รู้จัก “สัญญาณมือพื้นฐาน” สำหรับขอความช่วยเหลือ ที่เข้าใจง่าย ปราศจากเสียง และไม่ทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล
UN Women Asia and the Pacific / Flickr
ช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา UN Women องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเสริมพลังทางสังคมของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ ได้ออกรายงานฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า The Shadow Pandemic: Violence against women during COVID-19 โดยพบสถิติที่น่าตกใจก็คือ ในปี 2021 ตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้หญิงจำนวน 45% โดยเฉลี่ยจากการสำรวจใน 13 ประเทศ (รวมถึงประเทศไทย อยู่ที่ 27%) รายงานว่า ตัวเธอเองหรือผู้หญิงที่เธอรู้จักได้เคยประสบความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ผู้หญิง 7 ใน 10 คน บอกว่า การทำร้ายร่างกายหรือทางวาจาโดยคู่ครองนั้นพบบ่อยมากขึ้นหลังโรคระบาด และ 6 ใน 10 คน รู้สึกว่าการล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่สาธารณะเลวร้ายขึ้นอย่างมาก
ที่สำคัญก็คือ มีผู้หญิงเพียง 1 ใน 10 คน ที่เรียกขอความช่วยเหลือกับคนนอก เมื่อได้รับความรุนแรงภายในครอบครัว
นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม ผู้สื่อข่าวจากบีบีซีไทยได้รายงานสถิติความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไว้ว่า ในช่วงตั้งแต่ปี 2016-2022 ประเทศไทยมีเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นจาก 1,578 ราย เป็น 2,223 ราย และมีเหยื่อที่เป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นจาก 768 ราย เป็น 896 ราย แต่หากมองลึกไปกว่านั้นจะพบว่า ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะน้อยกว่าความเป็นจริงถึง 8 เท่า เนื่องจากมีการค้นพบเช่นกันว่า กว่า 87.4% ของผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ๆ
จะเห็นได้ว่า ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นเป็นจำนวนที่สูงจนน่าตกใจ และมักจะเป็นผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำ ทั้งก่อให้เกิดความอับอายและเจ็บปวด แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหนีจากวังวนของความรุนแรงโดยเฉพาะภายในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม หนทางการเอาตัวรอดก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ไว้ โดยเฉพาะการใช้ “ภาษามือ” ซึ่งสามารถกระทำได้โดยง่ายและปราศจากเสียง
UN Women Asia and the Pacific / Flickr
2 สัญญาณมือเพื่อขอความช่วยเหลือ
เมื่อติดอยู่ในบ้าน การขอความช่วยเหลือด้วยการร้องขอปกติ อาจยิ่งทำให้ตัวเองได้รับอันตรายมากไปกว่าเดิม ดังนั้นการใช้ภาษามือจึงกลายมาเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ดีกว่าการใช้เสียงร้องขอ
โดยความเข้าใจในระดับสากลนั้น มีสัญญาณภาษามือพื้นฐานเพื่อขอความช่วยเหลืออยู่ 2 ลักษณะ ภาษามือนี้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงแรกของการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ด้วยเนื่องมาจากว่า ในช่วงนั้นทั่วโลกอยู่ในสภาวะล็อกดาวน์และจำกัดการเคลื่อนไหว จึงทำให้กลุ่มเปราะบางยิ่งเสี่ยงที่จะประสบกับความรุนแรงภายในบ้าน องค์กรเครือข่ายกองทุนสตรี (Women's Funding Network) และ มูลนิธิสตรีแคนาดา (Canadian Women's Foundation) จึงได้คิดค้นภาษามือขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ขณะที่ติดอยู่ภายในบ้าน
จุดประสงค์ที่สำคัญที่ทำให้ภาษามือนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีคือ การกระทำนี้สามารถทำได้โดยปราศจากการใช้เสียง และ 2 สัญญาณมือนี้ก็คิดค้นมาเพื่อตอบสนองจากคุณสมบัติที่สำคัญข้อนี้ โดยสามารถใช้เพื่อสื่อสารอย่างเงียบ ๆ ระหว่างการวิดีโอคอลเพื่อแจ้งให้ครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานทราบว่า บุคคลนั้นต้องการความช่วยเหลือ อีกทั้งยังสามารถใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ตอนเปิดประตูบ้าน
ทางผู้สร้างได้เรียกภาษามือพื้นฐานนี้ว่าเป็น “เครื่องมือเพื่อขอความช่วยเหลือ” หรือ “Signal for Help” เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาด้วยการเคลื่อนไหวมือเพียงข้างเดียว เป็นท่าทางที่มีความเป็นกลางทางเพศ และเป็นท่าทางที่ไม่ทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล
แล้ว 2 สัญญาณมือที่ว่ามีท่าไหนบ้าง
หนึ่งคือหงายฝ่ามือออกหาผู้อื่น จากนั้นพับนิ้วโป้งเข้าหาฝ่ามือ และสองคือ กำมือโดยพับนิ้วที่เหลือทั้ง 4 ลงมากุมปิดนิ้วโป้งเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ทำซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง เพิ่มเติมสำหรับบางเครือข่ายจะใช้สัญลักษณ์ หงายมือออกหาผู้อื่นอย่างเดียว ก็หมายความถึงการขอความช่วยเหลือได้เช่นเดียวกัน
สำหรับกรณีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นายทนงศักดิ์ เลียงสา คนขับแท็กซี่ได้ส่งสัญญาณ "ภาษามือ" ขอความช่วยเหลือแบบสากล หลังถูกผู้โดยสารเมายาเสพติด จ้างเหมาจากกรุงเทพฯ ให้ไปส่งที่ระยอง โดยระหว่างทางผู้โดยสารโชว์ปืนและมีการเสพยาไอซ์ โชเฟอร์แท็กซี่จึงได้ออกอุบายขอไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะตั้งจีพีเอสมายัง สภ.บ้านบึง และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบสากล จากนั้นตำรวจ สภ.บ้านบึง ก็นำกำลังมาช่วยเหลือจนปลอดภัย
ด้านเอลิซาเบธ บาราจัส-โรมัน (Elizabeth Barajas-Roman) ซีอีโอขององค์กรเครือข่ายกองทุนสตรีได้กล่าวถึงเครื่องมือนี้ว่า “สัญญาณขอความช่วยเหลือมีความสำคัญเพราะเป็นสัญญาณที่ไม่ต้องใช้เสียงพูด สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่คำนึงถึงภาษาและวัฒนธรรม”
แนวทางการปฏิบัติ เมื่อพบเห็นคนขอความช่วยด้วยภาษามือ
- เข้าหาบุคคลนั้นอย่างปลอดภัย : ประเมินสถานการณ์ก่อนเสมอ ความปลอดภัยของคุณเองเป็นสิ่งสำคัญ พยายามเข้าไปคุยด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร สร้างความไว้ใจ
- ให้การสนับสนุน : ตั้งใจฟังอย่างเห็นอกเห็นใจต่อประสบการณ์ของพวกเขา และให้พวกเขาบอกคุณว่าต้องการอะไร
- แนะนำบริการหรือเสนอทรัพยากรตามความจำเป็น: หากคุณทราบถึงบริการช่วยเหลือหรือหน่วยงานที่เหมาะสม คุณสามารถแนะนำให้พวกเขาติดต่อขอความช่วยเหลือได้
กรณีฉุกเฉิน ถ้าคุณหรือคนที่คุณรู้จักตกอยู่ในอันตราย โทรเรียกสายด่วนฉุกเฉินในพื้นที่ของคุณ (เช่น ตำรวจ ดับเพลิง รถพยาบาล)
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลข่าวสารของท่าทางนี้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยมีสถิติจากมูลนิธิสตรีแคนาดาเผยว่า 40% ของประชากรชาวแคนาดารู้ความหมายของสัญญาณนี้ และมีถึง 10% ในจำนวนคนที่รู้ที่เคยมีโอกาสได้ใช้มัน นั่นหมายความว่า โอกาสที่ฝ่ายผู้กระทำความรุนแรงจะรู้ความหมายของสัญญาณมือนี้ก็มีสูงเช่นเดียวกัน
ในกรณีเช่นนี้ ทางมูลนิธิสตรีแคนาดา ในฐานะผู้ริเริ่มเครื่องมือนี้ได้กล่าวว่า “ว่ากันที่จริง มันไม่มีวิธีแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จสำหรับทุกคนที่เผชิญกับการถูกทำร้าย ทุกคนเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ‘สัญญาณขอความช่วยเหลือ’ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่บางคนอาจสามารถใช้ได้ ในบางครั้ง ก็เป็นการบอกเป็นนัยว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่ทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล”
“สิ่งสำคัญก็คือ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องยื่นมือขอความช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกพร้อม และควรทำในวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา ส่วนผู้ที่ให้การสนับสนุน ก็ควรพร้อมที่จะช่วยเหลือโดยไม่ตัดสิน และควรทำตามความต้องการของคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นหลัก”
สำหรับในประเทศไทย หากพบเห็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด สามารถโทรเข้ามาที่สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และในปีที่ผ่านมา พม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ก็ได้ร่วมจัดทำ Line OA “ESS Help Me” ช่องทางร้องทุกข์ปัญหาและเหตุความรุนแรงทางสังคมที่ประชาชนเผชิญอยู่ อันได้แก่ เหตุถูกข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว เสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ เหตุคนคลุ้มคลั่ง และการมั่วสุม เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินเหล่านี้ และประสานตำรวจและทีมสหวิชาชีพของกระทรวงฯ เพื่อเข้าช่วยเหลือเหยื่อได้ทันที
โดยสามารถเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชัน Line เพื่อใช้บริการได้ที่นี่: @esshelpme
ที่มา : รายงาน “Measuring the shadow pandemic: Violence against women during COVID-19” จาก UN Woman
เว็บไซต์ “ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วย 1300” จาก ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300
เว็บไซต์ “Canadianwoman.org” จาก Canadian Women's Foundation
บทความ “The simple hand signal that lets people know you're in danger - and other ways to ask for help” โดย Amy Coles
บทความ “Violence against women” จาก World Health Organization
บทความ “เปิดตัว "ESS Help Me" แจ้งเหตุความรุนแรงทางสังคมฉุกเฉิน” โดย ไทยพีบีเอส
บทความ “รู้แล้วทำ! "ภาษามือ" ขอความช่วยเหลือสากล วิธีเอาตัวรอดเมื่อเจอภัยคุกคาม” โดย กรุงเทพธุรกิจ
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล