซึ่งไม่สุจริต ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ก็จะไม่พ้นเสียงครหาทำนองแบบนี้ไป ดังนั้น พรรครัฐบาลภูมิใจไทยอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่ กกต. ทำแล้วก่อให้เกิดผลกระทบ

ดังนั้น กกต.เองท่านจะต้องคิดด้วยว่าท่านจะต้องทำให้การเลือกตั้งสุจริตมันสะอาด เพื่อให้คนเกิดการยอมรับรัฐบาลใหม่ แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็จะมีเสียงครหาที่กระทบไปยังรัฐบาลใหม่ ว่าเหมือนกับมาด้วยความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผมคิดว่ามันก็ทำให้คนอดคิดไปเป็นแบบนั้นไม่ได้

ตอนนี้มีการพูดถึง สว.สีน้ำเงิน องค์กรอิสระสีน้ำเงิน และ กกต.สีน้ำเงิน คิดอย่างไรกับคำนี้

ผมไม่รู้ และผมไม่เคยขนานนามสิ่งเหล่านั้น ไม่เคยออกมาจากปากผม รวมถึงยื่นการเลือกตั้งโมฆะ ผมก็ไม่เคยยื่น ไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้ ผมพูดว่าอาจเป็นโมฆะได้ เพราะมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ อะไรบ้าง ดังนั้น ใครที่สันนิษฐานเรื่องราวต่าง ๆ ผมไม่เคยคิดว่าเป็นอย่างนั้น

เชื่อว่า กกต.ได้บทเรียนพอสมควร และผมเชื่อว่าจะไม่มีแบบนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นตอนลงคะแนนใหม่ กกต.เอาสิ่งที่ออกไปผิดที่ เขาเอาเลขที่ต้นขั้วออกไปซึ่งไม่ได้แก้ปัญหา ผมจะพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดสำคัญกว่าเลขต้นขั้ว เมื่อใดก็ตามที่เลขบาร์โค้ดสแกนออกมาเป็นเลขที่เรียงได้ อันนี้อันตรายที่สุด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเอาบาร์โค้ดออก เลขต้นขั้วยังต้องอยู่ เพราะถ้าเลขต้นขั้วไม่อยู่ก็ผิดระเบียบ กกต.

แสดงว่าบาร์โค้ดสำคัญมาก

มากที่สุด จะต้องเอาออก

ถ้าให้เดา ทำไม กกต.ยังเก็บบาร์โค้ดไว้

ไม่รู้สิ คิดไม่เป็นหรือเปล่าไม่รู้ ไม่ทราบ ถ้าถามผมจะปรับปรุงบัตรเลือกตั้งใหม่อย่างไร ผมก็จะบอกเพียงแค่เอาบาร์โค้ดข้างล่างออก หรือถ้าไม่เอาออกก็ให้เชื่อมกลับไปที่เล่ม อย่าเชื่อมไปยังบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ เพราะบาร์โค้ที่อยู่ในบัตรแต่ละใบที่ไม่เหมือนกัน สามารถเรียงเป็นซีเรียลนัมเบอร์ตามเล่มได้ มันแก้ปัญหาอะไรได้ ที่ปรึกษาไม่มีหรือเปล่า

การมีบาร์โค้ดทำให้การทำงานของ กกต.ง่ายขึ้นไหม

ไม่เกี่ยว เป็นอันตราย เป็นเหตุของการร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะด้วยซ้ำ

กกต.มาถึงจุดที่มีปัญหาแบบนี้ได้อย่างไร

สำนักงาน กกต.ทำงานแบบตั้งรับ ทำงานแบบราชการ ไม่คิดวิเคราะห์ ไม่พัฒนา มองปัญหาต่าง ๆ ไม่ออก เชื่อมโยงต่อไปไม่ได้ ส่วนกรรมการ กกต. อาจจะมีประสบการณ์ไม่มากนัก หรืออาจการถกเถียงที่เพียงพอว่าแต่ละเรื่องน่าจะมีปัญหาต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ต้องโทษทีมงานทั้งหมด ท่านมีที่ปรึกษาเป็นแผง มีทีมงานหน้าห้องเป็นสิบ ดังนั้น ทุกคนจะต้องใช้กลไกต่าง ๆ เหล่านี้ในการกรองเรื่องต่าง ๆ

หรือกลไกการคัด กกต.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ กกต.ทำงานเป็นบอร์ดไม่เวิร์ก

มีส่วน ตั้งแต่การกำหนดสเป็กของ กกต. มีสเป็กที่สูงมาก ถ้าเป็นข้าราชการต้องเป็นถึงระดับหัวหน้าส่วนราชการมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนั้น อธิบดี 5 ปี ไม่ง่าย และอธิบดีที่ปลอดจากการเมืองไม่ง่ายด้วย เพราะการที่คุณเป็นข้าราชการจะต้องเดินตามนักการเมือง ไม่ทำอะไรที่ขัดกับนักการเมือง อาจจะต้องวิ่งเข้าหานักการเมือง

