พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | โค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.2569
ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะสิ้นสุดลงอย่างไร จะมีการรับรองผลครบทุกเขตหรือไม่ และจะมีคดีความในเรื่องนี้อย่างไร รวมทั้งจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่
อย่างน้อยข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ยังหาคนปฏิเสธได้ยากก็คือ การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่ กทม. ได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้จะมีการนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้มีผลที่จะเปลี่ยนภาพรวมของคะแนนเลือกตั้งในรอบนี้
และเรากำลังมุ่งหน้าสู่เทศกาลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ โดยคาดว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นประมาณเดือนกรกฎาคม 2569 ที่จะถึงนี้ สืบเนื่องจาก อ.ชัชชาติ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งที่แล้ว เมื่อ 22 พฤษภาคม 2565
ในการพิจารณาเรื่องการเลือกตั้งที่จะถึงนี้มีสองประเด็นที่ทั้งแยกจากกันและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเอง และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ด้วย
และสิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อมีสองข้อ ข้อแรกคือ อ.ชัชชาติจะลงเลือกตั้งในสมัยที่สองหรือไม่ และจะส่งทีมงาน ส.ก.เป็นของตัวเองหรือไม่
และข้อสองอยู่ที่ว่า อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองระดับชาติและการเมืองระดับท้องถิ่นใน“การเลือกตั้งท้องถิ่นของ กทม.” ในรอบนี้ กล่าวคือ มีความเชื่อมโยงของการเลือกตั้งท้องถิ่นของ กทม.กับการเลือกตั้งระดับชาติมากน้อยแค่ไหน เพราะคำถามที่หลายคนสนใจก็คือ พรรคประชาชนที่ครอง กทม.ในการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านมาแบบทุกพื้นที่ (33 เขต) พวกเขาจะสามารถชนะเลือกตั้ง ส.ก.ได้สักกี่เขต จากคราวที่แล้วพวกเขาได้มาเพียง 14 ที่นั่ง และมีเพื่อไทยได้มามากที่สุดคือ 20 ที่นั่ง และประชาธิปัตย์ได้มา 9 ที่นั่ง
นี่คือคำถามพื้นฐานแรกๆ ที่คนสนใจการเลือกตั้ง กทม.ในครั้งนี้ และเป็นคำถามในระดับที่มองจากการเมืองชาติเป็นหลัก
ส่วนคำถามที่ยังจะไม่ไปถึงในสัปดาห์นี้คือคำถามจากมุมมองของเมือง หรือท้องถิ่น ได้แก่คำถามที่ว่าความท้าทายในสมัยที่สองของ อ.ชัชชาติในการบริหารเมืองกรุงเทพฯคืออะไร และความท้าทายของประชาชนเองและคู่แข่งของอาจารย์ชัชชาติในการเสนอตัวแบบการพัฒนาเมืองแบบอื่นๆ อยู่ที่ไหน ที่เชื่อมโยงกับความท้าทายของการพัฒนาเมืองของ กทม.
กลับมาที่ประเด็นการเมืองของการเลือกตั้งในระดับ กทม. โจทย์ของอาจารย์ชัชชาติในมิติการเมืองกับการเลือกตั้งที่ว่า อาจารย์จะลงอีกรอบไหม และจะมี ส.ก.เป็นของตัวเองไหม ก็คงยังเป็นโจทย์ที่ทุกคนคงอยากได้คำตอบ (อาจารย์ชัชชาติ ทีมงาน และกองเชียร์ก็คงอยากได้คำตอบด้วยแหละครับ)
ในทางหนึ่ง การมี ส.ก.เป็นของตัวเอง เคยเป็นความท้าทาย และทางออกในความสำเร็จของเส้นทางทางการเมืองของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยุคใหม่คนแรก เมื่อ 2528 โดยพลตรีจำลองเป็นผู้ว่าฯกทม.คนแรกที่มาจากการเลือกตั้งหลังการใช้ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร ฉบับปี 2528
ในสมัยแรก พลตรีจำลอง ลงสนามการเลือกตั้งโดยมีกลุ่มของตัวเองมาลง ส.ก. และในรอบที่สองคือ พ.ศ.2532 ก็พัฒนากลุ่ม ส.ก.ของตนเองขึ้นเป็นพรรคพลังธรรม และพลตรีจำลองก็สังกัดพรรคพลังธรรมในการลงสมัครครั้งนั้น จากนั้นก็ลาออกจากสนาม กทม. มุ่งสู่การเมืองระดับชาติ โดยส่งมอบอำนาจ ให้ อาจารย์กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา มาลงต่อในสนาม กทม. ในนามของพรรคพลังธรรม และก็ชนะการเลือกตั้งในครั้งนั้น
พรรคพลังธรรมในยุคนั้นครองที่นั่งใน กทม.ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ และมีคู่แข่งสองด้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคประชากรไทย ของ คุณสมัคร สุนทรเวช (ซึ่งก็เคยเป็นศิษย์เก่าก้นกุฏิของประชาธิปัตย์มาก่อน)
พรรคพลังธรรมกับพรรคประชากรไทยเป็นไม้เบื่อไม้เมาในสนามเลือกตั้ง กทม.มานาน แต่ตอนสุดท้ายเรื่องราวก็ซับซ้อนไปอีก เพราะความรุ่งเรืองของพรรคพลังธรรมในยุคสุดท้ายในช่วง 2540 ที่มีทั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ ที่เป็นนักการเมืองที่โดดเด่นคนหนึ่งของพรรค และคุณทักษิณที่เปลี่ยนตัวเองจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจสื่อสาร (อัศวินคลื่นลูกที่สามตามที่พี่หนุ่มเมืองจันท์ เคยเขียนประวัติชีวิตช่วงนั้นไว้อ่างโด่งดัง) มาเป็นสมาชิกพรรคและต่อมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค แถมยังเข้าร่วมรัฐบาลทั้ง คุณชวน และ พลเอกชวลิต ในช่วงนั้น ก่อนที่จะลาออกมามาตั้งพรรคไทยรักไทย และประสบความสำเร็จจนเป็นนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัย และสุดท้ายพลตรีจำลองในฐานะคนชักชวนคุณทักษิณ มาเล่นการเมืองก็ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯมาไล่คุณทักษิณ และตามมาด้วยการรัฐประหาร 2549 พรรคไทยรักไทยโดนยุบ พรรคพลังธรรมก็เสื่อมความนิยม สมาชิกคนสำคัญก็ย้ายไปพรรคอื่น หรือเลิกเล่นการเมืองไป
ต่อมาคุณทักษิณก็ไปเชิญคุณสมัคร มาเป็นนอมินี-หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และชนะการเลือกตั้งมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะโดนกลุ่มพันธมิตรยุคสองยึดทำเนียบ และโดนศาลรัฐธรรมนูญจัดการให้สิ้นสุดอนาคตทางการเมืองไป (อย่าลืมว่าการสิ้นสุดของพรรคพลังประชาชน ก็คืออรุณรุ่งของการเกิดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารของคุณอภิสิทธิ์นั่นแหละครับ และจากนั้นก็ตามมาด้วยเหตุการณ์ของคนเสื้อแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา)
