หุ้น TKN ดิ่ง 11 % “ต็อบ อิทธิพัทธ์”ถูกปรับอินไซด์ ขาดคุณสมบัติผู้บริหาร
หุ้น บมจ.เถ้าแก่น้อยฯ หรือ TKN ร่วง 11 % หลัง "ต็อบ อิทธิพัทธ์ ซีอีโอ ถูก ก.ล.ต.ปรับอินไซด์ ขาดคุณสมบัติผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ทำให้ต้องลาออกจากทุกตำแหน่ง
วันที่ 28 ต.ค. 2568 ราคาหุ้นบมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ปรับตัวลงแรงตั้งแต่ภาคเช้าต่อเนื่องภาคบ่ายหลังวานนี้ (27 ต.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 5 ราย กรณีชื้อหุ้น TKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน (อินไซด์) และช่วยเหลือการกระทำความผิดหนึ่ง โดยปรับ 16.39 ล้านบาท หนึ่งในนั้นมีนายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ (ต็อบ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TKN
ณ เวลา 15.10 น. ราคาหุ้น TKN ปรับตัวลงแรงถึง 11.07 % มาที่ 4.58 บาท (-0.57 บาท)
ขณะที่ TKN แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด บริษัทฯ จะเร่งดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลงทุกตำแหน่ง และ บริษัทฯ จะรายงานความคืบหน้าต่อตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเติมต่อไป
TKN อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย นอกจากซีอีโอที่ลาออก เพราะถูกปรับอินไซด์หุ้นแล้ว ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานก็ไม่สดใส
โดย บล.กสิกรไทย มีมุมมอง "เชิงลบ" ต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 คาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 92 ล้านบาท ลดลง 43.8% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจาก ธุรกิจในต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แม้ตลาดในประเทศจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชย
นอกจากนี้ อัตรากำไรยังถูกกดดันจากต้นทุนสาหร่ายที่แม้จะลดลงเล็กน้อยแต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากเงินกู้เพิ่มเติม
บล.กสิกรไทย แนะนำ "ถือ" หุ้น TKN โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 5.80 บาท พร้อมทั้งได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568 ลง 30.9% และปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 20.0% และ 21.9% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนยอดขายต่างประเทศที่อ่อนแอ
ด้านบล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำ “ถือ” (Neutral) หุ้น TKN ราคาเป้าหมายที่ 6.00 บาท เชื่อว่า TKN ยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 เนื่องจากความต้องการสาหร่ายเติบโตเร็วกว่าอุปทาน เพราะสาหร่ายสามารถเพาะปลูกได้เฉพาะในจีน เกาหลี และญี่ปุ่นเท่านั้น อย่างไรก็ตามอัตราส่วน P/E ปี 2568 ที่ 17.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ -0.8 SD ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มที่ท้าทายได้ถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว