โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ผศ.ดร.นพดล’ ออกบทวิเคราะห์เจาะลึกจุดได้เปรียบของอิหร่าน 5 ข้อ

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 มีนาคม 2569 เวลา 16.33 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

04 มี.ค.2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ออกบทความเรื่อง “เจาะลึก วิเคราะห์จุดได้เปรียบของอิหร่าน” ระบุว่า

วันนี้ผมนั่งนึกย้อนไปในปี 2557 ที่ผมเข้ารับการฝึกด้านยุทธศาสตร์กับเพื่อน ๆ ร่วมรุ่นหลักสูตรปริญญาโทเรียนร่วมกับคณะนายทหารจากคณะหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน และคณาจารย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ได้นำโจทย์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านโดยมีการแบ่งเป็น 4 กลุ่มได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน และฝ่ายเครือข่ายของอิหร่าน บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การสู้รบตามหลักวิชาการ ช่วยกันค้นหาทางออกให้ดุลยภาพแห่งอำนาจสันติภาพสันติสุขกลับคืนมาโดยเร็ว

ในการเจาะลึก วิเคราะห์จุดได้เปรียบของ อิหร่าน ตามหลักวิทยาศาสตร์ของสงครามยุคใหม่โดยใช้กรอบวิเคราะห์ 4 ตัว ได้แก่ ต้นทุน เวลา ระบบ และความทนทานของรัฐ โดยความได้เปรียบนี้เป็น “ความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์” ของ อิหร่าน ไม่ใช่ว่า เหนือกว่าสหรัฐหรืออิสราเอลทุกมิติ ต่อไปนี้ ผมจะพาไปดูพื้นที่ที่อิหร่านมีโอกาสได้เปรียบตามกรอบการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงร่วมสมัย (Strategic Warfare Framework) และข้อมูลที่ไม่ได้เป็นชั้นความลับ (Unclassified)

1) อิหร่าน กำลังได้เปรียบด้าน “เกมต้นทุน” และการบั่นทอน (Cost-Imposition Warfare)

อิหร่านมีโอกาสได้เปรียบในสมรภูมิที่วัดกันด้วย “ต้นทุนต่อการปะทะ” มากกว่าการวัดกันด้วยคุณภาพอาวุธเพียงอย่างเดียว เป็นการออกแบบทำสงครามโต้ตอบที่ลากให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลแบกรับต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันคือการออกแบบการปฏิบัติการทางทหารให้ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น อิหร่านใช้โดรนราคาไม่กี่ล้านบาทสามารถบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งยิงสกัดด้วยระบบมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แม้โดรนจะถูกยิงสกัดตก แต่ฝ่ายโจมตีก็ยัง “ชนะเชิงต้นทุน” อยู่ดี หากการปะทะยืดเยื้ออาจเกิดภาวะกระสุนสกัดของอิสราเอลลดลง ภาพนี้สะท้อนแนวคิดว่าไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งแค่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง “เหนื่อยและแพง”

นี่ไม่ใช่ชัยชนะเชิงยุทธวิธีแต่คือชัยชนะในเชิงเศรษฐศาสตร์ของสงคราม ครับ

ต่อไปลองตามมาดูในกรอบวิเคราะห์ด้าน “เวลา” กันครับ

2) ด้านเวลา ถ้าสงครามยืดเยื้อ ประเทศที่ปรับตัวกับแรงกดดันได้ดีกว่าจะอยู่ในเกมรบได้นานกว่า อิหร่านเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรมาหลายสิบปี ระบบรัฐของอิหร่านจึงมีระดับความทนทานในระดับหนึ่งในทางยุทธศาสตร์ เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความทนทานทางยุทธศาสตร์” นั่นเอง มันคือว่าในบริบทนี้ อิหร่านสามารถรองรับแรงกระแทกขนาดใหญ่ ปรับตัว ดำรงเสถียรภาพ และยังรักษาเป้าหมายระยะยาวได้ โดยไม่สูญเสียทิศทางเชิงยุทธศาสตร์

