โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แสงปริศนากลางใจทางช้างเผือกคืออะไร? งานวิจัยใหม่ชี้อาจเป็นฝีมือสสารมืด

SPACEMAN

อัพเดต 26 ต.ค. 2568 เวลา 22.28 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2568 เวลา 15.28 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

นักดาราศาสตร์เข้าใกล้การไขปริศนาคลาสสิกของจักรวาลไปอีกขั้น ว่าอะไรคือต้นกำเนิดของแสงรังสีแกมมาอันทรงพลังที่ส่องสว่างอย่างลึกลับ ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ผลการศึกษาล่าสุดที่ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์สุดล้ำสมัยชี้ว่า "สสารมืด" (Dark Matter) อาจเป็นคำตอบ โดยเผยให้เห็นว่าประวัติศาสตร์การชนและรวมตัวกันในอดีตของกาแล็กซี อาจปั้นแต่งให้สสารมืดมีรูปทรงที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ตรงกับข้อมูลที่สังเกตการณ์โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฟอร์มิของนาซาพอดี

เป็นเวลาหลายปีที่นักวิทยาศาสตร์ต่างสงสัยกับ "การแผ่รังสีแกมมาส่วนเกินจากใจกลางกาแล็กซี" (Galactic Center Excess) ซึ่งหมายถึงการตรวจพบรังสีแกมมา (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดที่มีพลังงานสูงสุดในจักรวาล) ในปริมาณที่หนาแน่นผิดปกติพุ่งออกมาจากใจกลางทางช้างเผือกของเรา

ในตอนแรก หนึ่งในทฤษฎีที่เป็นตัวเต็งคือ "สสารมืด" สสารลึกลับที่มองไม่เห็นซึ่งเชื่อกันว่าเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเอกภพ โดยนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า หากอนุภาคของสสารมืดเกิดชนและทำลายล้างกันเอง พวกมันจะปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของรังสีแกมมา

ทว่าเมื่อมีการเก็บข้อมูลมากขึ้น รูปแบบการกระจายตัวของรังสีแกมมาที่ตรวจพบ กลับไม่สอดคล้องกับแบบจำลองการกระจายตัวของสสารมืดในกาแล็กซีที่คาดการณ์กันไว้ในตอนนั้น ความไม่ลงรอยนี้จึงเปิดทางให้ทฤษฎีคู่แข่งเข้ามามีบทบาท นั่นคือ แสงสว่างปริศนานี้อาจเกิดจากกระจุกดาวนิวตรอนชนิดพิเศษที่เรียกว่า "พัลซาร์มิลลิวินาที" (Millisecond Pulsars) ซึ่งเป็นซากดาวฤกษ์ที่ตายแล้วแต่ยังหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงอย่างเหลือเชื่อ

เพื่อหาคำตอบ ทีมวิจัยนำโดย ดร.มูริตส์ มูรู จากสถาบันไลบ์นิซเพื่อฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งพอตสดัม (AIP) ได้ใช้แนวทางใหม่ โดยอาศัยชุดแบบจำลองจักรวาลวิทยาความละเอียดสูงที่ชื่อว่า "เฮสเทีย" (Hestia) เพื่อจำลองการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของกาแล็กซีทางช้างเผือก ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่เต็มไปด้วยการชนและรวมตัวกับกาแล็กซีอื่นอย่างดุเดือด

ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก แบบจำลองเผยว่าประวัติศาสตร์อันโกลาหลนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกระจายตัวของสสารมืดบริเวณใจกลางกาแล็กซี แทนที่สสารมืดจะกระจายตัวเป็นรูปทรงกลมสมมาตรตามที่เคยคาดกันไว้ มันกลับถูกปั้นแต่งให้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและไม่เป็นทรงกลม

"ร่องรอยประวัติศาสตร์การชนและเติบโตของทางช้างเผือก ได้ทิ้งลายนิ้วมือที่ชัดเจนเอาไว้บนโครงสร้างของสสารมืด ณ ใจกลางกาแล็กซี" ทีมวิจัยกล่าว "และเมื่อเรานำโครงสร้างที่ซับซ้อนนี้มาพิจารณา สัญญาณรังสีแกมมาที่สังเกตได้ก็ดูเหมือนสิ่งที่สสารมืดสามารถอธิบายได้มากขึ้นทันที"

แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่มันก็ได้ทำให้ "สสารมืด" กลับมาผงาดในฐานะตัวแปรสำคัญของปริศนาแสงสว่างแห่งใจกลางกาแล็กซีอีกครั้งหนึ่ง

อนาคตของการไขปริศนานี้ฝากไว้ที่เครื่องมือสังเกตการณ์รุ่นต่อไป เช่น แถวลำดับกล้องโทรทรรศน์เชเรนคอฟ (Cherenkov Telescope Array) ซึ่งจะสามารถสำรวจรังสีแกมมาในย่านพลังงานที่สูงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทดสอบทฤษฎีเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดมากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง: Physical Review Letters

  • Fermi-LAT Galactic Center Excess Morphology of Dark Matter in Simulations of the Milky Way Galaxy
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...