โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Bitcoin ดิ่งต่ำสุดในปี 2026! รับแรงกดดัน ETF ไหลออก 2.9 พันล้านดอลลาร์ สวนทางตลาดหุ้นเทคฯ

ทันหุ้น

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 03.37 น.

สถานการณ์ ราคา Bitcoin เริ่มเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง โดยล่าสุดราคาได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 73,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันพุธ หลังจากที่พยายามปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 79,500 ดอลลาร์ได้เพียงชั่วคราวในวันอังคาร การปรับตัวลดลงในครั้งนี้มีความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการดิ่งลงของดัชนี Nasdaq ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากคาดการณ์ยอดขายที่อ่อนแอของบริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง AMD และตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง

ปริมาณการไหลสุทธิรายวันของBitcoin Spot ETF ที่มา: CoinGlass

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลคือ ตัวเลขการไหลออกของเงินทุนจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่สูงถึงกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 วันทำการที่ผ่านมา โดยมีค่าเฉลี่ยเงินไหลออกสุทธิอยู่ที่ 243 ล้านดอลลาร์ต่อวัน นับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับตอนที่ Bitcoin ถูกปฏิเสธราคาที่ระดับ 98,000 ดอลลาร์

การล้างพอร์ตมหาศาลและผลกระทบจากความล่าช้าของระบบ

การปรับฐานของราคา Bitcoin ลงมากว่า 26% ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ได้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ของนักเทรดที่เปิดสถานะ Long ด้วยเลเวอเรจสูงไปแล้วกว่า 3.25 พันล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่คือผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งใหญ่มูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งในขณะนั้นเกิดจากปัญหาทางเทคนิคของระบบฐานข้อมูลในกระดานเทรด Binance

ที่มา: X/ hosseeb

แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตจะไม่ได้ทำลายโครงสร้างตลาดอย่างถาวร แต่นักสร้างสภาพคล่อง (Market Makers) ยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการล้างพอร์ตในตลาดคริปโตไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รักษาเสถียรภาพตัวเองได้ดีเท่ากับตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่มีระบบ Circuit Breaker ช่วยระงับเหตุ

สัญญาณจากตลาด Options: ขาใหญ่ยังไม่มั่นใจจุดต่ำสุด

จากการตรวจสอบดัชนี Delta Skew ในตลาด Bitcoin Options พบว่าพุ่งสูงขึ้นถึง 13% ในวันพุธ ซึ่งเกินกว่าระดับปกติที่ 6% ไปมาก สัญญาณนี้สะท้อนว่านักเทรดมืออาชีพกำลังเร่งซื้อประกันความเสี่ยง (Put Options) เพราะยังไม่เชื่อมั่นว่าระดับราคา 72,100 ดอลลาร์จะเป็นจุดต่ำสุดที่แท้จริง

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ตลาดยังถูกรบกวนด้วยข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ทั้งเรื่องการขาย Bitcoin มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งทาง Galaxy Digital ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว รวมถึงความกังวลเรื่องสภาพคล่องของ Binance หลังประสบปัญหาทางเทคนิคในการถอนเงินชั่วคราวเมื่อวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ข้อมูล On-chain ยืนยันว่าการฝากเหรียญที่ Binance ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค นักเทรดจำนวนมากจึงเลือกที่จะลดความเสี่ยงและออกจากตลาดไปก่อนในระยะนี้

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-price-drop-spot-etf-outflows

CME Group เอาจริง! เล็งออกเหรียญคริปโตตัวเอง พร้อมผนึก Google พัฒนาระบบชำระเงิน

CME Group ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ยักษ์ใหญ่จากชิคาโก กำลังพิจารณาแผนการเปิดตัวเหรียญดิจิทัล (Digital Token) ของตนเอง เพื่อยกระดับการนำสินทรัพย์ในรูปแบบ Token (Tokenized Assets) มาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) ในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเทอร์รี ดัฟฟี (Terry Duffy) ซีอีโอของบริษัทระบุว่าทางกลุ่มกำลังทบทวนรูปแบบของเงินประกัน (Margin) ในอนาคต รวมถึงแนวคิดการสร้างเหรียญที่ทำงานบนเครือข่ายกระจายศูนย์ (Decentralized Network) เพื่อให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้

ดัฟฟีให้ความเห็นว่า สินทรัพย์ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (Systemically Important Financial Institution) จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เล่นในตลาดได้มากกว่าเหรียญที่ออกโดยธนาคารขนาดรองลงมา ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการรุกคืบเข้าสู่เทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างจริงจังของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม

ความร่วมมือกับ Google และการขยายพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัล

นอกเหนือจากการศึกษาเรื่องการออกเหรียญเองแล้ว CME Group ยังได้เริ่มนำร่องโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล (Asset Tokenization) ร่วมกับ Google Cloud ภายใต้ชื่อโครงการ Universal Ledger ซึ่งเริ่มประกาศความร่วมมือไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โครงการนี้จะเน้นไปที่ระบบการชำระเงินแบบขายส่ง (Wholesale Payments) และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

