รัฐบาลใหม่เริ่มงานกลางปี 8 ก.พ.คึกคักรู้ผล 4 ทุ่ม ธุรกิจจี้ผลงาน 90 วัน
เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ มีเวลาจับขั้ว 2-3 เดือน หลัง กกต.มีเวลา 2 เดือนรับรองผล สส. 95% จากนั้นเลือกนายกฯและเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ คาดเริ่มบริหารประเทศช่วงกลางปี ด้านภาคธุรกิจหวังรัฐบาลอยู่ยาวครบเทอม กรุงศรีฯเร่งทำแผนดึงดูดต่างชาติลงทุน ปธ.สมาคมแบงก์ชี้ระยะสั้นยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ต้องเชื่อมโยงกับแผนอื่น ๆ ด้วย ห้างชูเร่งจับจ่าย-รุกท่องเที่ยวเพราะฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วสุด อสังหาฯอยากเห็นรัฐบาลมืออาชีพ เน้นคนเก่งมาบริหาร
ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไทม์ไลน์ทางการเมือง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดว่า กกต.จะทราบผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ประมาณ 22.00-23.00 น. จากนั้นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และพรรคที่ได้คะแนนรองลงมา จะมีช่วงเวลาในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประมาณ 2-3 เดือน ทั้งนี้ แบ่งระยะเวลาเป็น 60 วันหลังเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 วรรคสาม ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 127
ระบุว่าในการเลือกตั้งทั่วไป ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด (สส. 495 คน) ซึ่ง กกต.ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
ดังนั้น กกต.มีเวลารับรองผลเลือกตั้ง 2 เดือน จนถึงช่วงต้นเดือนเมษายน แต่เมื่อเทียบกับการรับรองผลการเลือกตั้งในปี 2566 กกต.ใช้เวลารับรองผลการเลือกตั้ง สส.ครบร้อยละ 95 เพียง 36 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายแสวงระบุว่ายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วกว่า 60 วันหรือไม่ ยังต้องดูสถานการณ์
คาดได้นายกฯ-รัฐบาลใหม่กลางปี
หลังจาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้งครบร้อยละ 95 แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 121 กำหนดว่า ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เพื่อประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมสภา จากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นอย่างเร็ว
ขั้นตอนต่อไป คือนายกรัฐมนตรี จะฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ก่อนนายกฯจะนำรายชื่อ ครม.นำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่แล้ว จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ จึงจะปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศได้ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569
“บรรยง” ชงรัฐบาลสีขาว
นายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ถ้าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลสีขาว และปราบทุจริตจริงจังอย่างที่หาเสียงกันไว้ เศรษฐกิจก็จะเป็น J-curve คือ เศรษฐกิจจะชะลอลงในช่วงแรก เพราะหากมีการปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ข้าราชการจะไม่ทำงาน จะทำให้เศรษฐกิจขาลงระยะสั้น ๆ ซึ่งในช่วงขาขึ้นหัวใจสำคัญคือการ Reform จากนั้นจะเติบโตขึ้นสูงกว่าเดิมแบบยั่งยืน
“ที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ ซึ่งหากพรรคหลัก ๆ ที่ได้รณรงค์หาเสียงเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการกิโยตินกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้มีการทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา การแก้ไขระบบประกันสังคม ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ ก็รับปากในเวทีต่าง ๆ ว่าจะบริหารกองทุนให้ดีขึ้น ถ้าทำตามที่หาเสียงไว้ ประเทศก็จะไม่ต้องเจอกับความเสี่ยง”
กรุงศรีฯชูดูดการลงทุนต่างประเทศ
ด้านความเห็นของภาคธุรกิจต่อความคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า นโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่นั้น จะเห็นว่าจากสัญญาณนักลงทุนต่างชาติที่ยังให้ความสนใจขยายการลงทุนมาในไทย สะท้อนจากตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ดี จะพบว่าทุกประเทศในอาเซียนหันมาโปรโมตการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา จึงคาดหวังให้รัฐบาลใส่มาตรการกระตุ้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในแง่การใส่เม็ดเงินหรือสิทธิต่าง ๆ เพื่อดึงดูด จะหนุนการลงทุนต่างชาติระยะยาว และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ
นอกจากนี้ อยากเห็นนโยบายการเข้ามาแก้ปัญหาระยะยาวในเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหารากฐานผ่านการสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
MTC หวังรัฐบาลมีเสถียรภาพ
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า ความคาดหวังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ อยากเห็นการเมืองมีเสถียรภาพ มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และอยู่ได้ยาวครบเทอม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และต่างประเทศ ขณะที่นโยบายที่ควรดำเนินการนั้นมองว่านโยบายอะไรที่มีอยู่แล้ว และเป็นนโยบายที่ดีก็ควรดำเนินการสานต่อและมีการต่อยอดต่อไป ไม่ใช่รื้อใหม่ทุกครั้งหรือทำใหม่ตลอด เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และเป็นภาระของประเทศ เพราะปัจจุบันงบประมาณภาครัฐมีจำกัด
นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเป็นนโยบายที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มาทดแทนอุตสาหกรรมเก่าที่มีอยู่ผ่านการสนับสนุนภาคเอกชนในการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง
JMT เร่งมาตรการค้างท่อ
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT กล่าวว่า นโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน โดยทำให้ประชาชนมีรายได้สม่ำเสมอ ซึ่งมาตรการอาจจะมาจากการจ้างงาน หรือมาตรการสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อหนุนให้คนนำเงินที่มีอยู่ในกระเป๋ามาจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบ
นอกจากนี้ นโยบายที่ค้างท่อหรือยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้ในช่วง 3-4 เดือนนโยบายไม่สามารถออกมาหรือขับเคลื่อนได้ จะต้องเร่งทำมาตรการที่ค้างให้ออก และมาตรการอะไรที่จะทำต่อเนื่อง ควบคู่กับนโยบายใหม่ที่ได้สัญญารับปาก (Commit) ไว้ ควรเร่งดำเนินการเช่นกัน
“นโยบายอะไรที่ค้างในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ในช่วงรัฐบาลเก่าก็ควรเร่งออกมา ควบคู่กับมาตรการใหม่ที่จะทำ เพื่อให้เศรษฐกิจโรลต่อไปได้ ไม่ว่ามาตรการอะไรที่ช่วยให้คนมีรายได้ยั่งยืน แก้ปัญหาปากท้อง หรือการสร้างอาชีพ เป็นสิ่งที่ควรทำ”
“ผยง” เตือนกระตุ้นเท่าที่จำเป็น
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นยังมีความจำเป็นด้วยสถานะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการกระตุ้นที่มีสะพานเชื่อมไปสู่มาตรการระยะกลางและระยะยาว เพราะหากกระตุ้นระยะสั้นจะเหมือนน้ำนองลงดินทรายและหายไปในที่สุด
สิ่งที่ใส่ลงไปต้องคิดต่อให้ได้ว่าจะเชื่อมโยงไปสู่มาตรการในระยะถัดไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใส่ทรัพยากรเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ให้สามารถกลับมาแข่งขันได้และสร้างรายได้ เพราะหากผลิตสินค้าแล้วขายไม่ได้ หรือเปิดบริการที่ไม่มีคนมาใช้ ก็จะติดอยู่กับดักเดิมซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น เรื่องของศักยภาพในการแข่งขัน ข้อจำกัดต่าง ๆ และกฎเกณฑ์กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก
“อยากเน้นย้ำว่า Fiscal Space ของเรามีจำกัด ปัจจุบันประเทศอยู่ใกล้จุดเสี่ยงต่อการถูกดาวน์เกรด หากเกิดการดาวน์เกรดจริง ประเทศจะเผชิญแรงกดดันที่หนักกว่าเดิม ดังนั้นเราไม่อยากเห็นไปถึงจุดนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมายที่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน”
เดอะมอลล์หวังเห็นผล 90 วัน
นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ช่วง 90 วันแรกอยากให้รัฐบาลโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง อย่างการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจ เช่นเดียวกับการเดินหน้าเจรจา-ปรับนโยบายการค้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการส่งออก โดยอาจต้องเน้นความยืดหยุ่นในการเจรจามากกว่าการวาง Policy ซึ่งอาจใช้เวลานาน
ส่วนระยะกลาง-ยาวควรต้องแก้ปัญหาการดูแลผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับวัยทำงาน รวมถึงการซัพพอร์ต SMEs หรือผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของธุรกิจ
“อยากให้กำลังใจรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพราะนับว่าเข้ามาบริหารในช่วงที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากเป็นจังหวะที่ไม่เพียงเศรษฐกิจไทย แต่เศรษฐกิจเอเชียและโลกต่างท้าทาย จึงอาจเรียกว่าทำดียังได้แค่เสมอตัว”
เซ็นทรัลชูจับจ่าย-ท่องเที่ยว
นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า สำหรับนโยบายที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่มี 2 ด้าน คือ อยากให้รัฐบาลเน้นกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภคในประเทศให้มากขึ้น โดยโครงการเดิมที่เคยทำแล้วได้ผลลัพธ์ดี อาจจะต้องรีบนำกลับมาใช้ใหม่
อีกด้านคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนด้าน GDP ของไทย ถ้าสามารถกระตุ้นให้คึกคักได้ ธุรกิจค้าปลีกจะได้รับแรงหนุนให้ขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม น่าจะมีและดำเนินมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายและกระตุ้นให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแน่นอน เพราะทุกพรรคต่างต้องการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
อสังหาฯจี้ตั้งรัฐบาลมืออาชีพ
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้นขอให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด หากช้าจะกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้าไปด้วย นอกจากนี้ ขอให้เลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว
“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีทีมไทยแลนด์ มีผู้บริหารมืออาชีพ เก่งเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเข้ามาช่วย หากได้มืออาชีพเข้ามา ไม่ต้องห่วงเรื่องมาตรการกระตุ้น เพราะจะรู้ว่าต้องทำอะไรในระยะสั้นและระยะยาว ขอแค่เรากลัดกระดุมเม็ดแรกให้ได้ก่อน แต่มาตรการกระตุ้นก็ต้องไม่เน้นประชานิยมมากเกินไป ถ้ามีก็ทำเฉพาะช่วงสั้น ๆ และไม่ใช่การลดแลกแจกแถมมากเกินไป เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งเราเห็นแล้วว่าได้ผลจริง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา” นายประเสริฐกล่าว
หวังรัฐบาลเร่งความเชื่อมั่น
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผย ว่า หลังเลือกตั้งคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะมีความเป็นเสถียรภาพ สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และผลักดันโครงการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อการเมืองนิ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
“เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว คนจะมั่นใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดอสังหาฯ แต่หากประชาชนยังกังวลภาวะเศรษฐกิจอาจชะลอการใช้จ่าย ซึ่งอสังหาฯเป็นสินค้ามูลค่าสูง อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายให้สอยให้กลับมาคึกคักมากขึ้น เช่น เดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส หากบรรยากาศของรัฐบาลใหม่มีความชัดเจน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นธนาคาร นักลงทุน หรือผู้ประกอบการจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว” นายกรมเชษฐ์กล่าว
เร่งแก้หนี้-ออกแผนลดภาษี
นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมมองของประชาชน ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาเป็นผู้นำ อยากให้มองผลประโยชน์ประเทศ โดยฟังเสียงและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ผลักดันให้เดินไปข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่จำนวนมาก
“ส่วนมุมของผู้ประกอบการอสังหาฯ อยากให้มีมาตรการกระตุ้น เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น มีการรวมหนี้หรือยกหนี้ เพื่อลดภาระผู้บริโภคให้มีเงินเหลือพอซื้อบ้านได้ รวมทั้งให้มีการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอสังหาฯเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนเยอะ ผู้ประกอบการต้องการความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรมีนโยบายสำคัญมาช่วยเหลือให้เราเดินหน้าต่อไปได้” นางประวีรัตน์กล่าว
SMEs คาดหวังนโยบายเชิงรุก
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์และประธานกิตติมศักดิ์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า คาดหวังกับนโยบายเชิงรุกที่มีความเข้มข้น จริงจังเข้าถึงได้ และได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยต้องมาจาก 9 กลไก คือ กลไกการแก้หนี้ยั่งยืน, กลไกแต้มต่อและสิทธิประโยชน์กับเอสเอ็มอี เกษตรกร และแรงงานด้านค่าครองชีพ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ, กลไกระบบการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม, กลไกการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานมุ่งเป้าสู่สากล
กลไกพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม, กลไกยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เกษตรกรและแรงงาน, กลไกตลาดทั้งในและต่างประเทศ การค้าออนไลน์ การค้าระหว่างประเทศ, กลไกร่วมลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องมีผลกระทบสูงกับเศรษฐกิจของประเทศและสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้น, กลไกตลาดทุน การร่วมลงทุน การส่งเสริมธุรกิจ Startup และ SMEs ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนในตลาดทุน Live Exchange ส่งเสริมการลงทุน SMEs ให้เป็น Global Value Chain
ค้าชายแดนหวังเร่งฟื้นฟู
นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดน หลังได้รับผลกระทบจากการปิดด่านการค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเภทธุรกิจโลจิสติกส์ปิดกิจการแล้วกว่า 30-40% แม้ปริมาณการค้าจะไม่สูงเท่ารายใหญ่ แต่จำนวนผู้ค้ามากกว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าที่สูญเสียรายได้ ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ
สำหรับมาตรการการเยียวยาเพื่อให้ผู้ประกอบการมีชีวิตรอดต่อไปได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ขาดรายได้ต่อเนื่อง ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารได้ ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ อาจกลายเป็นประวัติทางการเงิน ที่ทำให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติม เป็นไปได้ว่าคนกลุ่มนี้อาจไม่มีกำลังมากพอที่จะฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้ “นักรบเศรษฐกิจชายแดน” ค่อย ๆ หายไปจากระบบ
อย่างไรก็ตาม จะต้องดูปัจจัยด้านความมั่นคงเป็นอันดับแรก โดยพื้นที่ตลอดแนวชายแดนต้องมีความมั่นคง ต่อมาดำเนินการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตจึงจะฟื้นฟูการค้าชายแดน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลใหม่เริ่มงานกลางปี 8 ก.พ.คึกคักรู้ผล 4 ทุ่ม ธุรกิจจี้ผลงาน 90 วัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net