ปรับตัวครั้งใหญ่! จีนลดเป้าจีดีพี ชูพัฒนานวัตกรรมไฮเทค สานแผน‘สีจิ้นผิง’สร้างพลังการผลิตใหม่ๆ
จีนประกาศเร่งลงทุนมโหฬารในอุตสาหกรรมไฮเทคและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ โดยถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับการเพิ่มพูนความมั่นคงของชาติและความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาที่รุนแรงขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีการลดเป้าหมายการเติบโตสำหรับปีปัจจุบันอยู่ที่ 4.5-5% และเพิ่มงบประมาณกลาโหม 7%
ระหว่างกล่าวรายงานกิจการรัฐบาลต่อรัฐสภาจีนในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้กล่าวยกย่องความสามารถของแดนมังกรในการยืนหยัดต้านทานการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯในปีที่ผ่านมา แต่สำทับว่า ระบบพหุภาคีและการค้าเสรีกำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรง พร้อมประกาศเพิ่มงบประมาณการทหาร 7% ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ วันพฤหัสฯ (5) เป็นวันแรกของการประชุมเต็มคณะของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (รัฐสภา) ของจีน ซึ่งปกติจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง
หลี่ยอมรับว่า มีความไม่สมดุล “อย่างสาหัสร้ายแรง” ระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ, ระหว่างความคาดหวังของตลาดที่ยังคงซบเซา กับความเสี่ยงที่ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องจากภาวะตกต่ำเรื้อรังในภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาวะหนี้สินสูงลิบของพวกรัฐบาลท้องถิ่น
ความท้าทายเหล่านี้ผลักดันให้ปักกิ่งต้องลดเป้าหมายการเติบโตของปีนี้ลงสู่ระดับ 4.5-5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี และลดลงจากระดับ 5% เมื่อปีที่แล้วซึ่งยังคงบรรลุเป้าหมายได้โดยที่สำคัญเนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวมากจนทำให้เกินดุลการค้าทำสถิติสูงสุดที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากรายงานของนายกฯหลี่แล้ว เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากในการประชุมวันพฤหัสฯ (5) ได้แก่ร่างแผนพัฒนาระยะ5 ปีฉบับใหม่ของจีนซึ่งเป็นฉบับที่ 15 แล้ว โดยที่ประชุมเต็มคณะของรัฐสภาจีนครั้งนี้มีกำหนดที่จะลงมติอนุมัติแผนการฉบับนี้ในตอนท้ายของการประชุม ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลางสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ร่างโรดแมปการพัฒนาของจีนช่วง 5 ปีข้างหน้าฉบับนี้ ระบุว่าการลงทุนเพื่อยกระดับนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ตลอดจนการเพิ่มการบริโภคของภาคครัวเรือนจะมีส่วนในอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถึงแม้เรื่องหลังนี้ยังมิได้มีการแจกแจงรายละเอียด
จากการลดเป้าหมายอัตราการเติบโต ควบคู่กับการเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและการส่งเสริมพวกอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้ ดูจะเป็นตอกย้ำเรื่องที่ปักกิ่งกำลังเดิมพันว่า การยกระดับด้านเทคโนโลยี --ไม่ใช่การบริโภคภายในประเทศ จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนา ถึงแม้ต้องเผชิญความกดดันด้านโครงสร้างมากขึ้นก็ตามที
เวลาเดียวกัน สงครามการค้ากับคณะบริหารของทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีอยู่ระยะหนึ่งที่เกิดการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้กันจนอยู่ในอัตราเลขสามหลัก ยังสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการมีฐานะครอบงำห่วงโซ่อุปทาน ว่าเป็นตัวทำให้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นมาก
