โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รัฐบาลใหม่เริ่มงานกลางปี 8 ก.พ.คึกคักรู้ผล 4 ทุ่ม ธุรกิจจี้ผลงาน 90 วัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 00.31 น.

เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ มีเวลาจับขั้ว 2-3 เดือน หลัง กกต.มีเวลา 2 เดือนรับรองผล สส. 95% จากนั้นเลือกนายกฯและเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ คาดเริ่มบริหารประเทศช่วงกลางปี ด้านภาคธุรกิจหวังรัฐบาลอยู่ยาวครบเทอม กรุงศรีฯเร่งทำแผนดึงดูดต่างชาติลงทุน ปธ.สมาคมแบงก์ชี้ระยะสั้นยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ต้องเชื่อมโยงกับแผนอื่น ๆ ด้วย ห้างชูเร่งจับจ่าย-รุกท่องเที่ยวเพราะฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วสุด อสังหาฯอยากเห็นรัฐบาลมืออาชีพ เน้นคนเก่งมาบริหาร

ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไทม์ไลน์ทางการเมือง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดว่า กกต.จะทราบผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ประมาณ 22.00-23.00 น. จากนั้นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ได้คะแนนรองลงมา จะมีช่วงเวลาในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประมาณ 2-3 เดือน ทั้งนี้ แบ่งระยะเวลาเป็น 60 วันหลังเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 วรรคสาม ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 127

ระบุว่าในการเลือกตั้งทั่วไป ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด (สส. 495 คน) ซึ่ง กกต.ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ดังนั้น กกต.มีเวลารับรองผลเลือกตั้ง 2 เดือน จนถึงช่วงต้นเดือนเมษายน แต่เมื่อเทียบกับการรับรองผลการเลือกตั้งในปี 2566 กกต.ใช้เวลารับรองผลการเลือกตั้ง สส.ครบร้อยละ 95 เพียง 36 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายแสวงระบุว่ายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วกว่า 60 วันหรือไม่ ยังต้องดูสถานการณ์

คาดได้นายกฯ-รัฐบาลใหม่กลางปี

หลังจาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้งครบร้อยละ 95 แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 121 กำหนดว่า ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เพื่อประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมสภา จากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นอย่างเร็ว

ขั้นตอนต่อไป คือนายกรัฐมนตรี จะฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ก่อนนายกฯจะนำรายชื่อ ครม.นำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่แล้ว จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ จึงจะปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศได้ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569

“บรรยง” ชงรัฐบาลสีขาว

นายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ถ้าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลสีขาว และปราบทุจริตจริงจังอย่างที่หาเสียงกันไว้ เศรษฐกิจก็จะเป็น J-curve คือ เศรษฐกิจจะชะลอลงในช่วงแรก เพราะหากมีการปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ข้าราชการจะไม่ทำงาน จะทำให้เศรษฐกิจขาลงระยะสั้น ๆ ซึ่งในช่วงขาขึ้นหัวใจสำคัญคือการ Reform จากนั้นจะเติบโตขึ้นสูงกว่าเดิมแบบยั่งยืน

“ที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ ซึ่งหากพรรคหลัก ๆ ที่ได้รณรงค์หาเสียงเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการกิโยตินกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้มีการทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา การแก้ไขระบบประกันสังคม ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ ก็รับปากในเวทีต่าง ๆ ว่าจะบริหารกองทุนให้ดีขึ้น ถ้าทำตามที่หาเสียงไว้ ประเทศก็จะไม่ต้องเจอกับความเสี่ยง”

กรุงศรีฯชูดูดการลงทุนต่างประเทศ

ด้านความเห็นของภาคธุรกิจต่อความคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า นโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่นั้น จะเห็นว่าจากสัญญาณนักลงทุนต่างชาติที่ยังให้ความสนใจขยายการลงทุนมาในไทย สะท้อนจากตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี จะพบว่าทุกประเทศในอาเซียนหันมาโปรโมตการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา จึงคาดหวังให้รัฐบาลใส่มาตรการกระตุ้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในแง่การใส่เม็ดเงินหรือสิทธิต่าง ๆ เพื่อดึงดูด จะหนุนการลงทุนต่างชาติระยะยาว และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ

นอกจากนี้ อยากเห็นนโยบายการเข้ามาแก้ปัญหาระยะยาวในเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหารากฐานผ่านการสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

MTC หวังรัฐบาลมีเสถียรภาพ

นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า ความคาดหวังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ อยากเห็นการเมืองมีเสถียรภาพ มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และอยู่ได้ยาวครบเทอม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และต่างประเทศ ขณะที่นโยบายที่ควรดำเนินการนั้นมองว่านโยบายอะไรที่มีอยู่แล้ว และเป็นนโยบายที่ดีก็ควรดำเนินการสานต่อและมีการต่อยอดต่อไป ไม่ใช่รื้อใหม่ทุกครั้งหรือทำใหม่ตลอด เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และเป็นภาระของประเทศ เพราะปัจจุบันงบประมาณภาครัฐมีจำกัด

นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเป็นนโยบายที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มาทดแทนอุตสาหกรรมเก่าที่มีอยู่ผ่านการสนับสนุนภาคเอกชนในการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

JMT เร่งมาตรการค้างท่อ

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT กล่าวว่า นโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน โดยทำให้ประชาชนมีรายได้สม่ำเสมอ ซึ่งมาตรการอาจจะมาจากการจ้างงาน หรือมาตรการสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อหนุนให้คนนำเงินที่มีอยู่ในกระเป๋ามาจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบ

นอกจากนี้ นโยบายที่ค้างท่อหรือยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้ในช่วง 3-4 เดือนนโยบายไม่สามารถออกมาหรือขับเคลื่อนได้ จะต้องเร่งทำมาตรการที่ค้างให้ออก และมาตรการอะไรที่จะทำต่อเนื่อง ควบคู่กับนโยบายใหม่ที่ได้สัญญารับปาก (Commit) ไว้ ควรเร่งดำเนินการเช่นกัน

“นโยบายอะไรที่ค้างในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ในช่วงรัฐบาลเก่าก็ควรเร่งออกมา ควบคู่กับมาตรการใหม่ที่จะทำ เพื่อให้เศรษฐกิจโรลต่อไปได้ ไม่ว่ามาตรการอะไรที่ช่วยให้คนมีรายได้ยั่งยืน แก้ปัญหาปากท้อง หรือการสร้างอาชีพ เป็นสิ่งที่ควรทำ”

“ผยง” เตือนกระตุ้นเท่าที่จำเป็น

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นยังมีความจำเป็นด้วยสถานะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการกระตุ้นที่มีสะพานเชื่อมไปสู่มาตรการระยะกลางและระยะยาว เพราะหากกระตุ้นระยะสั้นจะเหมือนน้ำนองลงดินทรายและหายไปในที่สุด

สิ่งที่ใส่ลงไปต้องคิดต่อให้ได้ว่าจะเชื่อมโยงไปสู่มาตรการในระยะถัดไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใส่ทรัพยากรเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ให้สามารถกลับมาแข่งขันได้และสร้างรายได้ เพราะหากผลิตสินค้าแล้วขายไม่ได้ หรือเปิดบริการที่ไม่มีคนมาใช้ ก็จะติดอยู่กับดักเดิมซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น เรื่องของศักยภาพในการแข่งขัน ข้อจำกัดต่าง ๆ และกฎเกณฑ์กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก

“อยากเน้นย้ำว่า Fiscal Space ของเรามีจำกัด ปัจจุบันประเทศอยู่ใกล้จุดเสี่ยงต่อการถูกดาวน์เกรด หากเกิดการดาวน์เกรดจริง ประเทศจะเผชิญแรงกดดันที่หนักกว่าเดิม ดังนั้นเราไม่อยากเห็นไปถึงจุดนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมายที่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน”

เดอะมอลล์หวังเห็นผล 90 วัน

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ช่วง 90 วันแรกอยากให้รัฐบาลโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง อย่างการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจ เช่นเดียวกับการเดินหน้าเจรจา-ปรับนโยบายการค้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการส่งออก โดยอาจต้องเน้นความยืดหยุ่นในการเจรจามากกว่าการวาง Policy ซึ่งอาจใช้เวลานาน

ส่วนระยะกลาง-ยาวควรต้องแก้ปัญหาการดูแลผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับวัยทำงาน รวมถึงการซัพพอร์ต SMEs หรือผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของธุรกิจ

“อยากให้กำลังใจรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพราะนับว่าเข้ามาบริหารในช่วงที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากเป็นจังหวะที่ไม่เพียงเศรษฐกิจไทย แต่เศรษฐกิจเอเชียและโลกต่างท้าทาย จึงอาจเรียกว่าทำดียังได้แค่เสมอตัว”

เซ็นทรัลชูจับจ่าย-ท่องเที่ยว

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า สำหรับนโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่มี 2 ด้าน คือ อยากให้รัฐบาลเน้นกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภคในประเทศให้มากขึ้น โดยโครงการเดิมที่เคยทำแล้วได้ผลลัพธ์ดี อาจจะต้องรีบนำกลับมาใช้ใหม่

อีกด้านคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนด้าน GDP ของไทย ถ้าสามารถกระตุ้นให้คึกคักได้ ธุรกิจค้าปลีกจะได้รับแรงหนุนให้ขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม น่าจะมีและดำเนินมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายและกระตุ้นให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแน่นอน เพราะทุกพรรคต่างต้องการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

