ดับคาโรงพัก-ติดเตียงเพราะนึกว่าเมา! “เอก สายไหม” บุกสภาทนายฯ ช่วยเหยื่อละเลยการปฏิบัติหน้าที่
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ผู้ก่อตั้งเพจ “สายไหมต้องรอด” ได้พาผู้เสียหาย 2 เคส เข้าขอความช่วยเหลือทางกฎหมายกับ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และ นายสมศักดิ์ อัจจิกุล เลขาธิการสภาทนายความ
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า เคสแรก น.ส.ชรินทร์รัตน์ อักษรศาสตร์ อายุ 39 ปี ได้ร้องเรียนผ่านเพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา สามีคือ นายธีระมิตร อายุ 42 ปี อาชีพขับรถส่งผลไม้ ป่วยหนักเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบขณะขับรถโดยไม่รู้ตัวมาก่อน จึงพยายามประคองรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมใช้สัญญาณมือ SOS แต่รถได้พุ่งชนรถจักรยานยนต์ภายในปั๊มได้รับความเสียหาย
เมื่อตำรวจมาถึง แทนที่จะรีบให้ความช่วยเหลือ กลับยืนดูเฉย ๆ เพราะเข้าใจว่าผู้ป่วยเมาสุรา อีกทั้งยังวิทยุเรียกสายตรวจมาจับผู้ป่วยใส่กุญแจมือ และนำตัวขึ้นท้ายรถกระบะไปโรงพัก ก่อนจะทราบภายหลังว่าอาการอยู่ในภาวะวิกฤติ จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการณ์ แพทย์แจ้งว่ามาถึงช้าเกินไปจนเส้นเลือดในสมองแตก ขณะนี้ยังคงนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องไอซียู
ส่วนอีกเคส นางสมาภรณ์ ป้องคำลา อายุ 52 ปี มารดาของ น.ส.วริศรา ป้องคำลา หรือ “น้องใบตอง” อายุ 23 ปี ผู้เสียชีวิตโดยไม่เป็นธรรม เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่าลูกสาวประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มจนได้รับบาดเจ็บภายใน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2568 เวลาประมาณ 02.00 น. บริเวณปากซอย 43/2 ขณะขี่รถกลับจากทำงานย่านสุขุมวิท ท่ามกลางฝนตกหนักและถนนลื่น
อย่างไรก็ตาม กู้ภัยมูลนิธิชื่อดังที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ กลับไม่พบบาดแผลภายนอกและได้กลิ่นสุรา จึงเข้าใจว่าผู้บาดเจ็บเมาสุรา และพาตัวส่งตำรวจที่ สน.พหลโยธิน โดยไม่ได้นำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ ผลชันสูตรพบว่าปอดและตับฉีกขาด และมีเลือดออกในช่องท้อง ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ กล่าวเน้นย้ำว่า กรณีของนายธีระมิตร ที่ สภ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา สามีผู้เสียหายพยายามแสดงสัญญาณ SOS แต่ตำรวจกลับใส่กุญแจมือคุมตัวไปโรงพักเพราะเข้าใจว่าเมาสุรา จนทำให้ต้องนอนติดเตียง ขณะที่เคสน้องใบตองที่เสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ ก็เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ
เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสาธารณะที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนทุกคน หากเจ้าหน้าที่เหมารวมว่าผู้บาดเจ็บเป็นคนเมาสุรา อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงอยากให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุควรนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรก
ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ระบุว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งกรณีที่ สภ.บางปะหัน และ สน.พหลโยธิน โดยจะติดตามความคืบหน้าของคดี รวมถึงตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต พร้อมฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยว่า หากพบผู้บาดเจ็บควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก
ขณะที่ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา กล่าวเสริมว่า แม้ผู้บาดเจ็บจะอยู่ในอาการเมาสุราจริง ก็จำเป็นต้องพาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลก่อน หากจะดำเนินคดีสามารถตรวจเลือดได้ที่โรงพยาบาล ไม่ควรปล่อยให้ล่าช้าจนเกิดการสูญเสีย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ควรมีความรู้เกี่ยวกับสัญญาณมือ SOS รวมถึงอาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เช่น อาการแขนขาอ่อนแรง โดยสภาทนายความจะตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในกรณีใด สภาทนายความพร้อมยื่นฟ้องคดีแทนทันที
ด้าน นางสมาภรณ์ มารดาของน้องใบตอง กล่าวด้วยความเสียใจว่า การที่ลูกสาวมาเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลประชาชนเสมือนญาติมิตร
ขณะที่ น.ส.ชรินทร์รัตน์ ภรรยาของนายธีระมิตร กล่าวทั้งน้ำตาว่า ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสื่อสารกับสามีเพียงฝ่ายเดียว เพราะสามีไม่สามารถหายใจเองได้และต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
“ตอนเกิดเหตุเขาพยายามขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกปล่อยให้นอนอยู่เหมือนไม่มีใครสนใจ อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน หากพบเหตุลักษณะเช่นนี้ขอให้ช่วยเหลือผู้ป่วยก่อน ตอนนี้สามีเหมือนตายทั้งเป็น”