"โสภณ" มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์
"โสภณ" มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์ แต่ต้องบนเนื้อหา ทุกฝ่ายยึดหลักสายกลาง - เชื่อ ขรก.ยึดกฎหมายเป็นหลักพิง หลังมีข่าวตีตกคำร้องสอบฮั้ว สว. 229 คน ขออย่ากังวล มีคดีอดีตนายกฯเป็นบทเรียน ทุกคดีว่าตาม กม.ยัน ภท.ไม่เกี่ยวฮั้วเลือก สว.
วันที่ 13 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ภายหลังพรรคภท.มีมติเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ตรงกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เขาถึงจะศรัทธาเรา อันไหนที่เขาไม่ศรัทธาก็อย่าไปทำ ภาพลักษณ์สำคัญที่สุด
เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฝ่ายค้านดูเหมือนจะเข้มแข็ง เพราะมีทั้ง 2 พรรค พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพรรคประชาชน(ปชน.)จะทำให้การควบคุมในสภาลำบากหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องเข้มแข็งบนเนื้อหา ประชาชนจะได้ประโยชน์ ยืนยันว่าตนควบคุมได้ เพราะทุกคน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายไหนเขาก็ต้องมีขีดจำกัดของความพอดี ใครที่ก้าวข้าม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง ประชาชนไม่เห็นด้วยหรอก สังคมบ้านเรา คนที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ออกมาพูด แต่คนที่เห็นด้วยจะนิ่งอย่างเดียว ซึ่งพวกนิ่งนี่แหละคือพลัง บางคนค้านอย่างเดียว ซึ่งคนที่จะออกมาคัดค้านให้มีน้ำหนักจะต้องมีต้นทุนด้วย ถ้าไม่มีต้นทุนแล้วเที่ยวไปด่าว่าใคร หรือไปปรามาสเขา สังคมก็จะมีพวกหนึ่งที่ชอบให้สังคมแตกแยก แล้วตัวเองจะมีความสุข
เมื่อถามว่า สภาครั้งนี้คาดว่าจะมีการนำค้อนออกมาใช้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน
ส่วนกรณีกระแสข่าวมติคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กกต.ตีตกคำร้องสอบฮั้ว สว. ชี้ 229 คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท. เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไป ว่า เป็นแหล่งข่าวไหม เพราะเท่าที่ตนดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าว เมื่อเป็นแหล่งข่าวคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท. มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตนขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้นตนเชื่อว่าเมื่อมีบทเรียนอย่างนี้แล้ว ข้าราชการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเขาต้องพึงระวังอยู่แล้ว เพราะมีกรณีตัวอย่าง
นายโสภณ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ความเห็นก็คือ ในยุคของการตรวจสอบทุกอย่างต้องตอบคำถามได้ ไม่ว่าจะตอบคำถามสังคมหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ ซึ่งตนว่าอย่าไปกังวลมาก เหมือนที่บอกว่า บุรีรัมย์กินรวบไหม ก็จะรู้ตอนนั้นไหมว่าพวกตนจะได้เสียงข้างมาก สว. เขาก็เดินไปตามวิธีของเขา และเมื่อพรรคภท.ได้เสียงข้างมาก พรรคก็เสนอตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมันก็มาบรรจบ บังเอิญกัน ไม่ใช่วางแผนมาก่อนว่าจะต้องกินรวบ ไม่ใช่อย่างนั้น
เมื่อถามย้ำว่า สังคมอาจจะมองว่าพอเป็นพรรคภท.อาจจะเงียบ แต่หากเป็นคดีของฝ่ายค้านก็อาจจะเดินหน้า นายโสภณ กล่าวว่า มันมีทั้งตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมา พอมาเป็นรัฐบาล เขาก็ยิ่งมีการตรวจสอบยิ่งขึ้น มันก็ย้อนกลับมาที่ถามตนว่า ถ้ามีประเด็นที่หน่วยงานที่เขาตัดสิน เราต้องเชื่อว่าเขาปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เขาก็ต้องมีผลต้องรับผิดชอบในกระบวนการ เพราะมันมีการตรวจสอบกันไปกันมาอยู่แล้ว มีตัวอย่างยกให้เห็นแล้วไง ฉะนั้น อยู่ที่ว่าถูกใจ ถูกต้อง ซึ่งบางทีถูกต้องแต่ไม่ถูกใจหรือไม่สะใจ ก็จะมีการชงขึ้นมาอีก ตนเรียนว่าในสภาวะวิกฤติของโลกครั้งนี้ ประเทศต้องการความรัก ไม่ใช่ต้องการความเกลียดชัง เราได้เห็นบางประเทศที่เขาสู้ ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงความรักของเขา
เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภท.นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าตนเป็นคนกำหนดได้ก็คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก
“โสภณ”ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯอำลาตำแหน่งรองนายกฯ ก่อนไปอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล พระพรหม รูปปั้นนรสิงห์จำลอง บนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิ ศาลตา ศาลยาย พร้อมบอกกับสื่อมวลชนว่า ได้อธิษฐานให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ บ้านเมืองปลอดภัย
จากนั้นนายโสภณ ได้ถ่ายภาพหน้าตึกไทยคู่ฟ้า รวมถึงถ่ายกับทีมงานและสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนเปิดเผยว่า ไปสภาฯ ตนไปมาลาไหว้ วันนี้เป็นวันที่ตนอำลาตำแหน่งรองนายกฯ ถ้าเป็นภาษาบ้านเราเรียกว่าจบสวย ทำไมถึงบอกว่าจบสวย เพราะตนได้ทำเรื่องตามอุดมการณ์ คือ เรื่องยาเสพติด ประชุมงบบูรณาการยาเสพติด และฝากการบ้านเรื่องยาเสพติด และตนได้บอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า อย่างไรตนก็ต้องไปอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ดี จะเป็นประธานสภาฯ หรือสส.ก็แล้วแต่ ถ้าเราได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็จะขับเคลื่อนเรื่องยาเสพติดต่อ ซึ่งหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลก็มีความสุข เพราะงานแก้ปัญหายาเสพติดที่เราเดินมายังได้เดินต่อในโครงการรวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการให้มันสำเร็จ เลยถือว่าจบสวย ซึ่งตนมีความภาคภูมิใจทำสิ่งที่ตนเองรัก