รูปแบบการเลือกตั้งของการมีกลุ่มการเมืองมาที่รวบรวม ส.ก.คู่กับผู้ว่าฯ ยังมีในกรณีของ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในช่วงปี จากพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน อาจารย์พิจิตรเคยอยู่ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.ในเขต กทม.สองสมัย และเคยสมัครสมัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งแรกในนามพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับ อาจารย์กฤษฎา จากพรรคพลังธรรม เมื่อ 2535 แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน จนกระทั่งเมื่อ 2539 อาจารย์พิจิตตออกมาตั้งกลุ่มมดงานและได้รับชัยชนะเป็นผู้ว่าฯกทม. จากนั้นเมื่อหมดวาระในปี 2543 ก็ปรับกลุ่มมดงานมาเป็นพรรคถิ่นไทย เพื่อลงแข่งระดับประเทศ ก็ไม่ประสบชัยชนะ
ในปี 2547 อาจารย์พิจิตตกลับมาลงสมัครเป็นผู้ว่าฯกทม.อีกครั้ง ในนามพรรคมหาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ครองอำนาจในเสาชิงช้า-ดินแดงยาวมาจนถึงสมัยรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ ที่ตั้งคุณอัศวินมารักษาการ (ซึ่งคุณอัศวินก็เคยได้รับการแต่งตั้งจากพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน) จนกระทั่งมาถึงปี 2565 ที่อาจารย์ชัชชาติได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายถึงร้อยละ 51นั่นแหละครับ
ในรอบนี้ถ้า อ.ชัชชาติลงสมัครเป็นรอบที่สอง อาจารย์จะมีสามตัวแบบเป็นอย่างน้อยในรอบนี้ คือจะลงรอบสองแบบไม่มี ส.ก.ของตัวเอง ในฐานะที่เป็นอิสระทางการเมืองจากพรรคการเมืองระดับชาติ และการเมืองในระดับท้องถิ่น
จะลงแบบมีทีม ส.ก.ของตนเองในนามกลุ่มอิสระ เพื่อให้มีอำนาจในสภา กทม. ในนามของการขับเคลื่อนนโยบายได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็อาจจะถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การตรวจสอบการบริหารจะเป็นอย่างไร เพราะโครงการทราฟฟี่ฟองดูว์นั้น ก็มีคำถามว่าจะแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างเมืองได้ไหม และเป็นการแก้ปัญหาในลักษณะตั้งรับมากกว่าโครงการในการริเริ่มเรื่องใหม่ๆ ในระดับนโยบาย
หรือจะลงในนามพรรคการเมืองเลย ซึ่งก็อาจจะทำให้อาจารย์มีศัตรูทางการเมืองที่ไม่จำเป็นในระดับชาติ
ส่วนตัวผมยังคิดว่า อาจารย์ชัชชาติน่าจะลงเหมือนเดิม คือลงสมัครในนามอิสระ เพราะการจะมาจัดตั้งกลุ่มเพื่อลง ส.ก.ในช่วงนี้นั้นล่าช้าเกินไป ทำให้เห็นว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มเฉพาะกิจที่เกาะกระแสอาจารย์ชัชชาติมาลงสมัคร มากกว่าจะช่วยอาจารย์หาเสียง
และที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายในการทำงานประสานกับสภา กทม. และในระดับชาติ อาจารย์ชัชชาติและทีมงานก็สามารถฟันฝ่ามาได้ในระดับหนึ่ง
ภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งของอาจารย์ชัชชาติในฐานะผู้ว่าฯที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีนั้นน่าจะยังคงพาอาจารย์ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายของ กทม.ต่อไปได้ และคงไว้ซึ่ง“ความไม่เป็นการเมือง” ของอาจารย์ชัชชาติต่อไปได้
ที่ดีกว่านั้นคือปล่อยให้การแข่งขันในท้องที่ 50 เขตนั้นมีพลวัตที่สูง เพราะพรรคการเมืองแต่ละพรรค และกลุ่มท้องถิ่นเองก็จะได้มาสู้กันในแต่ละเขตอย่างเต็มที่
เนื่องจากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งกับระดับชาติไม่เท่ากัน ขณะที่ระดับชาตินั้นอยู่ที่ 33 เขต และระดับเขตอยู่ที่ 50 เขต ความผันแปรในคะแนนเสียงเลือกตั้งจากชาติสู่ท้องถิ่น และปัจจัยในท้องถิ่นเอง ก็อาจไม่ได้ทำให้พรรคประชาชนในรอบนี้สามารถได้รับชัยชนะได้ 50 เขตก็อาจเป็นได้
