วิกฤตพลังงานส่อปะทุ หลังซาอุสั่งปิดโรงกลั่นราส ทานูรา หลังถูกโดรนของอิหร่านโจมตี
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียอย่าง Saudi Aramco สั่ง “ปิดชั่วคราว” โรงกลั่นราส ทานูรา หลังถูกโดรนของอิหร่านโจมตี ถือเป็นวันที่ 3 ของการยกระดับปฏิบัติการตอบโต้ในภูมิภาค
โรงกลั่นแห่งนี้ตั้งอยู่ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย มีกำลังการผลิต 550,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd) และยังเป็นท่าเรือส่งออกสำคัญของซาอุฯ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของโครงสร้างพลังงานตะวันออกกลาง
ความเสียหาย
ตรวจพบโดรน 2 ลำถูกสกัดกั้น
เศษซากทำให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อย
ไม่มีผู้บาดเจ็บ
ทางการย้ำว่าสถานการณ์ควบคุมได้แล้ว
ผลกระทบที่โลกจับตา: Strait of Hormuz
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่โรงกลั่น แต่คือ “ความเชื่อมั่นด้านอุปทาน” เพราะเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลก แทบหยุดชะงัก หลังมีรายงานเรือถูกโจมตีเมื่อ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา
ถ้าจุดนี้สะดุดยาว ราคาน้ำมันโลกมีสิทธิ์ผันผวนแรงทันที
มุมวิเคราะห์ความเสี่ยง
นักวิเคราะห์จากบริษัทข่าวกรองความเสี่ยง Verisk Maplecroft มองว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็น “การยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ” เพราะเป้าหมายขยับมาที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโดยตรง และอาจผลักดันให้ประเทศอ่าวเปอร์เซียเข้าใกล้การร่วมปฏิบัติการทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอลมากขึ้น
พื้นที่อื่นที่โดนด้วย
มีรายงานการโจมตีหรือภัยคุกคามในหลายเมืองสำคัญ เช่น
Abu Dhabi
Dubai
Doha
Manama
รวมถึงท่าเรือพาณิชย์ดูคมของโอมาน
ขณะที่ภูมิภาคเคอร์ดิสถานของอิรัก ซึ่งส่งออกน้ำมันราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน ไปตุรกี ก็สั่งปิดการผลิตชั่วคราวเช่นกัน