“กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านโลกใหม่ แนะรัฐเร่งสร้าง “เรือเหล็ก” รับมือสงคราม 5 มิติ
“กอบศักดิ์” เตือนไทยกำลังเผชิญ “ระเบียบโลกใหม่” ที่ผันผวนรุนแรง แนะรัฐบาลใหม่เลิกประคองตัวด้วยนโยบายระยะสั้น แต่ต้องเร่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งดั่ง “เรือเหล็ก” เพื่อรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของตลาดการเงินและสงคราม 5 มิติในช่วง 4 ปีข้างหน้า
4 มีนาคม 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา“มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ที่จัดโดย สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเปรียบเสมือน “จุดเปลี่ยนผ่าน” (Turning Point) ที่รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องเร่งกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อประคับประคองโครงสร้างเศรษฐกิจ
โดยสัญญาณเตือนจากความผันผวนของตลาดทุนโลกสะท้อนภาพความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกผ่านสถานการณ์ความผันผวนในตลาดหุ้นหลายประเทศ อาทิ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่เผชิญภาวะ Circuit Breaker และตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับลดลงกว่า 100 จุดในช่วงที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนล่วงหน้าของความผันผวนที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต
พร้อมเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าเสมือน “คนไข้ที่กำลังถูกรถชน” ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งปฐมพยาบาลประคับประคองในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ภายใต้บริบทการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน มองโลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันที่ครอบคลุม 5 มิติหลัก หรือ “สงคราม 5 มิติ” ได้แก่
- สงครามการค้า มาตรการกีดกันและกำแพงภาษี
- สงครามเทคโนโลยี การช่วงชิงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
- การแข่งขันด้านทรัพยากร การแย่งชิงแร่หายากและวัตถุดิบยุทธศาสตร์
- สงครามการเงิน ความผันผวนของค่าเงินและระบบการชำระเงินสากล และ
- การช่วงชิงพันธมิตร แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่บังคับให้แต่ละประเทศต้องเลือกข้าง
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นกำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่มองเห็นโอกาสจากการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนออกจากจีนสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยไทยได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาท ในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) เช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์ (PCB), ดาต้าเซ็นเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
ทั้งนี้เพื่อนำพาประเทศไทยซึ่งเปรียบเสมือน “เรือลำน้อย” ให้รอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจ จึงได้เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างยุทธศาสตร์ “เรือเหล็ก” ที่แข็งแกร่ง เช่น การกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยเสนอให้ลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ จาก 20% ให้เหลือ 10% และเร่งขยายฐานตลาดใหม่ในอินเดีย สหภาพยุโรป และอาเซียน
อีกทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงภายใน ยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารและยาในระดับชุมชนเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งยุทธศาสตร์ Safe Haven วางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเคลื่อนย้ายบุคลากรทักษะสูงและเงินทุนจากพื้นที่ขัดแย้ง (War Migration)
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประเทศมหาอำนาจ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้รวดเร็วที่สุด คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่