จากคราวที่แล้วเมื่อ 2565 ได้ ส.ก.มา 15 คนได้ ส.ส. 32
ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ ส.ก.มา 20 ได้ ส.ส. 1
สำหรับพรรคอื่นนั้นไม่ได้เลย
แต่อีกมุมหนึ่งที่ต้องดู คืออย่าไปดูแต่เก้าอี้ ส.ก.เท่านั้น ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เมื่อ 2565 นั้น ผู้มาใช้สิทธิเลือก ส.ก. มีเพียงร้อยละ 60.48 และเมื่อดูคะแนนรวม (popular vote) แล้ว เพื่อไทยมีคะแนน 6.2 แสน ร้อยละ 26.77 ได้มา 20 ที่ ก้าวไกลมีคะแนนรวม 4.85 แสน ร้อยละ 20.85 ได้มา 14 ที่ และประชาธิปัตย์ มีคะแนนรวม 3.48 แสน ร้อยละ 15.06 มีเก้าอี้ 9 ลงมาที่กลุ่มรักษ์กรุงเทพของคุณอัศวิน ได้คะแนน 1.91 แสน ร้อยละ 8.21 ได้มา 3 เก้าอี้ ส่วนพลังประชารัฐ ได้มา 2.74 แสน ร้อยละ 11.84 ได้มา 2 เก้าอี้ และไทยสร้างไทย ได้มา 2.41 ร้อยละ 10.45 ได้มา 2 เก้าอี้
ในรอบนี้ คะแนนที่ได้มาจาก thestandard เมื่อตอนที่นับไปแล้วร้อยละเก้าสิบสี่ ทำให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า คะแนนรวมใน กทม. ของประชาชน ได้มาถึง 1.27 ล้าน ภูมิใจไทย เป็นที่สอง ได้มา 4.29 แสน แต่ไม่ได้สักเก้าอี้ เพื่อไทย ได้มา 3.99 แสน ประชาธิปัตย์ ได้มา 3.25 แสน (ทำให้เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่สูสีกัน) นอกนั้นก็จะเป็นพรรคระดับต่ำแสน คือ รวมไทยสร้างชาติ เศรษฐกิจ โอกาสใหม่ ไทยสร้างไทย ไทยก้าวใหม่ กล้าธรรม พลังประชารัฐ และรักชาติ นอกนั้นก็ต่ำกว่าหมื่น
ความหมายหนึ่งก็คือ เราอาจจะดูแนวโน้มในรอบนี้ได้ว่า การแข่งขันถ้าอาจารย์ชัชชาติไม่ลงมาตั้งทีม ส.ก. แต่ละพรรคก็คงจะคึกคักแก้มือกันในระดับท้องถิ่น รวมไปถึงเห็นภาพรางๆ ว่า ส.ก.จะลงสมัครในพรรคไหนได้บ้าง ที่พอจะเป็นที่รู้จักของประชาชนในกรุงเทพฯ
อีกด้านหนึ่งจากอาการของพรรคประชาชนที่ตั้งรับปัญหารายวัน และจากผลการเลือกตั้งที่ยังไม่แน่นอน และยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน ผมเห็นว่าแม้พรรคประชาชนจะชนะลอยลำในระดับการเมืองชาติใน กทม. แต่ถ้าจะลงมาดูในระดับเขตก็ยังไม่แน่ใจว่าพรรคประชาชนที่ชอบใช้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนตัวผู้สมัครโดยให้ส่วนบนพิจารณา จะสามารถฟันฝ่าเกมการเลือกตั้ง ส.ก.ได้ไหม
สำหรับคนที่สนใจการเมืองของการเลือกตั้งในระดับ กทม.นั้น ถ้า อ.ชัชชาติลงจริง ก็อยากจะเชิญชวนให้มาสนใจการเมืองในระดับเขตของ กทม.เพิ่มเติมไปด้วย จะได้รู้จัก กทม.ในแต่ละเขตเพิ่มขึ้นด้วย
บางเขตของ กทม.ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มี โรงพยาบาล และไม่มีรถเมล์ด้วยซ้ำ
ดังนั้นยังมีเรื่องให้สนุกกันอีกมากระหว่างลุ้นการเมืองชาติในวันนี้ที่หลังการเลือกตั้งแล้วก็ยังล่าช้าในทุกๆ เรื่อง
กับการเมืองท้องถิ่นใน กทม. ที่ยังมีเรื่องให้คิดและคุยอีกมากมาย
เดี๋ยวจะมาว่ากันต่อในครั้งต่อๆ ไปว่า ความท้าทายของพรรคประชาชนในการส่งผู้ว่าฯจะเป็นอย่างไร และปัญหาเบื้องหลังของการเมืองท้องถิ่นในมุมของการเลือกตั้งใน กทม.นั้นอยู่ที่ไหนในครั้งหน้าครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | โค้งแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.2569
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th