บางมุมมองเห็นว่า การสูญเสียผู้นำระดับสูงอาจทำให้การสู้รบของอิหร่านไร้ทิศทาง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่าประเทศจะเข้าสู่ภาวะ “ไร้ทิศทาง” ก็ต่อเมื่อระบบสืบทอดอำนาจไม่ชัด กองทัพแตกแถว และศูนย์อำนาจสำรองไม่สามารถประคองเสถียรภาพได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ปรากฏครบถ้วน อิหร่าน จึงยังไม่ถึงขั้นไร้ทิศทางทันที แต่จะเข้าสู่ความไม่แน่นอนเชิงอำนาจระยะสั้น

ความมั่นคงและการคงอยู่ของอิหร่านตามปัจจัยแห่งเวลาจึงไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับโครงสร้างสถาบันและความสามารถในการรองรับแรงกระแทกของระบบหลายชั้น คือ ผู้นำสูงสุด กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ ระบบศาสนจักร และสภาและกลไกรัฐราชการ

3) ด้านระบบ แม้สหรัฐและอิสราเอลจะเหนือกว่าทางอากาศและระบบข่าวกรอง แต่อิหร่านมีคลังขีปนาวุธ
ขนาดใหญ่ในภูมิภาค และมีความสามารถสร้างความเสี่ยงต่อฐานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ นั่นทำให้เกิด ‘อำนาจต่อรองเชิงยับยั้ง’ ไม่ใช่เพื่อชนะทันทีแต่เพื่อทำให้คู่แข่งต้องคิดหนักก่อนยกระดับขยายพื้นที่ทำสงคราม

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน กล่าวว่าได้โจมตีระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า (AN/FPS-132) ของสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ในฐานทัพอากาศในกาตาร์ ซึ่งเป็นเรดาร์ตรวจจับขีปนาวุธระยะไกลและให้ข้อมูลระบบป้องกันขีปนาวุธสามารถติดตามขีปนาวุธได้หลายพันกิโลเมตร ระบบนี้ช่วยให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลและพันธมิตรมีเวลาในการตัดสินใจโต้ตอบมากขึ้นเมื่อเกิดการยิงขีปนาวุธออกมา

จนถึงขณะนี้ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลกาตาร์ยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการว่า ระบบเรดาร์นั้นเสียหายบางส่วนหรือไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังมีระบบตรวจจับต้นทางของระบบป้องกันขีปนาวุธสหรัฐอเมริกาและมีระบบอื่น ๆ อีกหลายระบบ เช่น ระบบตรวจจับในระบบอวกาศ (SBIRS) ที่ใช้ดาวเทียมเตือนภัยอินฟราเรด หรือ เรดาร์แยกแยะเป้าหมายระยะไกล (Long Range Discrimination Radar (LRDR) ครับ หรือ AN/TPY-2 และระบบสกัดกั้นอย่าง Ground-Based Midcourse Defense นอกจากนี้ อิสราเอลมีระบบของตัวเอง เช่น Arrow 3 หรือ Iron Dome และ David’s Sling แม้จะพึ่งพาข้อมูลร่วมกับสหรัฐอเมริกาแต่ไม่ได้ขึ้นกับ AN/FPS-132 โดยตรง ดังนั้น การที่อิหร่านโจมตีเรดาร์สหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้อิสราเอล “หมดเกราะป้องกัน” ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุแบบนี้จริง ไม่ได้ทำให้ สหรัฐอเมริกาตาบอด ไม่เปลี่ยนสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคทันที แต่เพิ่มความเสี่ยงสงครามโดยตรงอย่างมาก

4) ด้านภูมิศาสตร์และเครือข่าย อิหร่านอยู่ในตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์และจุดคอขวดพลังงานที่สามารถสร้างแรงกดดันต่อเส้นทางพลังงานโลกและมีเครือข่ายพันธมิตรหลายแนวรบ สิ่งนี้เพิ่มความซับซ้อนให้ฝ่ายตรงข้าม เพราะต้องกระจายกำลังป้องกันหลายทิศทาง

ภูมิศาสตร์ของอิหร่านเอื้อให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงการยับยั้ง โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางเดินเรือสำคัญแนวคิดที่เรียกว่า “การปฏิเสธการเข้าถึงพื้นที่” หมายถึงการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงพื้นที่ได้ยากหรือเสี่ยงสูง โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ เช่น เรือเร็ว อาวุธชายฝั่ง โดรน และระบบรบกวนสัญญาณ แม้ไม่ต้องปิดเส้นทางเดินเรือจริงเพียงสร้าง “ความเสี่ยง” ก็ทำให้ต้นทุนประกันภัยและราคาพลังงานผันผวนไปทั่วโลกได้แล้ว
นอกจากนี้ อิหร่านยังมีเครือข่ายพันธมิตรในหลายประเทศ ทำให้สามารถตอบโต้ได้หลายทิศทาง ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่จำเป็นต้องปะทะโดยตรงทุกครั้ง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องกระจายกำลังป้องกันหลายแนวรบ และเพิ่มความซับซ้อนในการวางแผนตอบโต้ สิ่งนี้เรียกว่า “ความลึกเชิงยุทธศาสตร์”

5) สุดท้ายคือพื้นที่สีเทา ในการทำสงครามจะมีเส้นแบบพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ พื้นที่สันติภาพ (สีขาว) พื้นที่สู้รบเต็มรูปแบบ (สีดำ) และพื้นที่ตรงกลางเส้นแบ่งของทั้งสอง (สีเทา) อิหร่านมีประสบการณ์ในปฏิบัติการต่ำกว่าระดับสงครามเต็มรูปแบบโดยใช้เครื่องมือทางไซเบอร์ การกดดันจำกัดระดับ และรบผ่านเครือข่ายตัวแทน เช่น กรณีกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) โจมตีอิสราเอล เป็นสงครามตัวแทนไม่ทำการรบปะทะตรงกับอิหร่าน เพื่อเพิ่มต้นทุนโดยไม่ข้ามเส้นที่ทำให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบ ในทางยุทธศาสตร์ เราเรียกว่า ‘การควบคุมระดับการไต่ระดับความรุนแรง’

กล่าวโดยสรุป การวิเคราะห์สงครามไม่ใช่เพื่อเลือกข้าง แต่เพื่อเข้าใจความจริงของโครงสร้างอำนาจ สงครามสมัยใหม่ไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครทำลายล้างได้มากกว่า แต่คือใครสามารถแบกรับต้นทุนของสงครามได้นานกว่า

ในสนามฝึกร่วมกับคณะนายทหารและนักศึกษาด้านยุทธศาสตร์การรบเมื่อปี 2557 ทำให้รู้ว่า “ชัยชนะทางทหารไม่เคยเท่ากับสันติภาพโดยปริยาย” สิ่งที่ยากกว่าการชนะ คือการหยุดให้ทันก่อนที่ความสูญเสียจะลุกลาม ในทางทฤษฎี สงครามอาจวัดกันด้วยต้นทุน เวลา ระบบ และความทนทานของรัฐ แต่คุณค่าชีวิตมนุษย์ไม่มีตัวเลขใดทดแทนได้ ขีปนาวุธหนึ่งลูกอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ แต่หนึ่งชีวิตที่สูญเสียไปไม่มีมูลค่าที่ประเมินได้

ดุลยภาพแห่งอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่การสะสมอาวุธจนอีกฝ่ายหวาดกลัว แต่คือการออกแบบระบบความมั่นคง ที่ทำให้เข้าใจว่า ไม่มีชัยชนะใดคุ้มค่ากับชีวิตที่สูญเสียไป ในทางยุทธศาสตร์ ผมเรียนรู้ว่า การเข้าใจความได้เปรียบของแต่ละฝ่ายไม่ได้ทำให้เรารักสงคราม แต่ทำให้เราตระหนักว่าทุกการไต่ระดับการทำสงคราม มันมีราคาที่โลกทั้งใบต้องจ่าย

ผมหวังว่านะครับว่า ความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ข้อมูลของสงครามจะไม่ถูกใช้เพื่อยืดความขัดแย้ง แต่จะถูกใช้เพื่อออกแบบทางออกแห่งสันติภาพและสันติสุข เพราะอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่อำนาจในการทำลายล้างกันแต่คืออำนาจในการยับยั้งความรุนแรงก่อนจะสายเกินไป

และในที่สุด สันติภาพไม่ใช่ผลลัพธ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นผลลัพธ์ของเวลา ปัญญา ความอดทน และความกล้าหาญทางศีลธรรมของผู้สั่งการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...