เร่งหาทางออก "วิกฤตพลังงาน” นับถอยหลังไทยเหลือน้ำมัน 60 วัน หวั่น"สงครามตะวันออกกลาง" ยืดเยื้อ
เร่งหาทางออก “วิกฤตพลังงาน” นับถอยหลังไทยเหลือน้ำมัน 60 วัน หวั่นสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้อยู่ได้ราว 60 วันเท่านั้น คำถามสำคัญคือ หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือเลวร้ายถึงขั้นมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย และหลังจากนี้ทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงไกลตัว แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่อาจกระทบคนไทยทั้งประเทศ
ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง ไม่ได้สร้างแรงกดดันเฉพาะด้านความมั่นคง แต่ลุกลามสู่มิติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงานที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบครั้งนี้ได้ยาก ยิ่งเมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง แม้ยังไม่ถูกปิดอย่างเป็นทางการ แต่ความกังวลด้านความปลอดภัยก็อาจทำให้การขนส่งสะดุดได้ตลอดเวลา
ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน ระบุว่า สถานการณ์พลังงานโลกขณะนี้อยู่ในระดับที่ไทยต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะมีความผันผวนสูงและเปราะบางต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด ล่าสุดประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมกันประมาณ 60 วัน
ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ไทยมีน้ำมันคงเหลือทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 4,925 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน ขณะเดียวกันมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่นอีก 1,124 ล้านลิตร รวมเพียงพอต่อการใช้ประมาณ 23 วัน เมื่อรวมทั้งหมดจะมีปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,795 ล้านลิตร เทียบเท่าการใช้งานได้ราว 61 วัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบยังเดินหน้าได้ แต่ก็เป็นกรอบเวลาที่จำกัด หากวิกฤตยืดเยื้อเกินกว่านั้น แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นทันที
ด้านก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG แผนนำเข้าเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 4 ลำ ขณะนี้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว 2 ลำ อีก 2 ลำอยู่ระหว่างขนส่ง เบื้องต้นประเมินว่ายังไม่กระทบต่อปริมาณสำรอง แต่หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง ก็จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ
ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกปิดเต็มรูปแบบ แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูง เคลื่อนไหวเฉลี่ย 75–85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 7% จากช่วงก่อนหน้า หากจำเป็นต้องตรึงราคาขายปลีกในประเทศ ยังสามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าช่วยพยุงได้ โดยสถานะกองทุน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ยังเป็นบวก 2,459 ล้านบาท ถือเป็นกันชนสำคัญระยะสั้น
ในแผนระยะถัดไป ไทยเตรียมปรับแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ ลดความเสี่ยงจากการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยหันไปจัดซื้อจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและทวีปอเมริกา คาดว่าจะเริ่มจัดส่งได้ปลายเดือนเมษายนนี้ ขณะเดียวกันมีมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันเพื่อสำรองใช้ในประเทศ ยกเว้นให้ สปป.ลาว บางส่วน เนื่องจากไทยยังพึ่งพาพลังงานจากลาวเช่นกัน แต่จะเข้มงวดไม่ให้มีการส่งต่อไปประเทศที่สาม รวมถึงตรวจสอบป้องกันการกักตุนเกินความจำเป็น
ในส่วนของก๊าซหุงต้ม LPG รัฐบาลยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ สำหรับเดือนเมษายนจะบริหารจัดการผ่านโรงกลั่นและปิโตรเคมี พร้อมจัดหาจากแหล่งเพิ่มเติม เช่น Petronas ของมาเลเซีย ส่วน LNG ที่ไทยนำเข้าจาก กาตาร์ ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยง และได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา รวมถึงพิจารณาเลื่อนแผนซ่อมบำรุงบางส่วนเพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การจัดหา Spot LNG มีต้นทุนสูงกว่า อาจกระทบต่อราคา Pool Gas แต่กระทรวงพลังงานย้ำว่าจะบริหารไม่ให้กระทบปริมาณสำรองและราคาภายในประเทศมากเกินไป
ด้านไฟฟ้า ความต้องการใช้สูงสุดหรือ Peak คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 36,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายเดือนเมษายน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เตรียมบริหารเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มสัดส่วนผลิตจากพลังน้ำและถ่านหิน พร้อมงดหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในช่วงวิกฤต และขอความร่วมมือภาคเอกชนลดการใช้พลังงานเพื่อลดภาระนำเข้าเชื้อเพลิง
แม้ภาพในประเทศจะเป็นการ “ตั้งรับ” อย่างเต็มกำลัง แต่เมื่อมองออกไปยังตลาดโลก สถานการณ์ร้อนแรงยิ่งกว่า รายงานของ Reuters ระบุว่าราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลาม นักลงทุนกังวลว่าหากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หรือปิดเส้นทางเดินเรือ อุปทานน้ำมันโลกอาจหายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน
ในจังหวะเดียวกัน กลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สูงกว่าระดับเพิ่มก่อนหน้า 137,000 บาร์เรลต่อวัน ความพยายามคือสกัดราคาที่พุ่งแรงและรักษาเสถียรภาพตลาด แต่หลายฝ่ายยังไม่มั่นใจว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นจะเพียงพอ หากเกิดเหตุสะดุดรุนแรงในตะวันออกกลางจริง
นักวิเคราะห์บางสำนักประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก ซึ่งระดับดังกล่าวจะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลก เพราะต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และผู้บริโภคในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน ความผันผวนไม่ได้จำกัดแค่น้ำมัน ทองคำกลายเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก ในภาวะสงครามหรือความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนมักโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำโลกจึงปรับขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี 2569 และในประเทศไทย ราคาทองคำทะยานแตะระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำแล้ว ก่อนที่จะผันผวน ราคาหลุดและปรับขึ้นลงเป็นระยะๆ
สมาคมค้าทองคำยังส่งสัญญาณปรับเป้าราคาปีนี้จาก 90,000 บาท เป็น 100,000 บาทต่อบาททองคำ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยให้เหตุผลว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่อาจผ่อนคลาย จะเป็นแรงสนับสนุนระยะกลางถึงยาว การขยับเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดประเมินความเสี่ยงสูงกว่าปีก่อนมาก หลังปี 2568 ทองคำให้ผลตอบแทนกว่า 60% และปีนี้อาจมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ หากวิกฤตพลังงานซ้ำเติม
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของทองคำมีอีกด้านที่ต้องตระหนัก นั่นคือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย การที่เงินไหลเข้าสู่ทองคำจำนวนมาก สะท้อนว่านักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันหากต้นทุนพลังงานสูงยืดเยื้อ
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “เวลา” หากความตึงเครียดคลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ ตลาดอาจปรับฐานลงได้เร็วเช่นที่ผ่านมา แต่หากยืดเยื้อหลายเดือน ไทยจะต้องบริหารสำรองพลังงาน กองทุนน้ำมัน ต้นทุนไฟฟ้า และแรงกดดันเงินเฟ้อไปพร้อมกัน การนับถอยหลัง 60 วันจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือนให้เร่งหาทางออก ก่อนที่วิกฤตพลังงานจะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบในประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ทรัมป์จะส่งทหารเรือคุ้มกันเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศปิดเส้นทาง
- สงครามเผาโลก! ไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตคน แต่เร่งโลกร้อนหนักกว่าเดิม
- ชาวอิหร่านร่วมพิธีศพนักเรียนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล
- เจาะลึกบทบาทของ "AI" จากเทคโนโลยี สู่เครื่องมือสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ - อิหร่าน” ?
- OR ยังคงไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมัน ยืนยันมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