โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา ชัยภูมิ ต้นแบบการเกษตรผสมผสานครบวงจร

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 27 ธ.ค. 2565 เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2565 เวลา 04.55 น.

ขึ้นชื่อว่าดังในเรื่องของส้มโออีกแห่งหนึ่งของประเทศ ก็ต้องที่อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ชื่อติดปากที่ใครๆ ก็เรียกว่า ส้มโอบ้านแท่น จุดเด่นอยู่ตรงที่เมื่อผลสุก เปลือกจะเป็นสีทอง เปลือกในอมชมพู เนื้อสีแดงเข้มสะดุดตา มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายผลท้อ มีเมล็ดมาก อายุการเก็บเกี่ยวช้ากว่าพันธุ์ทองดี ประมาณ 15 วัน

ที่ต้องเอ่ยถึง เพราะสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนในโรงเรียนบ้านแท่นวิทยา ตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เกือบทั้งหมดมีส้มโออยู่ในบริเวณบ้าน และในบางราย ผู้ปกครองทำสวนส้มโอเป็นอาชีพหลัก ซึ่งแน่นอนว่า เด็กย่อมเติบโตมาพร้อมกับทุกๆ ขั้นตอนของการทำสวนส้มโอ

โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา เป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จัดว่าเป็นโรงเรียนของเด็กโต ที่ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนอาหารกลางวันเช่นเดียวกับโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วไป ฉะนั้น หากไม่มีพื้นที่สำหรับทำแปลงเกษตรบริเวณโรงเรียน เพื่อสนับสนุนวัตถุดิบในโครงการอาหารกลางวัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สำหรับโรงเรียนบ้านแท่นวิทยา กลับเป็นโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการเกษตร โดยจัดสรรพื้นที่ของโรงเรียนเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นแปลงเกษตร ทั้งยังจัดให้มีการทำการเกษตรในทุกรูปแบบ

พื้นที่โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา มีทั้งหมด 57 ไร่ 2 งาน แต่พื้นที่สำหรับทำการเกษตรมีมากถึง 30 ไร่

เมื่อไล่เรียงลำดับการทำแปลงเกษตรของโรงเรียน ทราบว่า โรงเรียนเพิ่งเริ่มทำการเกษตรมาเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ความสมบูรณ์แบบของการดำเนินกิจกรรมเรียกได้ว่าเต็มร้อย เพราะการทุ่มเทของบุคลากรของโรงเรียน และสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแท่น ทำให้กิจกรรมการเกษตรครบถ้วน

แม้ว่าโรงเรียนจะก่อตั้งมานาน แต่ก็มีการลงแปลงเกษตรเล็กๆ น้อยๆ ตามวิชาที่เด็กต้องเรียน คือ วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ แต่ไม่ได้จริงจังกับการจัดสรรพื้นที่ของโรงเรียนให้มีแปลงเกษตร ต่อเมื่อกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาร่วมผลักดันให้โรงเรียนจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น ประกอบกับ โรงเรียนเห็นว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ และการทำสวนส้มโอ ดังนั้น เมื่อเด็กนักเรียนมีพื้นฐานอยู่แล้ว การส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ทางด้านการเกษตรอย่างมีเทคนิค การแปรรูป รวมถึงการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ เพื่อต่อยอดการทำการเกษตรอย่างมีมูลค่า จะช่วยให้เด็กมองเห็นคุณค่าของเกษตรกรรมมากกว่าเดิม

เมื่อเริ่มก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น รับสมัครเฉพาะเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะแปลงเกษตรที่จัดสรรขึ้น เป็นการทำการเกษตรแบบบูรณาการ นักเรียนจึงควรเป็นเด็กนักเรียนที่มีวุฒิภาวะ และเป็นการลงแปลงเกษตรที่ลงมือทำจริงจังทุกขั้นตอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ทุกกระบวนการของการผลิตผลิตผลทางการเกษตรอย่างถ่องแท้ และการรับสมัครจะเปิดรับสมัครต้นปีการศึกษา ซึ่งแต่ละปีที่ผ่านมา มีนักเรียนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ราว 30-50 คน

ปัจจุบัน ปี 2564 ยังคงเปิดให้นักเรียนที่สมัครเข้าร่วมกลุ่ม สามารถเลือกกิจกรรมที่นักเรียนสนใจได้เพียงกิจกรรมเดียว ส่วนกิจกรรมอื่นหากต้องการช่วยเพื่อนหรือสนใจศึกษา ก็สามารถทำได้

