Bitcoin ดิ่งต่ำสุดในปี 2026! รับแรงกดดัน ETF ไหลออก 2.9 พันล้านดอลลาร์ สวนทางตลาดหุ้นเทคฯ
สถานการณ์ ราคา Bitcoin เริ่มเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง โดยล่าสุดราคาได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 73,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันพุธ หลังจากที่พยายามปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 79,500 ดอลลาร์ได้เพียงชั่วคราวในวันอังคาร การปรับตัวลดลงในครั้งนี้มีความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการดิ่งลงของดัชนี Nasdaq ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากคาดการณ์ยอดขายที่อ่อนแอของบริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง AMD และตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง
ปริมาณการไหลสุทธิรายวันของBitcoin Spot ETF ที่มา: CoinGlass
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลคือ ตัวเลขการไหลออกของเงินทุนจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่สูงถึงกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 วันทำการที่ผ่านมา โดยมีค่าเฉลี่ยเงินไหลออกสุทธิอยู่ที่ 243 ล้านดอลลาร์ต่อวัน นับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับตอนที่ Bitcoin ถูกปฏิเสธราคาที่ระดับ 98,000 ดอลลาร์
การล้างพอร์ตมหาศาลและผลกระทบจากความล่าช้าของระบบ
การปรับฐานของราคา Bitcoin ลงมากว่า 26% ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ได้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ของนักเทรดที่เปิดสถานะ Long ด้วยเลเวอเรจสูงไปแล้วกว่า 3.25 พันล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่คือผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งใหญ่มูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งในขณะนั้นเกิดจากปัญหาทางเทคนิคของระบบฐานข้อมูลในกระดานเทรด Binance
ที่มา: X/ hosseeb
แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตจะไม่ได้ทำลายโครงสร้างตลาดอย่างถาวร แต่นักสร้างสภาพคล่อง (Market Makers) ยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการล้างพอร์ตในตลาดคริปโตไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รักษาเสถียรภาพตัวเองได้ดีเท่ากับตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่มีระบบ Circuit Breaker ช่วยระงับเหตุ
สัญญาณจากตลาด Options: ขาใหญ่ยังไม่มั่นใจจุดต่ำสุด
จากการตรวจสอบดัชนี Delta Skew ในตลาด Bitcoin Options พบว่าพุ่งสูงขึ้นถึง 13% ในวันพุธ ซึ่งเกินกว่าระดับปกติที่ 6% ไปมาก สัญญาณนี้สะท้อนว่านักเทรดมืออาชีพกำลังเร่งซื้อประกันความเสี่ยง (Put Options) เพราะยังไม่เชื่อมั่นว่าระดับราคา 72,100 ดอลลาร์จะเป็นจุดต่ำสุดที่แท้จริง
นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ตลาดยังถูกรบกวนด้วยข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ทั้งเรื่องการขาย Bitcoin มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งทาง Galaxy Digital ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว รวมถึงความกังวลเรื่องสภาพคล่องของ Binance หลังประสบปัญหาทางเทคนิคในการถอนเงินชั่วคราวเมื่อวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ข้อมูล On-chain ยืนยันว่าการฝากเหรียญที่ Binance ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค นักเทรดจำนวนมากจึงเลือกที่จะลดความเสี่ยงและออกจากตลาดไปก่อนในระยะนี้
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-price-drop-spot-etf-outflows
CME Group เอาจริง! เล็งออกเหรียญคริปโตตัวเอง พร้อมผนึก Google พัฒนาระบบชำระเงิน
CME Group ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ยักษ์ใหญ่จากชิคาโก กำลังพิจารณาแผนการเปิดตัวเหรียญดิจิทัล (Digital Token) ของตนเอง เพื่อยกระดับการนำสินทรัพย์ในรูปแบบ Token (Tokenized Assets) มาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) ในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเทอร์รี ดัฟฟี (Terry Duffy) ซีอีโอของบริษัทระบุว่าทางกลุ่มกำลังทบทวนรูปแบบของเงินประกัน (Margin) ในอนาคต รวมถึงแนวคิดการสร้างเหรียญที่ทำงานบนเครือข่ายกระจายศูนย์ (Decentralized Network) เพื่อให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้
ดัฟฟีให้ความเห็นว่า สินทรัพย์ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (Systemically Important Financial Institution) จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เล่นในตลาดได้มากกว่าเหรียญที่ออกโดยธนาคารขนาดรองลงมา ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการรุกคืบเข้าสู่เทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างจริงจังของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
ความร่วมมือกับ Google และการขยายพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัล
นอกเหนือจากการศึกษาเรื่องการออกเหรียญเองแล้ว CME Group ยังได้เริ่มนำร่องโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล (Asset Tokenization) ร่วมกับ Google Cloud ภายใต้ชื่อโครงการ Universal Ledger ซึ่งเริ่มประกาศความร่วมมือไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โครงการนี้จะเน้นไปที่ระบบการชำระเงินแบบขายส่ง (Wholesale Payments) และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
