อสังหาฯ ปี 69 โจทย์ยากแต่ไม่วิกฤต “ศุภาลัย” ชี้ดอกเบี้ย–เงินเฟ้อต่ำ เปิดโอกาสซื้อบ้าน
"ประทีป ตั้งมติธรรม" ระบุ เศรษฐกิจปี 2569 แม้ท้าทายแต่ไม่ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง หลังดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟ้อต่ำ คนรายได้มั่นคง–มีเงินฝากยังได้เปรียบ พร้อมหนุนรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาฯ
นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจในขณะนี้กับช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในปี 2540 จะพบว่ามีความแตกต่างสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก ขณะที่ในปี 2540 อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นกว่า 20–30% ทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนขาดสภาพคล่อง กู้เงินไม่ได้ และนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง
ในปี 2568 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ GDP ขยายตัวราว 2.2% โดยมีแรงพยุงจากการส่งออกช่วงต้นปี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ และทิศทางดอกเบี้ยขาลง ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 1.25% ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569
เงินเฟ้อต่ำ–ต้นทุนก่อสร้างลด
นายประทีป กล่าวด้วยว่าอีกหนึ่งปัจจัยที่แตกต่างจากอดีตคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับติดลบ และปี 2569 คาดว่าจะอยู่เพียงประมาณ 0.3% ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้มีรายได้ประจำไม่ได้ถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลายรายการปรับลดลงจากการแข่งขันในตลาด ทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการไม่เพิ่มสูง
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยยอดโอนที่อยู่อาศัยในปีที่ผ่านมาอยู่ราว 50,000 หน่วย ต่ำสุดในรอบ 20 ปี จากระดับปกติที่เคยอยู่ราว 100,000 หน่วยต่อปี ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหายไปนับแสนล้านบาท และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ GDP เติบโตต่ำ
อย่างไรก็ดีนายประทีป ชี้ว่ากลุ่มผู้มีรายได้ประจำมั่นคง เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และกลุ่มผู้มีเงินฝาก ยังคงมีกำลังซื้อ และเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบในช่วงเศรษฐกิจชะลอ เพราะราคาบ้านและคอนโดมิเนียมปรับลดลง มีโปรโมชั่นสูง ขณะที่ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับต่ำ
คนมีเงินฝาก–รายได้มั่นคง ยังซื้อบ้านได้
โดยนายประทีป กล่าวว่ากลุ่มที่ยังสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้คือ
1. ผู้มีรายได้ประจำมั่นคงและไม่มีหนี้สูง
2. ผู้มีเงินฝากในระบบธนาคาร ซึ่งได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ทำให้การนำเงินมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยหรือปล่อยเช่ามีความน่าสนใจมากขึ้น
ในทางตรงข้าม กลุ่มที่เปราะบางยังคงเป็นผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่พึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นรายเดือนหรือรายวัน รัฐบาลจึงยังต้องมีบทบาทในการดูแลผ่านมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้สิน
เสนอรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาฯ
นายประทีป ยังเสนอว่า วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแจกเงิน คือการ กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานและวัสดุในประเทศ หากสามารถดันยอดซื้อขายจาก 50,000 หน่วยกลับไปสู่ระดับ 100,000 หน่วยต่อปี จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบกว่า 150,000 ล้านบาท และหนุน GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ศุภาลัย” เดินหน้าโตท่ามกลางโจทย์ยาก
สำหรับแผนการดำเนินงานของศุภาลัย ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 30,000 ล้านบาท และต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของยอดขายรวม พร้อมตั้งเป้ารับรู้รายได้ 37,500 ล้านบาท
นายประทีป ยังกล่าวถึงจุดแข็งของศุภาลัย อยู่ที่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีระดับหนี้ต่ำ ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยราว 2% และมีทรัพย์สินรวมเกือบ 100,000 ล้านบาท ทำให้สามารถขยายโครงการใหม่ได้ต่อเนื่อง โดยปีนี้เตรียมเปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ ครอบคลุมทั้งแนวราบ แนวสูง กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงขยายการลงทุนในต่างประเทศ
ร่วมทุนจีนขยายสู่ธุรกิจนิคมอุตฯ-โลจิสติกส์
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาสินค้า นวัตกรรม และบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมขยายพอร์ตโครงการให้เช่า ออฟฟิศ และคลังสินค้า นิคมอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืน
โดยเฉพาะธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ล่าสุดบริษัทได้ร่วมทุนกับ AU Group บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฮ่องกง และ กลุ่มผู้ถือหุ้นในยูโรเปี้ยนฟู้ด เพื่อพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ซื้อที่ดินแล้วกว่า 200 ไร่ และเตรียมก่อสร้างในเดือนก.พ.นี้ มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท โดยศุภาลัยถือหุ้น 51% เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเบาจากกลุ่มทุนจีน
อย่างไรก็ดีนายประทีป ได้กล่าวสรุปว่า ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ “ดี” ในเชิงภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ใช่วิกฤตรุนแรงแบบต้มยำกุ้ง หากเป็นปีของ “โจทย์ยาก” ที่ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และปรับกลยุทธ์ ขณะที่ผู้บริโภคที่มีฐานะมั่นคงกลับมีโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสมที่สุดในรอบหลายปี
ศุภาลัยชู “Year of Strength”
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปี 2569 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีความท้าทาย แต่บริษัทกลับมองว่าการวางแผนดำเนินธุรกิจในปี 2569 ง่ายกว่าปี 2568 อย่างชัดเจน
เนื่องจากตลาดได้ปรับตัวลงมามากแล้ว และมีโอกาสแตะระดับต่ำสุดไปแล้วในปีก่อนซึ่งถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างมากของภาคอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจัยลบต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวในช่วงไตรมาส 1 ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในไตรมาสถัดมา ทำให้ยอดขายที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเหลือราว 50,000 ยูนิต จากระดับปกติในช่วงตลาดรุ่งเรืองที่เคยสูงถึงประมาณ 100,000 ยูนิตต่อปี
นายไตรเตชะ กล่าวว่าเมื่อปัจจัยลบพิเศษอย่างแผ่นดินไหวหมดไป และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวลงมามากแล้ว ดังนั่นโอกาสที่ปี 2569 จะเลวร้ายกว่าปี 2568 จึงมีค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกันยังเริ่มเห็นสัญญาณการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
โดยผู้ประกอบการบางรายประสบปัญหาสภาพคล่องและหุ้นกู้ ทำให้ตลาดมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงการรวมตัวมากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้
นายไตรเตชะ ยังประเมินด้วยว่าใน ปี 2569 จะเป็น "ปีแห่งความแข็งแกร่ง - Year of Strength" จากจุดแข็งสำคัญทั้งด้านคุณภาพโครงการ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และวินัยทางการเงินที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง
โดยบริษัทมีเครดิตเรตติ้งระดับ A และสามารถออกหุ้นกู้ในช่วงปลายปี 2568 ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 1.72% ต่ำกว่าผู้ประกอบการหลายรายในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความได้เปรียบด้านต้นทุนทางการเงินในภาวะตลาดผันผวน
ผลงานปี 2568 ยังยืนได้ แม้ต่ำกว่าเป้า
ในปี 2568 ศุภาลัยมียอดขายราว 26,000 ล้านบาท แม้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ช่วงต้นปี แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดตามสภาพตลาด
รุกทำเลใหม่–นวัตกรรมสินเชื่อ
นายไตรเตชะ ยังกล่าวถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการของศุภาลัยในปีนี้ โดยเตรียมเปิดโครงการในทำเลใหม่ เช่น สุพรรณบุรี และเกาะสมุย จ.สุราษฎ์ธานี
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาแพลตฟอร์มยื่นสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบออนไลน์ ร่วมกับธนาคารหลายแห่ง ซึ่งเปิดให้ลูกค้าสามารถยื่นขอสินเชื่อพร้อมกันหลายธนาคารผ่านระบบเดียว ช่วยให้กระบวนการอนุมัติเร็วขึ้น โดยข้อมูลในช่วง 3–4 เดือนแรกพบว่า ระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อลดลงเกือบ 46% ส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น และบริษัทสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
มองปีแห่งความไม่แน่นอน แต่โอกาสยังมี
นายไตรเตชะ กล่าวตอนท้ายว่า แม้ปี 2569 ยังเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนในภาพรวมเศรษฐกิจ แตสำหรับผู้ประกอบการที่มีการเตรียมความพร้อม มีสินค้าพร้อมขาย โครงการใหม่ต่อเนื่อง และมีฐานะการเงินแข็งแรง ยังคงสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้ โดยวินัยทางการเงินและความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องจะเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อสังหาฯ ปี 69 โจทย์ยากแต่ไม่วิกฤต “ศุภาลัย” ชี้ดอกเบี้ย–เงินเฟ้อต่ำ เปิดโอกาสซื้อบ้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th