โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Mc Jeans จะเป็น Tech Retail ส่ง AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า โชว์ยอดขายโต12% สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว

Thairath Money

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 12.40 น.
ภาพไฮไลต์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เมื่อตัวเลขดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อที่เปราะบาง

สอดคล้องกับข้อมูลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ระบุว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางมรสุมนี้กลับมีแบรนด์ไทยอย่าง แม็คยีนส์ (Mc Jeans) ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ “สวนกระแส” ด้วยการทำยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 เติบโตเกือบ 12% และมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลิกวิกฤติคนเดินห้างฯน้อยให้กลายเป็นโอกาสในการขายที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสวนทางกับตัวเลข Traffic หรือจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้านที่ติดลบเฉลี่ยถึง 13% อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา

แมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ Mc JEANS กล่าวว่า

เคล็ดลับสำคัญคือการนำระบบ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าภายในร้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขาย

ผ่านการเริ่มทดลองในร้านแฟล็กชิป 4 สาขา ได้แก่ แฟชั่นไอส์แลนด์ เซ็นทรัลเวสเกต เมกาบางนา และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยวิเคราะห์รูปแบบการเข้าชมร้านและพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า เพื่อนำข้อมูลไปปรับผังร้านและสนับสนุนการทำงานของพนักงานขายด้วยข้อมูลเชิงลึก

เพิ่มอัตราการเข้าร้านของลูกค้าถึง 2 เท่า

เพียงแค่ระยะเวลา 6 เดือนหลังเริ่มใช้งาน จำนวนลูกค้าที่เข้าร้านเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเมื่อมีการแนะนำสินค้าได้อย่างเหมาะสมและตรงความต้องการ ส่งผลให้อัตราการปิดการขายปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันบริษัทมีการใช้งานระบบ AI ดังกล่าวใน 41 สาขาทั่วประเทศ และมีแผนขยายให้ครอบคลุม 100 สาขาภายในปี 2569

ขณะที่ ในด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ แมทธิว กล่าวเสริมว่า บริษัทได้นำ AI-Driven Precision CRM มาใช้ในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลสมาชิกประมาณ 1.8 ล้านราย เพื่อยกระดับการสื่อสารทางการตลาดและการนำเสนอสินค้าในรูปแบบเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นส่งสินค้าและโปรโมชั่นที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละราย ที่ส่วนใหญ่ลูกค้าหน้าร้านจะเป็น Gen X - Y ประมาณ 74% ส่วน Gen Z ชอบซื้อออนไลน์

โดยที่ AI จะเรียนรู้ว่าลูกค้าแต่ละคนชอบเปิดอ่านข้อความเวลาไหน และจะส่งข้อความไปในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะ ส่งผลให้ ณ ปีงบประมาณ 2569 ยอดขายที่มาจากฐานสมาชิก CRM คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจาก 40% ในปีงบประมาณ 2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การเพิ่มความถี่ในการซื้อ และการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

ปั้น เทคโนโลยี Virtual Try-on ลองชุดเสมือนจริงได้

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดให้บริการเทคโนโลยี Virtual Try-On สำหรับสมาชิก โดยสามารถใช้คะแนนสะสมเพื่อทดลองสวมใส่สินค้าออนไลน์ผ่านระบบเสมือนจริง ในระยะแรกจะสามารถทดลองสินค้าได้ 2 ชิ้น เช่น เสื้อและกางเกงยีนส์ ก่อนพัฒนาไปสู่การทดลองสินค้าแบบครบชุดในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดสมาชิกใหม่ และเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

โดยมีการคาดการณ์ว่าในตลาดเอเชียแปซิฟิกที่เทคโนโลยี Virtual Try-on (การลองชุดเสมือนจริง) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ย 23.7% ต่อปี ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งจะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในฝั่งออนไลน์

“การลงทุนในระบบ AI นั้นไม่ได้ใช้สัดส่วนงบประมาณที่สูงจนเกินไป เนื่องจากเน้นการพัฒนาแบบ In-house ร่วมกับทีมงานภายในที่หยิบเอาโมเดลที่มีอยู่แล้วในตลาดมาต่อยอด ซึ่งบริษัทมีการ Onboard และเทรนพนักงานหน้าร้านให้คุ้นเคยกับการเก็บข้อมูล Digital พื้นฐาน มาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เมื่อนำระบบ AI เข้ามาติดตั้งจริง จึงสามารถใช้งานได้ทันทีภายใน 6 เดือน”

นพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อีกส่วนที่สำคัญและทำให้ยอดขายออนไลน์ของแม็คยีนส์เติบโต คือการบริหารจัดการ Affiliate หรือตัวแทนช่วยขายออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ แม็คยีนส์ใช้ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรอง และ จับคู่สินค้ากับตัวแทนที่มีศักยภาพ

โดยในปัจจุบันแบรนด์มีตัวแทนที่ติดตะกร้าสินค้าของแม็คยีนส์ใน TikTok และ Shopee สูงถึง 130,000 คน และคิดว่าในปี 2026 จะโตกว่า 2 เท่า กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการมีพนักงานขายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทุกเวลา ทุกแพลตฟอร์ม โดยที่แบรนด์ไม่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ในการเปิดสาขาเพิ่ม ปัจจุบันแม็คยีนส์มีจุดขายทั้งหมด 550 แห่ง มีพนักงานขายทั้งหมด 1,200 คน

เปลี่ยนพนักงานขายให้เป็น Live Creator

รวมทั้งแม็คยีนส์ก้าวข้ามขีดจำกัดของการทำ Live Streaming แบบเดิมๆ ด้วยการสร้าง Live Studio เต็มรูปแบบที่สำนักงานใหญ่ โดยขยายจาก 4 ห้อง เป็น 11 ห้องภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุดคือกลยุทธ์ O2O (Offline to Online) ที่เปลี่ยน "พนักงานหน้าร้าน" (PC) ทั่วประเทศให้กลายเป็น “Live Creator”

พนักงานขายในสาขาของแม็คยีนส์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ยืนรอลูกค้าเดินเข้าร้าน (Pแต่ได้รับการฝึกฝนและผ่านการ “Audition” เพื่อขึ้นกล้องไลฟ์สดจากหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า บางสาขาขนาดเล็กสามารถสร้างยอดขายจากการไลฟ์ได้เท่ากับยอดขายหน้าร้านปกติ ส่งผลให้ยอดขายรวมของสาขาพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่าทันที โดยภาพรวมแบรนด์มีการไลฟ์สดสูงถึง 160-360 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อลูกค้าเปิดแพลตฟอร์มขึ้นมา จะต้องเจอแม็คยีนส์อยู่เสมอ

“ความสำเร็จในโลกออนไลน์ไม่ได้จบลงที่ยอดจอง แต่จบลงที่การส่งสินค้าถึงมือลูกค้า แม็คยีนส์ให้ความสำคัญกับการทำ Fullfillment ด้วยตัวเอง 24 ชั่วโมง โดยมีระบบจัดการคลังสินค้าที่สามารถรองรับออเดอร์ได้สูงถึง 20,000 - 30,000 ออเดอร์ต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญ Double Day”

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังได้รุกตลาดด้วยบริการ Same Day Delivery ส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายใน 4-6 ชั่วโมง สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นกลยุทธ์ช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดที่แข่งขันกันด้วยความเร็ว

ทำให้ผลจากการบริหารจัดการคลังสินค้าที่ยอดเยี่ยม แม็คยีนส์มีคะแนน Service Level Agreement (SLA) สูงถึง 99% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่อยู่ราว 80-90% ช่วยลดอัตราการยกเลิกสินค้าให้เหลือเพียง 1% และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน

ดึง AI มาใช้ เพิ่มยอดบิลต่อการซื้อถึง 5%

จากกลยุทธ์การจัดหน้าร้านและการใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ทำให้ยอดขายต่อบิล (Ticket Size) พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 5% โดยขยับจากฐานเดิมที่ 2,000 บาท ขึ้นไปแตะระดับ 5,000 บาทต่อบิล

ทั้งนี้ในงวดครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 2,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในไตรมาส 2 เพียงไตรมาสเดียว มีรายได้รวม 1,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 12%

ภาพรวมผลการดำเนินงานสะท้อนถึงการบูรณาการ AI เข้ากับการบริหารร้านค้า การวางแผนสินค้า และการขยายฐานสมาชิกอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้า Mc JEANS ได้สะดวกยิ่งขึ้น เลือกสินค้าที่เหมาะสมกับรูปร่างและไลฟ์สไตล์ พร้อมรับประสบการณ์การซื้อที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Mc Jeans จะเป็น Tech Retail ส่ง AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า โชว์ยอดขายโต12% สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...