ปัจจุบัน CME Group ได้ขยายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:
- สัญญาฟิวเจอร์สใหม่: เตรียมเพิ่มสัญญาฟิวเจอร์สที่ผูกกับเหรียญ Cardano, Chainlink และ Stellar
- การรวมดัชนี: จับมือกับ Nasdaq เพื่อรวบรวมดัชนีราคาสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ชื่อ Nasdaq-CME Crypto Index
- การเทรด 24/7: มีแผนจะเปิดการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชันคริปโตตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงต้นปี 2026 นี้ (รอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล)
ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่ร่วมวง Token และ Stablecoin
ทิศทางของ CME Group สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ ที่เริ่มนำเทคโนโลยี Token มาใช้ในการชำระเงินและชำระบัญชี เช่น JPMorgan ที่เริ่มใช้ JPM Coin สำหรับการโยกย้ายเงินดอลลาร์ในระดับสถาบันผ่านเครือข่าย Base หรือ Bank of America ที่กำลังศึกษาการใช้ Stablecoin เพื่อปรับปรุงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนให้ทันสมัยขึ้น
ในขณะเดียวกัน Fidelity Investments ก็เตรียมเปิดตัวเหรียญ Stablecoin ที่มีดอลลาร์ค้ำประกันภายใต้ชื่อ Fidelity Digital Dollar (FIDD) ท่ามกลางการเติบโตของตลาด Stablecoin ทั่วโลกที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 3.05 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หลังจากการบังคับใช้กฎหมาย GENIUS Act เมื่อกลางปี 2025 ที่ผ่านมา
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cme-group-explores-proprietary-token
Fidelity เปิดตัว FIDD เหรียญ Stablecoin อิงดอลลาร์ ลุยตลาดรายย่อยและสถาบัน
Fidelity Investments ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์ระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัวเหรียญ Stablecoin ของตนเองภายใต้ชื่อ Fidelity Digital Dollar (FIDD) อย่างเป็นทางการ โดยเหรียญดังกล่าวจะเปิดให้ใช้งานได้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในเครือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Fidelity ในการขยายขอบเขตจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการลงทุนคริปโต สู่การเป็นผู้ออกเครื่องมือทางการเงินบนบล็อกเชน (Onchain Financial Instruments)
เหรียญ FIDD ถูกออกโดย Fidelity Digital Assets, National Association บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งผู้ใช้งานสามารถซื้อหรือแลกคืนเหรียญได้โดยตรงกับทาง Fidelity ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เสมอ โดยสามารถทำรายการผ่านแพลตฟอร์ม Fidelity Digital Assets, Fidelity Crypto และ Fidelity Crypto for Wealth Managers นอกจากนี้ ผู้ถือเหรียญยังสามารถโอน FIDD ไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินบน Ethereum Mainnet ใดก็ได้
ความเชื่อมั่นภายใต้กฎระเบียบและกฎหมาย GENIUS Act
การเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความชัดเจนด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการผ่านกฎหมาย GENIUS Act เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับรัฐบาลกลางสำหรับเหรียญ Stablecoin ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายสำหรับสถาบันการเงินดั้งเดิมที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดนี้
ไมค์ โอรีลี (Mike O’Reilly) ประธานของ Fidelity Digital Assets ระบุว่าการผ่านกฎหมายดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่ให้แนวทางในการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับการใช้ Stablecoin เพื่อการชำระเงิน ซึ่งทาง Fidelity เองก็ได้ใช้เวลาหลายปีในการวิจัยและสนับสนุนประโยชน์ของเหรียญที่มีเสถียรภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล
การแข่งขันในตลาด Stablecoin และแผนการจัดการสินทรัพย์สำรอง
สินทรัพย์สำรองที่ใช้ค้ำประกันเหรียญ FIDD จะถูกบริหารจัดการโดย Fidelity Management & Research เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความโปร่งใส การก้าวเข้าสู่ตลาดของ Fidelity เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันในกลุ่ม Stablecoin กำลังทวีความรุนแรง โดยบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินและธนาคารต่าง ๆ เริ่มมองว่าเหรียญประเภทนี้เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและประหยัดกว่าระบบการชำระเงินแบบเดิม
นอกจากนี้ การเปิดตัว FIDD ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลที่ Fidelity ดำเนินการมาอย่างยาวนาน รวมถึงบริการรับฝากสินทรัพย์ (Custody) และการเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เปิดให้สถาบันเข้าถึง Bitcoin ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่ทางการเงินกำลังเดินหน้าเชื่อมโยงโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับบล็อกเชนอย่างเต็มตัว
อ้างอิง : theblock.co
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/fidelity-launches-fidd-stablecoin-retail-institutional