โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สวยประหาร! จับฆาตกรต่อเนื่องสาวแดนกิมจิ พบหลักฐานใช้แชตจีพีทีหาข้อมูลวางแผนสังหาร

เดลินิวส์

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
สาวสวยวัย 21 ปีโดนจับกุมและถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรมชายหนุ่มอย่างน้อย 2 ราย โดยการใช้แชตจีพีทีค้นหาข้อมูลเพื่อใช้ในการสังหาร

ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว เกิดเหตุสะเทือนขวัญในเกาหลีใต้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหญิงสาววัย 21 ปีรายหนึ่งโดยเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าก่อเหตุฆาตกรรมชายหนุ่ม 2 ราย โดยอาศัยข้อมูลที่เธอ “สอบถาม” จากโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ “แชตจีพีที” มาใช้

รายงานระบุว่า ผู้ต้องสงสัยสาวสวยรายนี้ใช้แอปดังกล่าวเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ากับยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท จากนั้น ก็ใช้วิธีดังกล่าว โดยเธอผสมยาในปริมาณที่เป็นอันตรายลงในเครื่องดื่มของชายที่ตกเป็นเป้าหมายอย่างน้อย 3 คน ส่งผลให้มีชายหนุ่ม 2 ใน 3 รายเสียชีวิต ส่วนอาการของคนที่เหลือนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต

ผู้ต้องสงสัยซึ่งรายงานข่าวระบุเพียงชื่อสกุลว่า “คิม” โดนจับกุมตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังจากภาพจากกล้องวงจรเผยให้เห็นว่าเธอเดินเข้าไปในโรงแรมหลายแห่งในเขตคังบุกของกรุงโซลพร้อมกับผู้ชายสองคนในต่างวาระกัน แต่ตอนเดินออกมา กลับมีเธอเพียงคนเดียว และต่อมาก็พบเหยื่อเสียชีวิตภายในห้องพัก โดยตรวจพบยานอนหลับปริมาณสูงในร่างกาย

ตำรวจชี้ว่า คิมลงมือก่อเหตุครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 โดยมีผู้พบเห็นคิมเดินเข้าไปในโรงแรมพร้อมกับชายวัย 20 ปีเศษ และออกจากโรงแรมเพียงลำพังในอีกสองชั่วโมงต่อมา ต่อมา ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เธอก็ลงมือเป็นครั้งที่ 2 โดยไปเช็คอินที่โรงแรมอีกแห่งพร้อมกับชายหนุ่มอีกคน ซึ่งเหยื่อทั้งสองรายถูกพบเป็นศพหลังจากนั้น

รายงานข่าวระบุว่า คิมยอมรับสารภาพว่าได้ผสมยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ที่ได้มาตามใบสั่งแพทย์ลงในเครื่องดื่มของเหยื่อทั้งสองจริง แต่เธออ้างว่า ไม่ทราบว่ายานั้นจะทำให้ถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม ตำรวจพบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเธอมีเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน

จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องสงสัยรายนี้ พนักงานสอบสวนพบว่าเธอได้ใช้ “แชตจีพีที” ตอบคำถามที่น่าสงสัยหลายข้อ เช่น “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ากินยานอนหลับพร้อมกับแอลกอฮอล์?”, “ต้องกินปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเป็นอันตราย?” และ “มันสามารถฆ่าคนได้มั้ย?” โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เธอนำคำตอบที่ได้มาใช้ในการวางแผนฆาตกรรม

นอกจากนี้ ตำรวจยังสืบรู้อีกว่า คิมพยายามก่อเหตุสังหารเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเธอแอบใส่ยาลงในเครื่องดื่มของแฟนหนุ่มของเธอในขณะนั้นที่ลานจอดรถของคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองนัมยังจู ส่งผลให้เขาหมดสติ

หลักฐานบ่งชี้ว่าหญิงสาวรายนี้ใช้การลงมือกับแฟนหนุ่มเป็น “การทดลอง” และได้เพิ่มปริมาณยาเบนโซไดอะซีปีนเป็นสองเท่าในครั้งต่อๆ มา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอพยายามจะสังหารเหยื่อ

คดีของคิมกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่างรุมประณามการกระทำของเธอ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้นำภาพถ่ายของเธอมาเผยแพร่ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย ความสวยของเธอกลับทำให้เกิดกระแสใหม่และดูเหมือนกลุ่มคนที่เคยวิจารณ์เธออย่างดุเดือดบางส่วนเกิดเปลี่ยนใจ

หลังจากมีการเผยแพร่โพสต์ดังกล่าว ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมของคิมพุ่งสูงขึ้นจาก 265 คน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นมากกว่า 9,000 คน และมีผู้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นมากกว่า 2,000 รายการ ในรูปภาพเก่าๆ ของเธอภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน

รายงานข่าวยังระบุว่า ในวันที่เหยื่อรายที่ 2 เสียชีวิต คิมได้โพสต์ภาพเซลฟี่ลงในบัญชีอินสตาแกรมของเธอ ชาวเน็ตที่ “เปลี่ยนข้าง” หลายคนแสดงความเห็นในเชิงปกป้องเธอเพราะรูปร่างหน้าตาของคิม เช่น “เธอเป็นผู้บริสุทธิ์”, “ลดโทษให้เธอเถอะ” และ “ฉันอยู่ข้างคุณ”

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “อาการคลั่งไคล้อาชญากร” (Hybristophilia) ซึ่งเป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่หมายถึง สภาวะหลงใหลบุคคลที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงหรือพบว่าคนเหล่านี้น่าดึงดูดใจ

ชินซองมัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮันดง โกลบอล กล่าวว่า คนบางกลุ่มอาจรู้สึกอิจฉาผู้ที่ก่ออาชญากรรม รวมถึงอำนาจที่คนเหล่านั้นดูเหมือนจะครอบครองอยู่

ด้านตำรวจได้ดำเนินการประเมินสภาวะทางจิตของคิมและได้ข้อสรุปในวันนี้ (4 มี.ค. 2569) ว่า เธอมีภาวะผิดปกติทางจิตใจแบบไซโคพาธ (Psychopath) กล่าวคือมีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมอย่างสุดโต่ง ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ทางสังคม ไม่รู้จักการสำนึกผิด มีพฤติกรรมก้าวร้าวและมักลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรม

ที่มาและเครดิตภาพ : odditycentral.com, koreaherald.com, thekoreatimes_official

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...