ปี 2563 ที่ผ่านมา โรงเรียนลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น กรณีมีเด็กนักเรียนสนใจศึกษาต่อในสายวิชาชีพเกษตรกรรม คุณสมบัติหนึ่งที่ต้องมีคือ การเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรไม่น้อยกว่า 3 ปี ดังนั้น นักเรียนที่สมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มยุวเกษตรกรจะมีโอกาสได้ทุนศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งมากขึ้น

กิจกรรมในภาคเกษตรของโรงเรียน แบ่งเป็น การทำนา การทำไร่ข้าวโพด การเลี้ยงกบนา การเลี้ยงกบภูเขา การเลี้ยงปลาบ่อดิน การเลี้ยงปลาดุกในกระชัง การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงปลาหมอ การปลูกไผ่กิมซุง การเลี้ยงไก่พื้นเมือง 3 สายพันธุ์ การเลี้ยงหมูป่า การปลูกกล้วยหอมทอง

ในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม นักเรียนจะดำเนินกิจกรรมเองทุกขั้นตอน ทั้งยังเป็นการดำเนินกิจกรรมในเชิงของการทดลองร่วมไปด้วย เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจในทุกกระบวนการ เช่น การปลูกข้าวโพด จะแบ่งแปลงทดลองในเรื่องของการใส่ปุ๋ยที่แตกต่างกัน อาทิ การใส่ปุ๋ยขี้ไก่ การใส่ปุ๋ยขี้วัว เป็นต้น ซึ่งความแตกต่างของการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตทั้งหมด เด็กนักเรียนจะจดบันทึก ทั้งนี้ การศึกษาในลักษณะนี้จะทำให้นักเรียนจดจำได้ดี และรู้จักการคิดวิเคราะห์และการนำไปใช้ตรงตามความต้องการของพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ รวมถึงให้ได้ปริมาณตามตลาดต้องการ นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีการทำบัญชีฟาร์มไปพร้อมๆ กันด้วย

แม้การก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรจะมีขึ้น 7 ปี แต่การดำเนินงานเข้มข้นชนิดหาที่ติไม่ได้

คำถามที่ตามมา คือ เมื่อนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรได้ แล้วจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เหลือ กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีส่วนในการเรียนรู้แปลงเกษตรนี้อย่างไร

คำตอบ คือ ทุกระดับชั้นมีคาบเรียนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ในหัวข้อหลักการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช ซึ่งนักเรียนทุกคนจะต้องลงแปลงเกษตรในการเรียนวิชานี้ ทั้งยังต้องลงมือเสมือนสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรทุกประการ เพียงแต่ระยะเวลาศึกษาในแปลงต่างกันเท่านั้น

การเข้าแปลง นักเรียนจะใช้เวลาในช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนในแต่ละวัน โดยการทำหน้าที่ภายในแปลง เป็นเรื่องของนักเรียนที่จะตกลงแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันเอง เมื่อได้ผลผลิตในแต่ละชนิด นักเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้กับโรงเรียน เมื่อโรงเรียนนำไปจำหน่ายก็จะเป็นทุนในการนำมาบริหารจัดการภายในกิจกรรมอื่นๆ ของโรงเรียน และอีกส่วนนำไปจำหน่ายให้กับครู ผู้ปกครอง ชุมชน เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นทุนของแต่ละกลุ่ม เมื่อครบปีการศึกษา นักเรียนทุกคนจะมีรายได้จากการปันผลของสหกรณ์โรงเรียน ซึ่งแต่ละปี นักเรียนแต่ละคนจะมีรายได้เพิ่มจากการลงแปลงเกษตรประมาณ 300-500 บาทต่อคนต่อปี

ผลผลิตที่ได้ในทุกชนิด หากชนิดใดสามารถนำมาแปรรูปได้ก็จะทำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต โดยเทอมแรกจะเน้นไปที่การดูแลผลผลิต ส่วนเทอมปลายจะเน้นไปที่การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า

สำหรับผลผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปจำหน่าย เพิ่มมูลค่าได้ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่อัดสุญญากาศ หน่อไม้ดองบรรจุขวด ข้าวคั่วสมุนไพรทำจากข้าวเหนียวตำกับตะไคร้และใบมะกรูด ข้าวโพดอบเนย ข้าวโพดต้ม เป็นต้น ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะมีวางจำหน่ายที่ตลาดเกษตรปลอดสาร ซึ่งเทศบาลจัดพื้นที่ไว้ให้เป็นสื่อกลางกับประชาชนที่สนใจผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารของอำเภอ

โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา เริ่มกิจกรรมในภาคเกษตรมา 7 ปี ทุกกระบวนการและขั้นตอนสอนและถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้เรียนรู้อย่างละเอียด โดยหลังการปรับพื้นที่ให้เป็นแปลงเกษตรไม่นาน ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงของอำเภออีกด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา ตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...