ปัจจุบัน CME Group ได้ขยายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:

  • สัญญาฟิวเจอร์สใหม่: เตรียมเพิ่มสัญญาฟิวเจอร์สที่ผูกกับเหรียญ Cardano, Chainlink และ Stellar
  • การรวมดัชนี: จับมือกับ Nasdaq เพื่อรวบรวมดัชนีราคาสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ชื่อ Nasdaq-CME Crypto Index
  • การเทรด 24/7: มีแผนจะเปิดการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชันคริปโตตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงต้นปี 2026 นี้ (รอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล)

ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่ร่วมวง Token และ Stablecoin

ทิศทางของ CME Group สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ ที่เริ่มนำเทคโนโลยี Token มาใช้ในการชำระเงินและชำระบัญชี เช่น JPMorgan ที่เริ่มใช้ JPM Coin สำหรับการโยกย้ายเงินดอลลาร์ในระดับสถาบันผ่านเครือข่าย Base หรือ Bank of America ที่กำลังศึกษาการใช้ Stablecoin เพื่อปรับปรุงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนให้ทันสมัยขึ้น

ในขณะเดียวกัน Fidelity Investments ก็เตรียมเปิดตัวเหรียญ Stablecoin ที่มีดอลลาร์ค้ำประกันภายใต้ชื่อ Fidelity Digital Dollar (FIDD) ท่ามกลางการเติบโตของตลาด Stablecoin ทั่วโลกที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 3.05 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หลังจากการบังคับใช้กฎหมาย GENIUS Act เมื่อกลางปี 2025 ที่ผ่านมา

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cme-group-explores-proprietary-token

Fidelity เปิดตัว FIDD เหรียญ Stablecoin อิงดอลลาร์ ลุยตลาดรายย่อยและสถาบัน

Fidelity Investments ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์ระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัวเหรียญ Stablecoin ของตนเองภายใต้ชื่อ Fidelity Digital Dollar (FIDD) อย่างเป็นทางการ โดยเหรียญดังกล่าวจะเปิดให้ใช้งานได้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในเครือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Fidelity ในการขยายขอบเขตจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการลงทุนคริปโต สู่การเป็นผู้ออกเครื่องมือทางการเงินบนบล็อกเชน (Onchain Financial Instruments)

เหรียญ FIDD ถูกออกโดย Fidelity Digital Assets, National Association บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งผู้ใช้งานสามารถซื้อหรือแลกคืนเหรียญได้โดยตรงกับทาง Fidelity ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เสมอ โดยสามารถทำรายการผ่านแพลตฟอร์ม Fidelity Digital Assets, Fidelity Crypto และ Fidelity Crypto for Wealth Managers นอกจากนี้ ผู้ถือเหรียญยังสามารถโอน FIDD ไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินบน Ethereum Mainnet ใดก็ได้

ความเชื่อมั่นภายใต้กฎระเบียบและกฎหมาย GENIUS Act

การเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความชัดเจนด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการผ่านกฎหมาย GENIUS Act เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับรัฐบาลกลางสำหรับเหรียญ Stablecoin ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายสำหรับสถาบันการเงินดั้งเดิมที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดนี้

ไมค์ โอรีลี (Mike O’Reilly) ประธานของ Fidelity Digital Assets ระบุว่าการผ่านกฎหมายดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่ให้แนวทางในการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับการใช้ Stablecoin เพื่อการชำระเงิน ซึ่งทาง Fidelity เองก็ได้ใช้เวลาหลายปีในการวิจัยและสนับสนุนประโยชน์ของเหรียญที่มีเสถียรภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล

การแข่งขันในตลาด Stablecoin และแผนการจัดการสินทรัพย์สำรอง

สินทรัพย์สำรองที่ใช้ค้ำประกันเหรียญ FIDD จะถูกบริหารจัดการโดย Fidelity Management & Research เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความโปร่งใส การก้าวเข้าสู่ตลาดของ Fidelity เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันในกลุ่ม Stablecoin กำลังทวีความรุนแรง โดยบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินและธนาคารต่าง ๆ เริ่มมองว่าเหรียญประเภทนี้เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและประหยัดกว่าระบบการชำระเงินแบบเดิม

นอกจากนี้ การเปิดตัว FIDD ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลที่ Fidelity ดำเนินการมาอย่างยาวนาน รวมถึงบริการรับฝากสินทรัพย์ (Custody) และการเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เปิดให้สถาบันเข้าถึง Bitcoin ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่ทางการเงินกำลังเดินหน้าเชื่อมโยงโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับบล็อกเชนอย่างเต็มตัว

อ้างอิง : theblock.co

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/fidelity-launches-fidd-stablecoin-retail-institutional

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...