โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“MOU43 – เส้นทางสันติวิธีบนพรมแดน ไทย–กัมพูชา”

The Better

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • THE BETTER
ส่องเงื่อนไข MOU43 รูปแบบ JBC ไม่ได้ใช้เฉพาะกับกัมพูชาเท่า แต่ไทยก็นำไปใช้กับประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย ยันเป็นแนวสากลไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน

ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า “MOU 43” หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา (ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2543) มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียง โดยเฉพาะเวลาที่สถานการณ์ชายแดนสองประเทศเกิดความตึงเครียด หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวหาว่าเป็นการ “เสียดินแดน” หรือเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมต่อไทย แต่แท้จริงแล้ว MOU43 คือกลไกสากลที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในการแก้ไขข้อพิพาทเขตแดน

ทำไมต้องมี MOU43?

แม้ไทยและกัมพูชาจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันมาช้านาน แต่เส้นเขตแดนระหว่างกันยังไม่เคยถูกปักปันให้เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยอาณานิคม เส้นแบ่งเขตที่มีอยู่ส่วนใหญ่เกิดจากการกำหนด (delimitation) โดยฝรั่งเศสหรืออังกฤษในอดีต แต่การ “ปักปัน” (demarcation) ลงในพื้นที่จริงยังคงค้างคาและเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางเทคนิค

เพื่อแก้ปัญหานี้ ไทยและกัมพูชาจึงตกลงกันว่าจะใช้กลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC – Joint Boundary Commission) เป็นเวทีหารือ โดยอ้างอิงจาก MOU43 ที่กำหนดชัดเจนว่า “ทุกข้อพิพาทต้องแก้ไขด้วยการเจรจาทวิภาคีเท่านั้น” ไม่สามารถใช้ช่องทางอื่นใดมาแทนได้

กลไกที่สากลยอมรับ

รูปแบบ JBC ที่ปรากฏใน MOU43 ไม่ได้ใช้เฉพาะกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ไทยก็นำไปใช้กับประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย เช่น

• ไทย–มาเลเซีย : ปักปันเสร็จแล้วเกือบ 99%

• ไทย–ลาว : คืบหน้าแล้วกว่า 90%

• ไทย–เมียนมา : มีพัฒนาการ แม้จะชะลอเพราะปัญหาภายในประเทศ

นั่นหมายความว่า MOU43 คือโมเดลเดียวกันกับที่หลายประเทศทั่วโลกใช้แก้ไขข้อพิพาทเขตแดน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

MOU43 ไม่ใช่แค่ “บันทึกความเข้าใจ”

แม้จะเรียกว่า “MOU” แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ MOU43 ถือเป็นสนธิสัญญา (Treaty) ที่มีผลผูกพันอย่างชัดเจน เพราะสองประเทศได้ตกลงจะปฏิบัติตามขั้นตอนร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา จุดมุ่งหมายสูงสุดคือการ จัดทำแผนที่เขตแดนใหม่ร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยุติข้อพิพาทที่คาราคาซังมานานนับร้อยปี

ไม่มีเรื่อง “เสียดินแดน”

บ่อยครั้งที่สังคมตั้งคำถามว่า “เราจะเสียที่ดินให้เพื่อนบ้านหรือไม่” ความจริงคือ กระบวนการปักปันเขตแดนยังไม่เสร็จสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการเจรจาจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากรัฐสภาไทยก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ดังนั้น การกล่าวหาว่าไทย “เสียดินแดน” จากการยึด MOU43 จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ปัญหาที่ทำให้ยืดเยื้อ

สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด มาจากพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาเองที่ ไม่ยึดถือข้อตกลงตาม MOU43 และยังมีการละเมิดซ้ำ เช่น

• การขุดคูเล็ตและสร้างชุมชนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปักปัน

• การเคลื่อนไหวทางทหารที่ยั่วยุ รวมถึงการลอบวางทุ่นระเบิด

• การพยายามนำปัญหาไปสู่เวทีโลก เพื่อใช้กลไกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันไว้

ไทยได้ยื่นประท้วงการกระทำเหล่านี้มาโดยตลอด และย้ำชัดว่า เรายึดมั่นสันติวิธี ไม่เคยมีแรงจูงใจใช้กำลังโจมตีก่อน

ข้อยืนยันจากไทย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุปะทะ ไทยยังคงยืนยันหลักการเดิมว่า ปัญหาต้องกลับมาแก้ไขที่ โต๊ะเจรจาระหว่างสองประเทศ ตาม MOU43 เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของประชาคมโลก

MOU43 จึงไม่ใช่เอกสารที่ลดทอนอธิปไตยของไทย แต่เป็น เครื่องมือสันติวิธี ที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเดินหน้าหาทางออกในปัญหาเขตแดนที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมานาน เป็นแนวทางที่ สากลยอมรับ และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดโอกาสการเผชิญหน้า ใช้การเจรจาแทนการปะทะ เพื่อรักษาสันติภาพบนพรมแดนไทย–กัมพูชา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...