โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สิงห์ เอสเตท เผยปี 68 รายได้ประจำหนุน ทำกำไรปกติสูงเป็นประวัติการณ์ 531 ล้านบาท

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สิงห์ เอสเตท รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ชูกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) 3,649 ล้านบาท โชว์อัตราการทำกำไรอย่างมีคุณภาพที่ระดับ 26%

วันที่ 2 มี.ค. 2569 นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่าบริษัทในฐานะผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 บริษัทมีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 13,988 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจรายได้ประจำ ที่ประมาณ 80% และสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ 20% ทั้งนี้แม้ว่าบริษัทรับรู้ขาดทุนสุทธิตามรายงานทางบัญชีจำนวน 1,963 ล้านบาท หากไม่นับรวมผลกระทบจากรายการพิเศษ บริษัทสามารถรายงานกำไรปกติ (Normalized Net Profit) ที่ 531 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อน 3.8 เท่า

ส่งผลให้มีมติ เตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อขออนุมัติจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2568 จำนวน 0.015 บาทต่อหุ้น

"ผลการดำเนินงานในปี 2568 ถึงแม้รายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แต่บริษัทยังได้แรงสนับสนุนจากรายได้และกำไรของธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน"

นายชัยรัตน์ กล่าวและว่าอีกทั้งความสามารถบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับอัตราการทำกำไรให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) จำนวน 3,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ Normalized EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้นจาก 24% ในปีก่อนหน้าสู่ระดับ 26%

ในปี 2568 ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของบริษัทในการสร้างฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ถึงแม้ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว

รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทฯยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายต่อหัวสูง มากกว่าการเน้นปริมาณลูกค้า

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมุ่งยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาแล้ว ล้วนมีผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต สามารถยกระดับราคาห้องพักต่อคืน (ADR) ได้สูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับปรุง

ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อคืน (RevPAR) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 64% สู่ระดับ 6,881 บาทต่อคืน แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โรงแรมสามารถทำสถิติราคาห้องพักต่อคืนสูงสุดใหม่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แตะระดับ 18,573 บาทต่อคืน

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจโรงแรมยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) โดยปรับปรุงและยกระดับโรงแรมที่มีศักยภาพเติบโต ควบคู่กับการทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตจำกัดและให้ผลตอบแทนต่ำออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพในการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโอในภาพรวมให้สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกสองกลุ่มธุรกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอโดยรวม คือ ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า ยังคงมีลูกค้าใหม่ทยอยเข้ามาเสริมฐานผู้เช่าอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจสามารถรายงาน EBITDA สูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 840 ล้านบาท ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยอาคารสำนักงานหลักของบริษัทฯ อย่างอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และอาคารเอส เมโทร มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 87%

ขณะที่อาคาร S-OASIS ก็มีอัตราการให้เช่าเติบโตต่อเนื่องที่ 50% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีลูกค้าที่ปิดการขายสัญญาเช่าแล้วและอยู่ระหว่างเตรียมเข้าใช้พื้นที่รวมกว่า 8,000 ตารางเมตร ซึ่งมีกำหนดทยอยเข้าพื้นที่ตลอดปี 2569 ปัจจัยดังกล่าวก็จะเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของอัตราการเช่าและรายได้จากธุรกิจอาคารสำนักงานในระยะถัดไป

สำหรับธุรกิจที่พักอาศัย บริษัทเน้นการบริหารโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินสดและปริมาณสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยโครงการที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ในปีที่ผ่านมาคือโครงการร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียล เอสเตท คือโครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 ที่มีมูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท และมียอดพรีเซลล์แล้ว 96% โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและบริษัท สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ในปี 2570

ในส่วนของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรอบปีที่ผ่านมา มีการโอนพื้นที่ทั้งสิ้น 84 ไร่ ส่งผลให้มียอดโอนที่ดินแล้ว 23% ของพื้นที่ขายทั้งหมด สัญญาณเชิงบวกด้านการขายยังคงมีแนวโน้มที่ดี ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ากลุ่ม Data Center ประมาณ 200-400 ไร่

โดยหากสามารถปิดการขายได้ นอกจากรายได้จากการขายที่ดินระดับหนึ่งพันล้านบาทแล้ว ก็จะช่วยต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานรายได้ประจำของนิคมอุตสาหกรรมจากการจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในระยะยาว

นอกเหนือจากผลประกอบการทางการเงิน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทได้รับการยกระดับ SET ESG Ratings สูงสุด สู่ระดับ AAA และความสำเร็จนี้ยังช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ตามข้อกำหนดของสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินการด้านความยั่งยืน อีกด้วย

"แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานกำไรปกติในปี 2568 ที่แข็งแกร่งและมั่นคงจากธุรกิจรายได้ประจำ กอปรกับรายได้และกำไรจากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจากเทรนด์การลงทุนที่ยังแข็งแกร่งจากนักลงทุนต่างชาติ" นายชัยรัตน์ กล่าวเสริม

พร้อมกันนี้บริษัทเตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อขออนุมัติจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2568 จำนวน 0.015 บาทต่อหุ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สิงห์ เอสเตท เผยปี 68 รายได้ประจำหนุน ทำกำไรปกติสูงเป็นประวัติการณ์ 531 ล้านบาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...