ดังนั้น การออกแบบแบบนี้อาจทำให้แทนที่จะได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริง อาจได้อธิบดีกรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย และเป็นกรมที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการเมืองสูงมากเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องตั้งแต่การออกแบบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามขององค์กรอิสระ

คนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 อาจคิดไม่ถึงว่าจะเกิดแบบนี้

คนร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ร่างให้ดี และต้องคิดถึงผลที่ตามมาแต่ละเรื่องให้ได้ ถ้าคิดไม่ได้ก็อย่ามาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคือการสร้างกติกาการปกครองที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดังนั้น คุณไม่มีความสามารถในการมองผลที่ตามมาก็ไม่สมควรมาทำหน้าที่

ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ช่วยดีไซน์ที่มา กกต.หน่อย ถ้าหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ผมยกเลิกเลย…ยกเลิกเลย ไม่มีความจำเป็นต้องมี กกต.แล้วถ้าทำงานกันแบบนี้ เพราะไม่ได้ทำงานให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะคุณไม่ได้ทำงานเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คุณทำงานเพื่อปกป้องตัวคุณเองและปกป้องกลไกการซื้อเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง

ดังนั้น ไม่ต้องมี กกต. ให้หน่วยราชการไปดำเนินการ และสร้างกลไกของประชาชนขึ้นมาคู่ขนานในการตรวจสอบภาคราชการไม่ดีกว่าหรือ เราเคยมีองค์กรกลางเพื่อการเลือกตั้ง เป็นองค์กรภาคประชาชน ใช้เงินต่อการเลือกตั้ง 1 ครั้ง ประมาณ 80 ล้านบาท ทำงานคู่ขนานกับกระทรวงมหาดไทย และทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมได้ ไม่จำเป็นต้องมี กกต.

มองอย่างไรกับคำว่า “รัฐพันลึก”

ไม่วิจารณ์ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันเป็นทฤษฎีที่เหมือนกับว่า ฝ่ายที่มีอำนาจในบ้านเมืองจะไม่ยอมให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ โดยการทำทุกวิธีการ เพื่อทำให้เกิดดึงรั้งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นวิธีการคิดในทฤษฎีทางรัฐศาสตร์อย่างหนึ่ง

แต่ถ้าถามผม ผมอาจจะซื่อ ๆ ก็ได้ อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เป็นเพียงแค่ทัศนคติของตัวบุคคลที่บังเอิญว่าเราไปโปรโมตคนเหล่านี้ขึ้นมาทำหน้าที่ในการบริหารงาน ภายใต้วัยของเขา อายุของเขา วิธีการคิดของเขา อาจจะยังไม่ถึง ทำให้เขาทำงานแบบค่อนข้างไม่ค่อยได้เรื่องมากกว่า แล้วพอไม่ได้เรื่องหลาย ๆ ที่ พร้อม ๆ กัน เลยรู้สึกว่ามันเป็นกลไกที่เหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้น

ผมยังไม่ถึงขนาดปักใจเชื่อว่าจะมีใครสักคนที่วางข้างบนแล้วก็ดึงทุก ๆ อย่างให้อยู่ภายใต้การกำกับของเขา ไม่รู้สึกว่าจะยังมองโลกแง่ดีหรือเปล่า

ส่วน กกต. ถ้าหากคนของ กกต.มาจากฝ่ายการเมือง ผมก็ว่ามันยังไม่เรียกว่ารัฐ ยังไม่เรียกว่ารัฐพันลึกอยู่ดี ผมคิดว่าคล้าย ๆ กกต.ถูกครอบงำโดยการเมือง เพราะถ้าว่า Deep State จะต้องประเภทว่าทุก ๆ กลไกมาอยู่ภายใต้ไอ้โม่งอะไรสักอย่างนึง ที่จะไปดึงทุกอย่างเข้าด้วยกัน

แต่ตอนนี้อาจจะเป็นระดับที่เรียกว่า ฝ่ายการเมืองพยายามครอบงำกลไกต่าง ๆ แล้วก็ใช้กลไกต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง คือมันไม่ต่างอะไรกับยุคคุณทักษิณ (พรรคไทยรักไทย) ก็คือนักการเมืองเหมือนกัน นักการเมืองก็คือขึ้นมาปั๊บ ได้ สส.ผนวกพรรคต่าง ๆ เข้ามา แล้วไปแทรกแซงวุฒิสภา แทรกแซงองค์กรอิสระ พยายามแทรกแซงศาลนี้เป็นต้น และผนึกหรือเปล่า ผมไม่รู้ ก็คือนักการเมืองรุ่นใหม่ในช่วงนั้นก็ใช้วิธีการแบบเดียวกัน พยายามจะสร้างอำนาจทางการเมืองให้เกิดความมั่งคั่ง ให้เกิดความมั่นคงเกิดขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมชัย ถอดรหัสจุดอ่อน กกต. “ถ้าเลือกตั้งไม่สุจริต รัฐบาลภูมิใจไทยไม่สง่างาม”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...