โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทีดีอาร์ไอ ส่อง รถบรรทุกไฟฟ้า จุดชี้ชะตาโลจิสติกส์ไทยในเกมคาร์บอนต่ำ รถบรรทุก ถูกเปรียบเป็นกระดูกสันหลังของระบบเชื่อมทุกกิจกรรมเศรษฐกิจ

BTimes

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 15.07 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 08.15 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ในโลกคาร์บอนต่ำ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ “รถบรรทุกไฟฟ้า” จึงมีความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อรับมือกับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น

แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนให้ใช้รถบรรทุกไฟฟ้ามากขึ้น แต่กระนั้นสัดส่วนของรถบรรทุกไฟฟ้าในระบบขนส่งยังไม่ขยับอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ยังไม่ชัดเจน

แม้ต้นทุนพลังงานไฟฟ้าต่อกิโลเมตรต่ำกว่าดีเซลและแก๊ส แต่การตัดสินใจลงทุนต้องพิจารณาต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (TCO) และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อย่างครบถ้วน

ภายใต้สมมติฐานการใช้งานประมาณ 100,000 กิโลเมตรต่อปี 300 วันทำงานต่อปี เป็นเวลา 5 ปี พบว่า แม้รถไฟฟ้าจะประหยัดพลังงาน แต่มีราคาซื้อเริ่มต้นที่สูงกว่ารถสันดาปถึงเกือบ 2 ล้านบาทต่อคัน หรือคิดเป็น 1.5-2 เท่าของรถสันดาป ความไม่แน่นอนของราคาขายต่อ ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ ความสามารถในการบรรทุกที่ลดลงจากน้ำหนักแบตเตอรี่ และความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดการแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพ ทำให้ต้นทุนรวมในหลายกรณียังไม่ต่ำกว่ารถสันดาป โดยเฉพาะในงานขนส่งระยะไกลหรือบรรทุกเต็มพิกัด

นอกจากนี้ เมื่อเฉลี่ยมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนรวมต่อจำนวนเที่ยวที่วิ่งพบว่า ต้นทุนเฉลี่ยต่อเที่ยวของรถหัวลากไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2,700–2,900 บาทต่อรอบ ขณะที่รถดีเซลอยู่ที่ราว 1,600–1,700 บาทต่อรอบ และรถ LNG ราว 2,000 บาทต่อรอบ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในโครงสร้างต้นทุนปัจจุบัน รถหัวลาก/รถบรรทุกไฟฟ้ายังไม่สามารถแข่งขันได้โดยปราศจากมาตรการเสริมจากภาครัฐหรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติม

โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม

สถานีชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้าสาธารณะในปัจจุบันมีน้อยมาก อีกทั้งรถหัวลากไฟฟ้าไม่สามารถใช้สถานีชาร์จรถยนต์ทั่วไปได้ ต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูง พื้นที่ขนาดใหญ่ และระบบรองรับเฉพาะ หากผู้ประกอบการต้องลงทุนติดตั้งตู้ชาร์จขนาด 350 กิโลวัตต์หนึ่งจุดมีต้นทุนหลายล้านบาท และยังไม่รวมค่าอัปเกรดระบบไฟฟ้าภายในสถานประกอบการ

ในระดับประเทศ การชาร์จรถบรรทุกหลายคันพร้อมกันต้องใช้กำลังไฟฟ้าระดับเมกะวัตต์ หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า การอัปเกรดระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่อุตสาหกรรมจะมีต้นทุนสูง และใช้เวลานาน ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีจุดชาร์จสำหรับรถบรรทุกหนักที่ครอบคลุมในระดับเส้นทางหลัก

น้ำหนักบรรทุกที่หายไป ทำให้เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง

กฎเกณฑ์น้ำหนักรถรวมในปัจจุบันถูกออกแบบบนพื้นฐานของโครงสร้างรถเครื่องยนต์สันดาป และข้อจำกัดด้านการออกแบบ เมื่อเทคโนโลยีรถไฟฟ้ามีน้ำหนักแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ความสามารถในการบรรทุกต่อเที่ยวลดลงภายใต้กรอบกติกาเดิม ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังศึกษาแนวทางปรับสมดุล

จุดเริ่มต้นที่ใช่: เลือกกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Segmentation)

การเปลี่ยนผ่านไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ แต่ควรเริ่มจากกลุ่ม “Early Adopters” ที่มีความพร้อมเชิงกายภาพสูงสุด ได้แก่ การขนส่งที่มีเส้นทางแน่นอนและระยะทางคงที่ (Fixed Route / Back-to-base) เช่น รถรับ-ส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่าเรือ หรือการกระจายสินค้าในเมือง (Last-mile delivery) กลุ่มนี้สามารถบริหารจัดการจุดชาร์จภายในรอบการวิ่งได้ง่ายและได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านสถานีชาร์จสาธารณะน้อยที่สุด การสร้างความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในกลุ่มนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นก่อนขยายไปสู่การขนส่งระยะไกล

ทางออกเชิงระบบ: 4 หมุดหมายที่ต้องไปด้วยกัน

ประการแรก “อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (Supply Side & Localisation)” การเปลี่ยนผ่านสู่รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากประเทศไทยเป็นเพียงผู้นำเข้าและผู้ใช้เทคโนโลยี รถบรรทุกไฟฟ้าอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของระบบโลจิสติกส์ แต่ไม่ก่อให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศ

รัฐจึงต้องออกแบบนโยบายควบคู่กันสองด้าน (1) เร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น ระยะวิ่งต่อการชาร์จ น้ำหนักแบตเตอรี่ ระบบจัดการพลังงาน และความทนทานต่อการใช้งานหนัก และ (2) ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ (localisation) ทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมกำลัง ระบบจัดการความร้อน และซอฟต์แวร์

บทเรียนจากรถยนต์นั่งไฟฟ้าในหลายประเทศสะท้อนว่า มาตรการสนับสนุนฝั่งอุปสงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีเงื่อนไขด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ การเปลี่ยนผ่านจะสร้างการพึ่งพาการนำเข้า มากกว่าการสร้าง ecosystem ภายในประเทศ ดังนั้น นโยบายรถบรรทุกไฟฟ้าควรถูกออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงมาตรการสิ่งแวดล้อม

ประการที่สอง “ต้องมีเครื่องมือสนับสนุนและต้องสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ” ที่ผ่านมา รัฐสนับสนุนรถยนต์นั่งไฟฟ้าอย่างจริงจังผ่านมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ทั้งเงินอุดหนุนโดยตรง การลดภาษีสรรพสามิต และเงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเร่งยอดขาย แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตั้งฐานการผลิตและการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในทางกลับกัน สำหรับรถบรรทุกและรถหัวลากไฟฟ้า ปัจจุบันมีเพียงสิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมติของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ที่อนุญาตให้นำมูลค่ารถไปหักภาษีได้ 2 เท่าสำหรับรถที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ และ 1.5 เท่าสำหรับรถนำเข้า แม้มาตรการนี้เป็นสัญญาณเชิงบวก แต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะมีผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อกิจการมีกำไรเพียงพอ หากผู้ประกอบการมีอัตรากำไรต่ำหรือกระแสเงินสดจำกัด แรงจูงใจดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเร่งการลงทุนได้จริง

การนำบทเรียนจาก EV3.0 และ EV3.5 มาปรับใช้กับรถบรรทุกไฟฟ้า จึงควรพิจารณาแรงจูงใจที่มีขนาดเพียงพอในช่วงเริ่มต้น ควบคู่กับเครื่องมือทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลดภาระกระแสเงินสดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย

ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนควรถูกผูกกับเงื่อนไขด้าน localisation อย่างชัดเจน เพื่อให้การสร้างตลาดนำไปสู่การสร้างฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดนำเข้า

ประการที่สาม “โครงสร้างพื้นฐาน (Charging, Swapping, and Infrastructures)” การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและสถานีชาร์จสำหรับรถบรรทุกหนักต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานและแผนคมนาคมระดับประเทศ ไม่ปล่อยให้การลงทุนกระจัดกระจาย การกำหนดพื้นที่นำร่องหรือเส้นทางยุทธศาสตร์ (Green Logistic Corridors) อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เช่น เริ่มจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น EEC หรือเส้นทางท่าเรือ ซึ่งมีรูปแบบการวิ่งชัดเจนและจัดการโครงข่ายไฟฟ้าได้ง่าย

อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือรูปแบบการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) สำหรับรถบรรทุกหนัก ซึ่งช่วยลดเวลาหยุดรถและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนยานพาหนะ อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูง และต้องมีมาตรฐานแบตเตอรี่ที่เป็นเอกภาพ มิฉะนั้น ความเสี่ยงในการลงทุนจะตกอยู่กับผู้ให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่ การพิจารณารูปแบบนี้จึงต้องชัดเจนว่าเป็นโมเดลเชิงพื้นที่ เช่น ภายในท่าเรือหรือเขตอุตสาหกรรม ไม่ใช่การขยายทั่วประเทศโดยไม่มีแผนมาตรฐานรองรับ

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการชาร์จกำลังสูง กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งการชาร์จระดับเมกะวัตต์ (Megawatt Charging System: MCS) และการเพิ่มอัตราการชาร์จ (C-rate) เพื่อย่นระยะเวลาการชาร์จลงอย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีเหล่านี้อาจลดความจำเป็นของระบบสลับแบตเตอรี่ในบางบริบทได้

ท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ควรเลือกชาร์จหรือสลับแบตเตอรี่” แต่คือ “พื้นที่ใดเหมาะกับโมเดลใด” และภาครัฐมีความสามารถเพียงใดในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมและรูปแบบการขนส่งของประเทศ

ประการที่สี่ “กติกาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง (Weight Regulation)” ภาครัฐควรทบทวนกฎเกณฑ์ชั่วคราวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ตัวอย่างเช่น ในสหภาพยุโรปและอังกฤษ มีการอนุญาตให้รถบรรทุกไฟฟ้ามีน้ำหนักรถรวมเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 1–2 ตัน และกำลังพิจารณาร่างเพิ่มเป็น 4 ตัน เพื่อชดเชยน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มากกว่ารถสันดาป มาตรการดังกล่าวช่วยรักษาความสามารถในการบรรทุกต่อเที่ยวของผู้ประกอบการ และลดความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การพิจารณามาตรการลักษณะนี้ต้องอยู่บนฐานข้อมูล ด้านความปลอดภัย วิศวกรรมถนน และผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแรงผลักดันทางเทคโนโลยี เพื่อให้การส่งเสริมรถไฟฟ้าไม่สร้างต้นทุนแฝงให้กับระบบคมนาคมโดยรวม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...