โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฎหมาย ศาสนา และอำนาจ: เมื่อ ‘ชารีอะห์’ เป็นใบอนุญาต ของความรุนแรงในครอบครัว

The Momentum

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 09.55 น. • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวว่า รัฐตาลีบันเห็นชอบประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ ชื่อเดมะฮะกูมูจาซาอีอุซุลนามา (De Mahakumu Jazaai Osulnama) ที่อนุญาตให้ ‘สามี’ สามารถทำร้ายร่างกาย ‘ภรรยาและลูก’ ได้ หากไม่มีบาดแผลเปิดหรือกระดูกหัก จากกฎหมายดังกล่าวคอลัมน์ Gender สัปดาห์นี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาทบทวน ‘กฎหมายที่เป็นเสมือนเครื่องอนุญาต’ ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง ให้ยังสามารถดำรงอยู่ และเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ

เริ่มจาก ‘ตาลีบัน’ (Taliban) หรือกลุ่มขบวนการทางศาสนา-การเมือง ของอิสลามิสต์ดิบันดี (Deobandi) และองค์กรทางทหารในอัฟกานิสถาน ได้กล่าวอ้างว่าตนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของอัฟกานิสถาน (Afganistan) ซึ่งเริ่มต้นจากการข้ายึดพื้นที่ประมาณร้อยละ 90 ของอัฟกานิสถาน ในปี 1998 แล้วเริ่มการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์

กฎหมายชารีอะห์ (Sharia/ Shari’ah) คือระบบยุติธรรมของศาสนาอิสลาม ที่อิงตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งรวมเนื้อหาทั้งซุนนะฮ์ (Sunnah) และฮะดีษ (Hadith) ซึ่งเป็นบันทึกตามคำพูด และการกระทำของศาสดามูฮัมหมัดหรือนบีมูฮัมหมัด ผู้เป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นทั้งผู้นำทางศาสนา สังคม และการเมืองของชาวอาหรับ

ส่งผลให้กฎหมายชารีอะห์มีความครอบคลุมมากกว่าการบังคับใช้ทางกฎหมาย เพราะเป็นประมวลข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ครอบคลุมวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลและสาธารณชนบนฐานของหลักนิติศาสตร์ (Jurisprudence) กล่าวคือการครอบคลุมตั้งแต่การปกครอง เศรษฐกิจ การบริหารธุรกิจ การธนาคาร การทำสัญญา การแก้ไขปัญหาทางสังคม การอนามัย ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว และหลักของความสัมพันธ์ทางเพศ

อย่างไรก็ตาม ในอดีตกลุ่มตาลีบัน เคยกล่าวถึงการเคารพตามสิทธิมนุษยชนแบบสากล ที่รวมถึงการมอบสิทธิสตรีให้มีความเท่าเทียมกัน แก่ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถาน เนื่องด้วยต้องการให้ได้รับการยอมรับในประชาคมโลก แต่ก็ได้เน้นย้ำว่าจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายชารีอะห์

ทั้งนี้ด้วยขอบเขตกฎหมายชารีอะห์ที่กว้าง และยังไม่ได้มีการกำหนดระดับความรุนแรงในการตีความบทลงโทษ ทำให้ประชาชนชาวอัฟกานิสถานมีบทลงโทษที่มีความรุนแรงจากการตีความโดยกฎหมายดังกล่าว อย่างการประหารหญิงที่คบชู้ ด้วยการขว้างหินใส่จนเสียชีวิต

แนวทางการตีความบทลงโทษนั้น มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์ ที่มีหน้าที่ในการให้คำวินิจฉัย เพื่อตัดสินคดีความ ตลอดจน เป็นแนวทางเพื่อการดำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหาทางศาสนา อันส่งผลให้ในแต่พื้นที่หรือชุมชน และในแต่ละประเทศ มีการตีความกฎหมายชารีอะห์ที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในสังคมชาวมุสลิมหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการลงโทษแบบชารีอะห์

เนื่องด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์สามารถใช้ดุลยพินิจ ในกรณีที่โทษเป็นคดีอาชญากรรมเป็นแบบตาซีร์ (Tazir) เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานไม่ได้ระบุบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากโทษฮุดูด (Hudud) ที่มีโทษสถานหนัก โดยได้กำหนดบทลงโทษที่ตายตัวไว้อยู่แล้ว อย่างเช่น การลักขโมย ที่โทษสูงสุดคือการถูกผู้พิพากษาศาลชารีอะห์สั่งลงทัณฑ์ให้ตัดมือผู้กระทำผิด

จากที่กล่าวข้างต้นว่า การตีความกฎหมายชารีอะห์ อาจแตกต่างกันออกไป ตามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชารีอะห์และตามพื้นที่ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ใช่เพียงประเทศอัฟกานิสถาน หรืออาณาจักรอิสลามอัฟกานิสถานเท่านั้น ที่ใช้งานกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มีอีกหลายประเทศ ที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือกำหนดให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ นำกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้

ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศอินโดนีเซีย ในจังหวัดอาเจะห์ (Aceh) ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่มีการกำหนดใช้กฎหมายชารีอะห์ เนื่องด้วยเป็นจังหวัดปกครองพิเศษ ที่มีความเคร่งครัดทางศาสนาอิสลาม โดยปัจจุบันยังคงมีการลงโทษตามแนวทางกฎหมายดังกล่าว อย่างเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026มีการลงโทษคู่รักชายหญิงด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยไม้หวาย 140 ครั้ง โดยแบ่งการลงโทษออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การเฆี่ยนหลัง 100 ครั้ง เหตุมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส และอีก 40 ครั้ง จากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเฆี่ยนตีที่มีจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ได้รับอำนาจการปกครองตนเอง เมื่อปี 2001

นอกจากการลงโทษจากการควบคุมการดำเนินชีวิตแล้ว กฎหมายชารีอะห์ยังมีความเข้มงวดอย่างเฉพาะเจาะจงต่อผู้ที่มีฐานะยากจน กล่าวคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะต่อผู้หญิง ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดต่อการแต่งกาย และการแสดงออกในที่สาธารณะ ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนใน ‘อัฟกานิสถาน’ จากการที่กลุ่มตาลีบันได้ประกาศใช้กฎหมายเพิ่มเติมในปี 2025 ที่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงพูดเสียงดังในที่สาธารณะ และแสดงใบหน้าเมื่ออยู่นอกบ้าน

เหตุของกฎหมายดังกล่าว เป็นเพราะว่ากระทรวงคุณธรรมหรือกระทรวงการส่งเสริมคุณธรรมและการป้องกันสิ่งเลวร้าย ภายใต้ผู้นำกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน เล็งเห็นว่า ‘เสียงของผู้หญิง’ เป็น ‘สิ่งเลวร้าย’ อันทำให้เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงในวัยผู้ใหญ่ออกจากบ้าน พวกเธอก็จะต้องปกปิดใบหน้าและร่างกาย ตลอดจนเสียงของพวกเธอ

รวมถึงการเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ล่าสุด อย่างการอนุญาตให้สามีสามารถทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกได้ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือ ‘ผู้หญิง’ หรือภรรยาที่อาจถูกทำร้ายร่างกายโดยสามีอย่างถูกกฎหมาย หากพวกเธอไม่มีแผลเปิดหรือไม่ได้กระดูกหัก และแม้ว่าจะเกิดเหตุน่าสลดดังกล่าว สามีก็จะถูกลงโทษสูงสุด เพียงแค่การจำคุก 15 วัน

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายชารีอะห์อีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ทาง ตาลีบันออกกฎหมายใหม่ควบคุมสังคม สามีตีภรรยาได้ไม่ผิด ถ้ากระดูกไม่หัก ล้อเลียนผู้นำจับเฆี่ยน 20 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มชาวมุสลิมมีการออกมาโต้แย้งถึงการนำเสนอเชิงลบต่อกฎหมายดังกล่าว เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าการอนุญาตให้สามีทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกได้นั้น มีหลักการพื้นฐานและลำดับขั้นของการแก้ไขปัญหารองรับอยู่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการครองเรือนตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม กล่าวคือเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือ ‘ความดื้อดึง’ ของภรรยา สามีจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการตักเตือน สู่การแยกที่นอน และการตี โดยได้อธิบายไว้ว่าเป็นการตีในระดับเบา หรือการใช้ไม้มิสวากหรือไม้ขัดฟันในการตี หรืออาจใช้แปรงสีฟัน ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้าย และมีเงื่อนไขในการขัดเกลา ไม่ใช่ความต้องการทำร้ายหรือระบายอารมณ์

ในขณะเดียวกันยังมีการกล่าวว่า ‘การตี’ เป็นเพียงการกระทำเชิงสัญญะ เพื่อ ‘เตือนสติ’ ภรรยาว่าปัญหาหรือความดื้อดึงได้ดำเนินมาถึงลำดับขั้นสุดท้ายแล้ว อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จากกฎหมายอาญาฉบับใหม่นั้น มีการเน้นย้ำว่า สามารถทำร้ายร่างกายได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้กระดูกหักหรือมีบาดแผลเปิด ซึ่งคงไกลไปกว่าการตีเพื่อเป็นสัญญะด้วยไม้ขัดฟันหรือแปรงสีฟัน

ถึงแม้ว่าการโต้แย้งดังกล่าว จะกล่าวถึงเหตุผลและหลักการ ที่มีการรองรับด้วยหลักทางศาสนา แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงการตั้งอยู่บน ‘ฐานคิดชายเป็นใหญ่’ (Androcentrism) หรือการตั้งให้ผู้ชายเป็นศูนย์กลางของบรรทัดฐาน และกำหนดให้ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกำกับ เฉกเช่น ‘ความดื้อดึง’ ของภรรยา ที่ถูกนิยามให้เป็นปัญหาของความสัมพันธ์ อันจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการควบคุมหรือการใช้อำนาจของสามี

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวในอัฟกานิสถานยังมีช่องว่างทางกฎหมายที่กว้างมาก จากการเปิดโอกาสให้สามีสามารถใช้ความรุนแรงได้อย่างไร้ซึ่งความผิด เพียงแค่อย่าให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏบนตัวภรรยา ที่ทำให้กฎหมายชารีอะห์อาจไม่ได้เป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้หญิงอย่างที่เคยกล่าวอ้าง แต่เป็นเพียงการรองรับอำนาจและสิทธิเหนือร่างกาย (Bodily Autonomy) ของผู้หญิง จากการลดทอนร่างกายของพวกเธอ ให้กลายเป็นสิ่งของที่สามีและรัฐมีอำนาจร่วมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายดังกล่าวยังเปรียบเสมือนการยอมรับความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) ด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ (Normalization of Violence) ให้การทำร้ายร่างกายนั้นเกิดขึ้นได้ จากการทำให้เส้นแบ่งของ ‘การสั่งสอน’ กับ ‘การทำร้าย’ เลือนรางลง แม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ต่อให้ไม่มีใครกระดูกหักหรือมีแผลเปิด จากการถูกทำร้ายโดยคนที่เป็นสามีหรือพ่อ ก็มีบาดแผลทางจิตใจและความหวาดกลัวที่อาจส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน

ต่อให้มีคำอธิบายเชิงศาสนาว่า ‘การตีเป็นเพียงสัญญะ’ หรือ ‘การตีคือทางเลือกสุดท้าย’ แต่เมื่อหลักการดังกล่าว ถูกบัญญัติเป็นกฎหมายอาญา และมาพร้อมเงื่อนไขที่เปิดช่องให้ใช้ความรุนแรงได้โดยชอบธรรม ก็ย่อมสะท้อนความไม่เท่าเทียมทางเพศในระดับโครงสร้าง

บทความนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดความเกลียดชังต่อศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะต่อชาวอัฟกานิสถาน แต่อยากตั้งคำถามต่อการตีความ และการใช้อำนาจทางกฎหมาย ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ‘ศาสนา’ อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อสืบทอด ‘อคติทางเพศต่อผู้หญิง’ อย่างชอบธรรมหรือไม่

ที่มา :

- https://themomentum.co/report-taliban-allows-domestic-violence/

- https://www.bbc.com/thai/international-58418849

- https://www.bbc.com/thai/international-58274103

- https://www.bbc.com/thai/articles/cgky85lk5r8o

- https://www.thairath.co.th/news/foreign/2910864

- https://www.the101.world/islamic-law-in-aceh/

- https://x.com/levyhammann/status/2024783758105411955

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...