โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐบาล ตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินตะวันออกกลาง แจ้งมาตรการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และช่องทางติดต่อหน่วยงานราชการ

สวพ.FM91

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาล ตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินตะวันออกกลาง แจ้งมาตรการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และช่องทางติดต่อหน่วยงานราชการ ยืนยันคนไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ พร้อมอำนวยความสะดวกนำคนไทยออกจากพื้นที่ ด้านกระทรวงพลังงานยืนยันสำรองน้ำมันเพียงพอ เกาะติดราคาพลังงาน ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวเตรียมมาตรการช่วยนักท่องเที่ยวและยกเว้นค่าปรับ Overstay ชั่วคราว

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงการต่างประเทศ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง (Joint Press Center on the Emergency Situation in the Middle East, Ministry of Foreign Affairs, Thailand) จัดแถลงข่าวโดยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

1. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
2. นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ
3. นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โดยรักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงที่มาของศูนย์แถลงข่าวฯ ว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และมีข้อสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบการสื่อสารสถานการณ์ต่อประชาชน กระทรวงจึงจัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางขึ้น เพื่อสื่อสารสถานการณ์ ช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ และชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ซึ่งการแถลงข่าวในวันนี้เป็นครั้งแรกของศูนย์ โดยเริ่มแถลงเวลา 18.10 น. สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศและสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ มีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง อิสราเอลยังดำเนินการโจมตีในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน และบาดเจ็บหลายร้อยคน รัฐบาลประกาศให้อพยพทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่เป็นชาวสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บของคนไทย นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีในประเทศอื่น ๆ เช่น คูเวต

ในระดับอาเซียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอาเซียนออกแถลงการณ์ว่า ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่มีต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก เรียกร้องให้ยุติการเป็นปรปักษ์ ใช้ความยับยั้งชั่งใจ แก้ไขข้อขัดแย้งด้วยวิธีสันติ และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎหมายขององค์การสหประชาชาติ พร้อมยืนยันคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียน

สำหรับคนไทย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยในพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของหน่วยงานเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือคนไทย กระทรวงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยแต่ละประเทศมีความจำเป็นและข้อจำกัดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถของรัฐบาลท้องถิ่น ในลำดับแรกกระทรวงให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดยได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว สำหรับกรณีรองลงไป สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่พร้อมอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยเดินทางออกนอกประเทศ

รายละเอียดตามประเทศ ดังนี้

- อิหร่าน: สถานทูตรายงานว่ามีการจัดนำคนไทยออกเป็นรอบ โดยรอบแรกกำหนดวันที่ 7 มีนาคม (ผู้ประสงค์ต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 5 มีนาคม) และรอบที่สองวันที่ 10 มีนาคม (ลงทะเบียนภายในวันที่ 8 มีนาคม) จึงขอให้คนไทยในพื้นที่ลงทะเบียนเพื่อความปลอดภัย ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสองรอบรวม 100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและแรงงาน หากต้องการลงทะเบียนเพิ่มเติม กรุณาติดต่อสถานทูตผ่านฮอตไลน์โดยเร็วที่สุด สถานเอกอัครราชทูตจะประสานงานด้านเอกสาร เช่น Exit Visa และออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินกรณีหนังสือเดินทางหมดอายุ
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี อำนวยความสะดวกให้คนไทยที่ตกค้างทั้งหมด 63 คน โดยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางกลับประเทศไทยเรียบร้อยเมื่อเช้านี้ ขณะนี้ยังคงเหลือตกค้าง 1 คน ซึ่งมีแผนเดินทางไปประเทศอื่น ส่วนที่ดูไบ ได้อำนวยความสะดวกให้นักเรียนและผู้ปกครอง 30 คนเดินทางกลับโดยสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งถึงประเทศไทยแล้วในช่วงเย็น สายการบินของ UAE ให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่ตกค้างเป็นลำดับแรก สถานกงสุลใหญ่จะประสานงานกับสายการบินเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ยังตกค้างต่อไป
- บาห์เรน: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกกรณีต้องเดินทางผ่านไปยังซาอุดีอาระเบีย โดยวันนี้ได้อำนวยความสะดวกให้กลุ่มแรกจำนวน 9 คน เดินทางเข้าสู่ซาอุดีอาระเบียเรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
- กาตาร์: น่านฟ้ายังคงถูกจำกัด ส่งผลให้สายการบินไม่สามารถให้บริการตามปกติ รัฐบาลยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขณะนี้สถานทูตติดต่อคนไทยได้แล้ว 43 คน จากทั้งหมด 46 คน เจ้าหน้าที่ได้ออกไปดูแลคนไทยตามโรงแรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยังมีขวัญกำลังใจดี และสถานทูตกำลังเร่งประสานจัดหาเที่ยวบินให้คนไทยที่ประสงค์เดินทางออกในโอกาสแรก
- จอร์แดน: สถานทูตแจ้งว่ามีคนไทยตกค้าง 13 คน โดยได้อำนวยความสะดวกให้ 2 คนเดินทางออกไปเรียบร้อย ส่วนที่เหลือ 11 คน เป็นนักท่องเที่ยวมาจากอิสราเอลเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน จะเดินทางจากจอร์แดนโดยสายการบิน Royal Jordanian ในวันที่ 7 มีนาคม
- อิรัก: สถานทูตได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยตกค้างเดินทางออกจากพื้นที่ บางส่วนอยู่ระหว่างรอเปิดน่านฟ้า ขณะนี้มีคนไทยตกค้างประมาณ 20 คน ซึ่งกลุ่มหนึ่งแจ้งว่าจะยังอยู่ในพื้นที่ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการบิน หากน่านฟ้าไม่เปิด อาจใช้ช่องทางเดินทางทางบกหรือช่องทางอื่นต่อไป
- โอมานและเยเมน: สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงดามัสกัสรายงานว่า ได้ติดต่อและให้คำแนะนำแก่คนไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และได้ให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศอื่นเป็นบางส่วนแล้ว

