โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัส Sushiro ขาย “ซูชิ” ยังไงให้คนไทยต่อคิวไม่หยุด ปี 68 รายได้พุ่ง 4.7 พันล้าน กำไร 728 ล้าน

Thairath Money

อัพเดต 16 ม.ค. เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. เวลา 10.01 น.
ภาพไฮไลต์

ขณะที่สมรภูมิร้านอาหารไทยในปี 2568 เผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวทำให้เราเห็นภาพร้านอาหารหลายแห่งต้องประกาศปิดตัวหรือชะลอการขยายสาขา แต่บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของร้าน Sushiro ในไทย กลับสร้างปรากฏการณ์โตสวนกระแส ด้วยตัวเลขผลประกอบการที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะ“ซูชิ” ในไทยยังมีช่องว่างและโอกาสอยู่สำหรับผู้ที่เป็นตัวจริงในด้านประสิทธิภาพ

ส่องตัวเลขเขย่าวงการ 3 ปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด

หากดูจากงบการเงินล่าสุดจะเห็นว่าซูชิโร่ไทยไม่ได้เพียงแค่ประคองตัว แต่เป็นการโตแบบติดสปีดอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติด ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า

  • ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท
    ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท (+114%)
    ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท (รายได้ +63% กำไร+97%)

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ารายได้ คือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ขยับจาก 9.1% ในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 15.4% ในปีล่าสุด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหารในยุคที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงพุ่งสูงขึ้น

กุญแจสำคัญที่ทำให้ Sushiro กลายเป็นเจ้าตลาด ชนะคู่แข่งในไทย

เมื่อย้อนรอยเส้นทางของ Sushiro ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่า นี่คือกรณีศึกษาการทำธุรกิจที่ผสมผสานระหว่าง ความเชื่อมั่นในแบรนด์ระดับโลกกับการปรับตัวให้เข้ากับจริตคนไทยได้อย่างลงตัวที่สุดแบรนด์หนึ่ง

เริ่มแรกแบรนด์ Sushiro ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทย Sushiro เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ CentralWorld เมื่อเดือนมีนาคมปี 2564 ภายใต้การบริหารของ“บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นการร่วมทุนของ“บริษัท Food & Life Companies Ltd.” (บริษัทแม่จากญี่ปุ่นโดยตรง) เพื่อควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ทั้งคุณภาพอาหาร เทคโนโลยีสายพาน และประสบการณ์การบริการให้เหมือนกับที่ญี่ปุ่น 100% ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก

Sushiro เข้ามาในประเทศไทยในช่วงที่ยังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่ท้าทายที่สุด อย่างไรก็ตาม Sushiro สาขา Central World ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียนก็ได้สร้างปรากฏการณ์คิวเต็มตลอดทั้งวัน ความโหยหาการท่องเที่ยวในช่วงที่คนไทยไปญี่ปุ่นไม่ได้ Sushiro เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยประสบการณ์การกินซูชิเหมือนอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งเสียงตะโกนทักทาย ระบบสายพาน และรสชาติที่ถอดแบบมาจากโอซาก้า

“Value for Money”

Sushiro วางแบรนด์ดิ้งและโพสิชันนิงเริ่มแรกในฐานะซูชิคุณภาพระดับพรีเมียมที่ราคาเข้าถึงได้ โดยมีจุดเด่นที่การรักษามาตรฐานของรสชาติ ความสดใหม่ การใช้ระบบจัดหาวัตถุดิบ (Global Sourcing) ร่วมกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำกว่ารายย่อย ขณะที่คุณภาพเหนือกว่าร้านในราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมอบความหลากหลายให้กับลูกค้าด้วยเมนูพิเศษที่ปรับเปลี่ยนตลอดเดือนทุกเดือน ทำให้ลูกค้าต้องกลับมาซ้ำบ่อยๆ (High Repeat Order) เพื่อลองเมนูใหม่ที่มีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น

อีกจุดเด่นสำคัญ คือ การตั้งโครงสร้างราคาที่ชาญฉลาด Sushiro แบ่งราคาอาหารตามสีจาน เริ่มตั้งแต่ 40 บาท ไปจนถึง 120 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าควบคุมงบประมาณได้ และกล้าที่จะหยิบจานราคาถูกหลายๆ จาน จนสุดท้ายยอดต่อบิล (Average Ticket Size) มักจะสูงกว่าที่ลูกค้าคาดไว้ตอนแรก

การขยายสาขาโดยเลือกปักหมุดในห้างชั้นนำ ไม่ใช่แค่ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมที่เข้าถึงง่าย แต่ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง กลุ่มครอบครัวและคนวัยทำงาน ไม่จำกัดแค่กลุ่มพรีเมียม แต่ครอบคลุมกลุ่มแมสที่มองหาความคุ้มค่า

“Tech-Driven Restaurant”

Sushiro ไม่ใช่แค่ร้านอาหารแต่เป็นบริษัท Data Solution ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการลงทุนเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ทำให้แบรนด์สามารถควบคุมต้นทุนค่าแรงได้ดีกว่าร้านอาหารรูปแบบเดิม ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนจากต้นทุนสู่กำไร

  • IC Chip ใต้จาน ทุกจานมีชิปติดตามข้อมูล ช่วยให้ร้านรู้ล่วงหน้าว่าลูกค้าจะหยิบอะไร และจานไหนที่ควรคัดออกเพื่อความสดใหม่
  • Big Data ระบบเก็บข้อมูลว่าในเวลานี้ ลูกค้ากี่คน ชอบกินอะไร เพื่อให้ครัวทำอาหารออกมาเติมบนสายพานได้อย่างแม่นยำและลดขยะอาหาร

Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปอย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหาคิวยาว ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และลดการเสียโอกาสในการขาย และที่สำคัญยังทำให้แบรนด์สามารถเก็บ Data ลูกค้าเพื่อนำมาทำโปรโมชั่นที่ตรงจุดในภายหลัง

“Trust & Brand Heritage”

การนำ Sushiro เข้ามาในประเทศไทย ไม่ใช่การขายแฟรนไชส์ให้กลุ่มทุนไทย แต่เป็นการเข้ามาลงทุนเองโดยตรงจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่น โดยมีคณะผู้บริหารของ Sushiro มืออาชีพที่เข้ามาวางระบบและควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย Mr. Masato Moriwaki (มาซาโตะ โมริวากิ) Managing Director (กรรมการผู้จัดการ) ของ บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด แม่ทัพหลักที่ดูแลการขยายสาขาและสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในไทยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และ Mr. Tsukasa Yoshida (สึคาสะ โยชิดะ) อีกหนึ่งผู้บริหารระดับสูง (Managing Director) ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและนโยบายการบริหารงาน

ความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารในระดับสากลมีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับโลก รวมถึงตลาดประเทศไทย ภายในระยะเวลา 5 ปี Sushiro ขยายสาขาแล้วกว่า 40 แห่ง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเริ่มรุกสู่หัวเมืองใหญ่ ส่งผลให้กำไรในที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 728 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จตลอด 5 ปีเกิดจากกลยุทธ์ที่แม่นยำ หากมีระบบที่ดีและแบรนด์ชัดต่อให้เศรษฐกิจซบเซาแค่ไหนก็ยังเป็นโอกาสทอง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ Sushiro ดัน“โมเดลซูชิสายพานคุณภาพสูง” เอาชนะใจผู้บริโภคชาวไทยได้

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดรหัส Sushiro ขาย “ซูชิ” ยังไงให้คนไทยต่อคิวไม่หยุด ปี 68 รายได้พุ่ง 4.7 พันล้าน กำไร 728 ล้าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...