โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดับคาโรงพัก-ติดเตียงเพราะนึกว่าเมา! “เอก สายไหม” บุกสภาทนายฯ ช่วยเหยื่อละเลยการปฏิบัติหน้าที่

เดลินิวส์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“เอก สายไหมต้องรอด” พาครอบครัวผู้เสียหายขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย แฉพฤติการณ์เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยผู้ป่วยวิกฤติจนเกิดความสูญเสีย นายกสภาทนายความสั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 7 วัน เตรียมยื่นฟ้องแทนหากคดีไม่คืบหน้า ย้ำต่อให้เมาจริงก็ต้องส่งโรงพยาบาลก่อนอันดับแรก

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ผู้ก่อตั้งเพจ “สายไหมต้องรอด” ได้พาผู้เสียหาย 2 เคส เข้าขอความช่วยเหลือทางกฎหมายกับ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และ นายสมศักดิ์ อัจจิกุล เลขาธิการสภาทนายความ

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า เคสแรก น.ส.ชรินทร์รัตน์ อักษรศาสตร์ อายุ 39 ปี ได้ร้องเรียนผ่านเพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา สามีคือ นายธีระมิตร อายุ 42 ปี อาชีพขับรถส่งผลไม้ ป่วยหนักเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบขณะขับรถโดยไม่รู้ตัวมาก่อน จึงพยายามประคองรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมใช้สัญญาณมือ SOS แต่รถได้พุ่งชนรถจักรยานยนต์ภายในปั๊มได้รับความเสียหาย

เมื่อตำรวจมาถึง แทนที่จะรีบให้ความช่วยเหลือ กลับยืนดูเฉย ๆ เพราะเข้าใจว่าผู้ป่วยเมาสุรา อีกทั้งยังวิทยุเรียกสายตรวจมาจับผู้ป่วยใส่กุญแจมือ และนำตัวขึ้นท้ายรถกระบะไปโรงพัก ก่อนจะทราบภายหลังว่าอาการอยู่ในภาวะวิกฤติ จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการณ์ แพทย์แจ้งว่ามาถึงช้าเกินไปจนเส้นเลือดในสมองแตก ขณะนี้ยังคงนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องไอซียู

ส่วนอีกเคส นางสมาภรณ์ ป้องคำลา อายุ 52 ปี มารดาของ น.ส.วริศรา ป้องคำลา หรือ “น้องใบตอง” อายุ 23 ปี ผู้เสียชีวิตโดยไม่เป็นธรรม เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่าลูกสาวประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มจนได้รับบาดเจ็บภายใน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2568 เวลาประมาณ 02.00 น. บริเวณปากซอย 43/2 ขณะขี่รถกลับจากทำงานย่านสุขุมวิท ท่ามกลางฝนตกหนักและถนนลื่น

อย่างไรก็ตาม กู้ภัยมูลนิธิชื่อดังที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ กลับไม่พบบาดแผลภายนอกและได้กลิ่นสุรา จึงเข้าใจว่าผู้บาดเจ็บเมาสุรา และพาตัวส่งตำรวจที่ สน.พหลโยธิน โดยไม่ได้นำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ ผลชันสูตรพบว่าปอดและตับฉีกขาด และมีเลือดออกในช่องท้อง ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ กล่าวเน้นย้ำว่า กรณีของนายธีระมิตร ที่ สภ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา สามีผู้เสียหายพยายามแสดงสัญญาณ SOS แต่ตำรวจกลับใส่กุญแจมือคุมตัวไปโรงพักเพราะเข้าใจว่าเมาสุรา จนทำให้ต้องนอนติดเตียง ขณะที่เคสน้องใบตองที่เสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ ก็เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ

เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสาธารณะที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนทุกคน หากเจ้าหน้าที่เหมารวมว่าผู้บาดเจ็บเป็นคนเมาสุรา อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงอยากให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุควรนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรก

ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ระบุว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งกรณีที่ สภ.บางปะหัน และ สน.พหลโยธิน โดยจะติดตามความคืบหน้าของคดี รวมถึงตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต พร้อมฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยว่า หากพบผู้บาดเจ็บควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก

ขณะที่ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา กล่าวเสริมว่า แม้ผู้บาดเจ็บจะอยู่ในอาการเมาสุราจริง ก็จำเป็นต้องพาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลก่อน หากจะดำเนินคดีสามารถตรวจเลือดได้ที่โรงพยาบาล ไม่ควรปล่อยให้ล่าช้าจนเกิดการสูญเสีย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ควรมีความรู้เกี่ยวกับสัญญาณมือ SOS รวมถึงอาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เช่น อาการแขนขาอ่อนแรง โดยสภาทนายความจะตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในกรณีใด สภาทนายความพร้อมยื่นฟ้องคดีแทนทันที

ด้าน นางสมาภรณ์ มารดาของน้องใบตอง กล่าวด้วยความเสียใจว่า การที่ลูกสาวมาเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลประชาชนเสมือนญาติมิตร

ขณะที่ น.ส.ชรินทร์รัตน์ ภรรยาของนายธีระมิตร กล่าวทั้งน้ำตาว่า ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสื่อสารกับสามีเพียงฝ่ายเดียว เพราะสามีไม่สามารถหายใจเองได้และต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

“ตอนเกิดเหตุเขาพยายามขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกปล่อยให้นอนอยู่เหมือนไม่มีใครสนใจ อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน หากพบเหตุลักษณะเช่นนี้ขอให้ช่วยเหลือผู้ป่วยก่อน ตอนนี้สามีเหมือนตายทั้งเป็น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...