นอกจากนี้ ยังขอชี้แจงประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งอาจมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ข่าวว่าประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาในกรอบอินโด-แปซิฟิกที่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ไทย ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขัดต่อแนวนโยบายของประเทศไทย ประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้ความขัดแย้งยุติโดยเร็ว เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชน จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการก่อนเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศ

ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อการผลิตน้ำมัน โดยปริมาณน้ำมันที่ส่งออกจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งออกทั่วโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในส่วนของการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลและกระทรวงพลังงานมีมาตรการเพื่อช่วยดูแลพี่น้องประชาชนไม่ให้เกิดความขาดแคลนด้านน้ำมัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศประมาณ 62 วัน ซึ่งเป็นสำรองในกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันได้ตามปกติ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดหาน้ำมันของไทยมาจากตะวันออกกลาง และอีกเกือบครึ่งหนึ่งมาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง ดังนั้นการจัดหาน้ำมันยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมยังมีการจัดหาน้ำมันเข้ามาได้ตามปกติ จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ในส่วนของการดูแลด้านราคาน้ำมัน เนื่องจากไทยต้องจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม และปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพลังงานได้เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้ปรับเพิ่ม และกระทรวงพลังงานจะดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ในช่วง 15 วันข้างหน้า ดังนั้นขอให้ประชาชนคลายความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันหรือการขาดแคลนน้ำมัน

นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่นิ่งนอนใจต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย อันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการยกเลิกเที่ยวบินในบางเส้นทาง โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กรมท่าอากาศยาน และสายการบินต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และวิกฤติด้านการท่องเที่ยว เพื่อเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูและมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในเชิงพื้นที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในจังหวัดสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางจำนวนมาก อาทิ ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เพื่อประสานงานและให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ที่มีแผนเดินทางต่อไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับมาตรการด้านการพำนักของชาวต่างชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ออกแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่
1. กรณีประสงค์เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ชาวต่างชาติที่พำนักเกินกำหนด (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา จะได้รับการยกเว้นค่าปรับ หากเดินทางออกจากประเทศไทย
2. กรณีขออยู่ต่อชั่วคราว ผู้ประสงค์พำนักต่อสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไทย โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอยู่ต่อ ซึ่งจะพิจารณาอนุญาตครั้งละไม่เกิน 30 วัน

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร. 1178 สายด่วนการท่องเที่ยว 1672 และสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่า ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และเปรียบเสมือน “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...