เฟร็ด นิวแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียของเอชเอสบีซี ชี้ว่า ปักกิ่งยังคงโฟกัสที่การส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการลงทุนด้านไฮเทค ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะถูกกระตุ้นจากการแข่งขันกับอเมริกาเพื่อควบคุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ถึงแม้เรื่องนี้จะทำให้พวกผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากเท่ากับจีนจะต้องมีความก้าวหน้าชะลอลง ในเรื่องการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องถอยห่างจากการลงทุน แล้วหันไปเน้นที่การบริโภค
ปัจจุบันการลงทุนของจีนอยู่ที่ราวๆ 20%ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยอของโลก ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับน้อยกว่า 20% นิดหน่อย นี่เป็นโมเดลการพัฒนาที่ถูกฝ่ายตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการพัฒนาภายใต้การควบคุมของภาครัฐซึ่งขับเคลื่อนด้วยหนี้สิน และนำไปสู่ภาวะการผลิตล้นเกิน จุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ขณะสร้างความกดดันด้านเงินฝืดขึ้นภายในประเทศ
นิวแมนน์เสริมว่า ความท้าทายในเรื่องการปรับความสมดุลกันใหม่ซึ่งจีนกำลังเผชิญอยู่ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการบรรลุผล ดังนี้น การลดเป้าหมายอัตราเติบโตของปีนี้ลงมา ก็คือการยอมรับอย่างอ้อมๆ ในเรื่องนี้
ในอีกด้านหนึ่ง แผนระยะ 5 ปีฉบับใหม่ตั้งจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ “พวกอุตสาหกรรมแกนกลางทางระบบเศรษฐกิจดิจิทัล” มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับเท่ากับ 12.5% ของจีดีพี ขณะเดียวกันก็มีการออกนโยบายใหม่ๆ สำหรับการสร้างตลาดข้อมูลแบบบูรณาการกันในระดับชาติ รวมทั้งการจัดทำระบบสำหรับป้องกันความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงของเอไอ
เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการพัฒนา “พลังการผลิตใหม่ๆ” เพื่อนำพาจีนให้หลีกหนีจากกับดักของพวกประเทศรายได้ปานกลาง, รับมือแนวโน้มขาลงด้านประชากร, และเพิ่มพูนความมั่นคงแห่งชาติด้วยการสร้างเกราะป้องกันตัวจากมาตรการควบคุมการส่งออกของอเมริกา
ในแผนพัฒนาฉบับนี้ จีนยังประกาศสนับสนุนการพัฒนา “เพื่อทะลุทะลวงขึ้นสู่ระดับใหม่” ในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ กว้างขวางมาก ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ทางการเกษตร และชีวการแพทย์ ไปจนถึงพวกสาขาต่างๆ ของวิทยาศาสตร์ล้ำยุค อย่างเช่น การอินเตอร์เฟซกันระหว่างเครื่องจักรกับสมองมนุษย์ เวลาเดียวกัน พวกรัฐวิสาหกิจทั้งหลายก็ได้รับการกระตุ้นรบเร้าให้สร้างอุปสงค์ใหม่ๆ สำหรับรองรับเทคโนโลยีเมดอินไชน่า อย่างเช่น ในด้านเซมิคอนดักเตอร์ และโดรน
แผนระยะ 5 ปียังระบุถึงความทะเยอทะยานใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมที่จีนมีฐานะครอบงำอยู่แล้ว เช่น การเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกเท่าตัวภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่จีนก็มีสถานีชาร์จอีวีอยู่ประมาณ 85% ของทั่วโลก
ในส่วนเอไอ ปักกิ่งให้สัญญาว่า จะสร้างคลัสเตอร์คอมพิวติ้งระดับ “ไฮเปอร์สเกล” ซึ่งสนับสนุนด้วยกระแสไฟฟ้าที่ทั้งราคาถูกและมีให้ใช้กันอย่างอุดมสมบูรณ์
นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า การลดเป้าหมายอัตราการเติบโต เปิดทางให้ปักกิ่งสามารถทดลองการปรับปรุงแก้ไขภาวะการผลิตล้นเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดโรงงานบางแห่งและการปลดพนักงาน กระนั้นวิธีนี้อาจไม่ได้หมายความว่า จีนจะถอนตัวจากโมเดลการเติบโตที่มุ่งเน้นการผลิตโดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน การที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นโมฆะ และความคาดหวังว่า การพบปะระหว่างทรัมป์กับสีปลายเดือนนี้อาจช่วยฟื้นเสถียรภาพความสัมพันธ์สองประเทศในระยะเวลาอันสั้นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับความพยายามแก้ปัญหาภายในประเทศของจีน
(ที่มา: รอยเตอร์)
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO