โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

เปิดใจบอสใหญ่ “ซูซูกิ” ฟางเส้นสุดท้ายถอนลงทุนไทย “เลิกส่งเสริมอีโคคาร์”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2567 เวลา 00.02 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2567 เวลา 23.50 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงความชัดเจน หลังจากเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 ที่ผ่าน ค่ายรถยนต์ซูซูกิได้ร่อนแถลงการณ์ ประกาศปิดโรงงานผลิตรถยนต์ ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ในช่วงปลายปี 2568 ล่าสุด “ทาดาโอะมิ ซูซูกิ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บอกเล่าถึงความชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจและการดูเเลลูกค้าชาวไทย

ฟางเส้นสุดท้ายเลิกส่งเสริมอีโคคาร์

ซูซูกิต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานอีโคคาร์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2568 ทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของซูซูกิลดลงไป

หากนับย้อนไปตั้งเเต่วันที่ซูซูกิ ตัดสินใจเข้ามาลงหลักปักฐาน ลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเมื่อ 15 ปีก่อน

ในขณะนั้นซูซูกิมองว่าโอกาสของรถยนต์ขนาดเล็ก จะมีการเติบโตค่อนข้างสูงและสามารถเข้ามากินสัดส่วนแทนที่รถปิกอัพขนาด 1 ตันได้

แต่มาวันนี้ไม่ใช่แล้ว สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป ตลาดในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มรถปิกอัพ แต่กลุ่มรถที่มีการเติบโตสูงขึ้นมากลับเป็นรถยนต์ในกลุ่มบีเอสยูวีที่มีการขยายตัวค่อนข้างสูง รวมทั้งมีการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ ที่ล้อไปกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

สูญเสียขีดความสามารถ

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ของซูซูกิในประเทศไทยจะเป็นการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ทั้งสิ้น ได้แก่ ซูซูกิ สวิฟต์, ซูซูกิ เซเลริโอ และซูซูกิ เซียส

เมื่อรัฐบาลไทยส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี บริษัทก็สูญเสียขีดความสามารถในการผลิตไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน ขีดความสามารถจากการผลิตถ้าไม่สามารถทำได้ในปริมาณที่มากพอ ก็จะไม่สามารถรักษาฐานการผลิตและการขายเอาไว้ได้

ในภูมิภาคอาเซียน ซูซูกิมีฐานผลิตหลายที่ ทั้งอินโดนีเซียและอินเดีย รวมทั้งญี่ปุ่น เราก็ต้องมองภาพใหญ่ เลือกบริหารต้นทุนในการแข่งขันที่จะทำได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันในอินโดนีเซีย มี 2 โรงงาน มีกำลังผลิต 94,941 คัน จะเพิ่ม 4 ล้านคันในปี 2030 ส่วนอินเดีย 3 โรงงาน กำลังผลิต 1,983,851 คัน จะเพิ่ม 4 ล้านคัน และญี่ปุ่น 3 โรงงาน กำลังผลิตที่ 1,011,257 คัน

ส่วนประเทศไทยเพียงแค่ 10,000 คันในปีที่ผ่านมา หลังจากโรงงานผลิตรถยนต์ที่อำเภอปลวกแดงได้ยุติลง ซูซูกิ ประเทศไทย จะต้องมีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น และซูซูกิ อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นโรงงานหลักในการจัดหารถยนต์รุ่นใหม่เพื่อรองรับกับตลาดประเทศไทยและตลาดอาเซียน ทั้งนี้ เราจะดำเนินงานอย่างเข้มงวดเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม

เชื่อปีนี้ทั้งตลาดขายไม่เกิน 6.5 แสนคัน

ซูซูกิอยู่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 50 ปี ด้วยรถยนต์คุณภาพสูง และเราสัญญาว่าจะส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพและบริการสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดไป

ส่วนยอดขายของซูซูกิในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น มียอดขายทั้งสิ้น 3,791 คัน ลดลง 54% ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวม ทำได้ 307,995 คัน ส่วนทั้งปี คาดว่ายอดขายตลาดรวมจะปรับลดลงเหลือ 600,000-650,000 คัน ส่วนซูซูกิยังต้องยืนยันเป้าหมายเดิมก่อน คือ 12,000 คัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างลำบาก

ส่วนในปี 2568 ตลาดรถยนต์จะมีโอกาสฟื้นตัวหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าผลกระทบครั้งนี้ของอุตสาหกรรมยานยนต์อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขอีกพอสมควร โดยเฉพาะ กำลังซื้อ ดีมานด์ของลูกค้า สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และตลาดรถยนต์มือสองที่ลดลงไปอย่างน่าใจหาย

มุ่งมั่นดูแลลูกค้าต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิจะใช้จุดแข็งในเรื่องคุณภาพสินค้า และราคาที่เข้าถึงได้เป็นจุดแข็ง

อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่นของประเทศไทย ค่ายรถยนต์ทุกค่ายจะต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และสามารถเข้าถึงลูกค้าให้ได้

ซูซูกิยุติโรงงานในประเทศไทยเพราะขาดทุนสะสม ทำให้ต้องตัดสินใจยุติโรงงานลง แต่บริษัทยังคงมีความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่องและตลอดไป

ปีหน้าส่งรุ่นใหม่ 4 รุ่น

สำหรับแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ปีนี้ยังไม่มี แต่ปี 2025 เป็นต้นไป จะมี 4 รุ่น โดยจะเป็นรถที่มีความหลากหลายของพลังงาน ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาป, ไฮบริด และอีวี

ส่วนจะมีการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างในอินเดียและญี่ปุ่น ส่วนตลาดอาเซียนก็มีความสำคัญ ซูซูกิอาจจะลงทุนเพิ่มเพื่อมุ่งไปสู่นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือมัลติพาร์ตเวย์ และซูซูกิยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อไปอย่างมั่นคง ภายใต้วิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ “Enhancing the Ability to Compete in the Upcoming Automotive Market เพิ่มขีดความสามารถสู่การแข่งขันในอนาคต”

และแผนการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นภายใต้แคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” ซึ่งจะเป็นการยกระดับงานบริการในทุกด้าน โดยเน้นย้ำถึงการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ มอบคุณภาพของงานบริการที่ดีที่สุด ตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมอบให้เสมอมา

ยกระดับความพอใจลูกค้า

นอกจากนี้ สิ่งที่ซูซูกิยึดมั่นคือ การดำเนินงานภายใต้ปรัชญา “SUZUKI Cause We Care เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” การพัฒนางานบริการในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ เป็นเป้าหมายสำคัญยิ่งของซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จึงได้จัดทำแคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” ที่เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง ซึ่งรายละเอียดจะประกอบไปด้วย 7 หัวข้อ ดังนี้

1.ฟรีค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้าเช็กระยะต่อเนื่องตามกำหนดกับศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทุกสาขา ฟรี ค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) 2.ขยายการรับประกันอะไหล่และงานบริการกับการขยายการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ทุกชิ้น นานถึง 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จากเดิมที่รับประกันเพียง 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร

3.บริการพิเศษรถสำรองใช้ระหว่างซ่อม รถยนต์ที่อยู่ในระยะรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และสำหรับรถยนต์ซูซูกิที่ต้องใช้เวลาตรวจเช็กมากกว่า 1 วัน (ไม่รวมระยะเวลาวิเคราะห์ปัญหา) และไม่รวมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ 4.HELLO SUZUKI APPLICATION ยกระดับงานบริการแบบ S-Solution เพื่อมาเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานกับลูกค้า อำนวยความสะดวกสบายและความมั่นใจในงานบริการทุกขั้นตอน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นนี้กว่า 106,823 ราย

5.ระบบการจัดการอะไหล่ มีเป้าหมายรองรับบริการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการผลิตโดยมีคลังอะไหล่ 2 แห่ง ทั้งที่คลังอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 1,216 ตารางเมตร และคลังอะไหล่จังหวัดระยอง มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 4,076 ตารางเมตร รวมถึงคลังอะไหล่ของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ มีอะไหล่จัดเก็บรวมมากถึง 741,000 ชิ้น, บริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่น ๆ ภายใน 48 ชั่วโมง

ขณะที่ศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มีอยู่ 92 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และเตรียมเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับแผนงานในอนาคต ด้วยการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรายใหม่เพิ่มอีก 6 แห่ง ได้แก่ จ.มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, หนองคาย, บึงกาฬ และพัทลุง ขณะที่ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีตามมาตรฐานของซูซูกิ มีทั้งหมด 32 แห่ง ซึ่งมีแผนจะเพิ่มอีกจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จ.นนทบุรี, สิงห์บุรี, สุโขทัย, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี และขอนแก่น ภายในปีนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดใจบอสใหญ่ “ซูซูกิ” ฟางเส้นสุดท้ายถอนลงทุนไทย “เลิกส่งเสริมอีโคคาร์”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...