อสังหาฯจี้ตั้งรัฐบาลมืออาชีพ

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้นขอให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด หากช้าจะกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้าไปด้วย นอกจากนี้ ขอให้เลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีทีมไทยแลนด์ มีผู้บริหารมืออาชีพ เก่งเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเข้ามาช่วย หากได้มืออาชีพเข้ามา ไม่ต้องห่วงเรื่องมาตรการกระตุ้น เพราะจะรู้ว่าต้องทำอะไรในระยะสั้นและระยะยาว ขอแค่เรากลัดกระดุมเม็ดแรกให้ได้ก่อน แต่มาตรการกระตุ้นก็ต้องไม่เน้นประชานิยมมากเกินไป ถ้ามีก็ทำเฉพาะช่วงสั้น ๆ และไม่ใช่การลดแลกแจกแถมมากเกินไป เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งเราเห็นแล้วว่าได้ผลจริง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา” นายประเสริฐกล่าว

หวังรัฐบาลเร่งความเชื่อมั่น

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผย ว่า หลังเลือกตั้งคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะมีความเป็นเสถียรภาพ สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และผลักดันโครงการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อการเมืองนิ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

“เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว คนจะมั่นใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดอสังหาฯ แต่หากประชาชนยังกังวลภาวะเศรษฐกิจอาจชะลอการใช้จ่าย ซึ่งอสังหาฯเป็นสินค้ามูลค่าสูง อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายให้สอยให้กลับมาคึกคักมากขึ้น เช่น เดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส หากบรรยากาศของรัฐบาลใหม่มีความชัดเจน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นธนาคาร นักลงทุน หรือผู้ประกอบการจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว” นายกรมเชษฐ์กล่าว

เร่งแก้หนี้-ออกแผนลดภาษี

นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมมองของประชาชน ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาเป็นผู้นำ อยากให้มองผลประโยชน์ประเทศ โดยฟังเสียงและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ผลักดันให้เดินไปข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่จำนวนมาก

“ส่วนมุมของผู้ประกอบการอสังหาฯ อยากให้มีมาตรการกระตุ้น เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น มีการรวมหนี้หรือยกหนี้ เพื่อลดภาระผู้บริโภคให้มีเงินเหลือพอซื้อบ้านได้ รวมทั้งให้มีการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอสังหาฯเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนเยอะ ผู้ประกอบการต้องการความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรมีนโยบายสำคัญมาช่วยเหลือให้เราเดินหน้าต่อไปได้” นางประวีรัตน์กล่าว

SMEs คาดหวังนโยบายเชิงรุก

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์และประธานกิตติมศักดิ์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า คาดหวังกับนโยบายเชิงรุกที่มีความเข้มข้น จริงจังเข้าถึงได้ และได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยต้องมาจาก 9 กลไก คือ กลไกการแก้หนี้ยั่งยืน, กลไกแต้มต่อและสิทธิประโยชน์กับเอสเอ็มอี เกษตรกร และแรงงานด้านค่าครองชีพ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ, กลไกระบบการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม, กลไกการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานมุ่งเป้าสู่สากล

กลไกพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม, กลไกยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เกษตรกรและแรงงาน, กลไกตลาดทั้งในและต่างประเทศ การค้าออนไลน์ การค้าระหว่างประเทศ, กลไกร่วมลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องมีผลกระทบสูงกับเศรษฐกิจของประเทศและสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้น, กลไกตลาดทุน การร่วมลงทุน การส่งเสริมธุรกิจ Startup และ SMEs ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนในตลาดทุน Live Exchange ส่งเสริมการลงทุน SMEs ให้เป็น Global Value Chain

ค้าชายแดนหวังเร่งฟื้นฟู

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดน หลังได้รับผลกระทบจากการปิดด่านการค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเภทธุรกิจโลจิสติกส์ปิดกิจการแล้วกว่า 30-40% แม้ปริมาณการค้าจะไม่สูงเท่ารายใหญ่ แต่จำนวนผู้ค้ามากกว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าที่สูญเสียรายได้ ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ

สำหรับมาตรการการเยียวยาเพื่อให้ผู้ประกอบการมีชีวิตรอดต่อไปได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ขาดรายได้ต่อเนื่อง ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารได้ ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ อาจกลายเป็นประวัติทางการเงิน ที่ทำให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติม เป็นไปได้ว่าคนกลุ่มนี้อาจไม่มีกำลังมากพอที่จะฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้ “นักรบเศรษฐกิจชายแดน” ค่อย ๆ หายไปจากระบบ

อย่างไรก็ตาม จะต้องดูปัจจัยด้านความมั่นคงเป็นอันดับแรก โดยพื้นที่ตลอดแนวชายแดนต้องมีความมั่นคง ต่อมาดำเนินการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตจึงจะฟื้นฟูการค้าชายแดน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลใหม่เริ่มงานกลางปี 8 ก.พ.คึกคักรู้ผล 4 ทุ่ม ธุรกิจจี้ผลงาน 90 วัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...