โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'พระแม่จ้าว' บูเช็กเทียนผู้เจิดจ้าไปทั่วฟ้าทั่วดิน กับปริศนาแผ่นทองคำและศิลาจารึกที่ไร้ตัวอักษร

The Better

อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • THE BETTER

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานเหอหนาน ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องโบราณวัตถุล้ำค่าและมีชื่อเสียงจากราชวงศ์ซางจนถึงราชวงศ์ถัง

การเดินทางครั้งนี้ ผมได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศจีนและมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ต้องขอขอบคุณที่ให้โอกาสได้เปิดหูเปิดตามา ณ ที่นี้

ท่ามกลางสมบัติล้ำค่าของพิพิธภัณฑ์ มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ "แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่จ้าว" (武曌金简) หรือ "แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่เจ๋อเทียน" 武则天金简

ต้องอธิบายก่อนว่า แผ่นซีกไม้ไผ่ (简) คือเครื่องเขียนโบราณของจีนยุคก่อนมีกระดาษ เป็นของไว้ใช้เขียนหนังสือหนังหาต่างๆ โดยใช้ไม้ไผ่มาตัดเป็นซีกเหลาให้บางแล้วเขียนอักษรลงไป จากนั้นมัดรวมเป็นแผ่นหนังสือม้วน

คำว่า อู่จ้าว (武曌) เป็นพระนามของพระนางอู่เจ๋อเทียน หรือที่คนไทยรู้จักกันชื่อบูเช็กเทียน จักรพรรดิสตรี "พระองค์เดียว" ในประวัติศาสตร์จีน โดยที่พระนาม "เจ๋อเทียน" (则天) ที่แปลว่า "ปกครองแสวรรค์" เป็นพระสมัญญามตั้งใหม่ไม่ใช่พระนามเดิม

เดิมนั้นพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน มีพระนามว่า อู่จ้าว (武照) แต่คำว่าจ้าวเขียนแบบเดิมว่า 照 (แปลว่าแสงสว่าง)

เมื่อจะทรงยึดอำนาจราชวงศ์ถังแล้วปราบดาภิเศษกเป็นจักรพรรดิสตรีองค์แรกของจีน มีขุนนางที่เป็นพระญาติ ชื่อว่า จงฉินเค่อ เห็นว่าความจะทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้พระแม่จ้าวได้รับการยอมรับและความเคารพจากขุนนางราชวงศ์ถัง วิธีการหนึ่งก็คือ การใช้อักษรสื่อความหมายอำนาจที่ครอบฟ้าคลุมดินของพระแม่เจ้า

ดังนั้น จงฉินเค่อ จึงกราบทูลให้เปลี่ยนอักษรของพระนามเดิมว่า 照 เป็นคำว่า 曌 ที่ออกเสียงเหมือนกัน

พระนาม "จ้าว" (曌) นั้นเป็นพระนามที่ทรงโปรดให้ใช้ขาน โดยเป็นตัวอักษรแบบใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลนี้ เช่นเดียวกับอักษร 18 ตัวที่ทำขึ้นมาให้เพื่อสนองแนวทางการสร้างรัฐใหม่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิสตรี

ในปีแรกของรัชสมัยเทียนโส่ว (ค.ศ. 690) พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน 67 ปี ได้ขึ้นครองราชย์และสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิของราชวงศ์ใหม่ที่ชื่ออู่โจว พระองค์ได้ออกพระราชโองการให้ขานพระนามจ้าว ด้วยตัวอักษร 曌

ความพิเศษของอักษรคำว่า "จ้าว" (曌) คือประกอบด้วยอักษรคำว่า สุริยัน (日) จันทรา (月) และนภากาศ (空) ความหมายเทียบเท่ากับ พระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่างเหนือท้องฟ้า

ความหมายนี้ไพศาลกว่าคำว่า "จ้าว" ที่ใช้อักษรว่า 照 ที่แปลว่า แสงธรรมดาๆ แต่อักษร 曌 คือแสงที่คลุมจักรวาลครอบฟ้าคลุมดิน คล้องจองทรงบัญญัติให้ขานพระสมัญญานามว่า "พระแม่เจ้าทิพยจักรพรรดิ" (圣母神皇) คือพระแม่ในฐานะเจ้าแห่งสรวงสวรรค์ และพระนามว่า "มหาอริยะจักรพรรดิผู้ปกครองฟ้า" หรือ "เจ๋อเทียนต้าเซิ่งหวงตี้" (则天大圣皇帝) อันเป็นที่มาของคำว่า "เจ๋อเทียน" หรือ "เช็กเทียน" ในพระนามที่คนทั่วไปรู้จักกัน

การที่ทรงเลือกพระนาม "จ้าว" (曌) จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เท่ากับประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งเป็นจักรพรรดิสตรี (女皇帝) ไม่ใช่จักรพรรดินี (皇后) ที่อยู่ในวังชั้นในไม่ต้องปกครองใคร แต่พระองค์เป็นผู้หญิงที่ขึ้นมาเหนืออบุรษเพื่อปกครองประเทศ เป็นหงส์เหนือมังกร ว่าราชการด้วยพระองค์เองเยี่ยงจักรพรรดิบุรุษ และยังเป็นผู้ปกครองฟ้าหรือสวรรค์ เฉกเช่นจักรพรรดิที่เป็นบุรุษ ซึ่งมีสถานะเป็น "โอรสสวรรค์" ผู้ได้รับ "โองการสวรรค์" มาปกครองแผ่นดิน

"แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่จ้าว" มีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ทำจากทอง (ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญน้อยที่สุด) แต่เพราะปรากฏว่าพระนาม อู่จ้าว (ในภาพหน้าปกของบทความนี้ก็เห็นอักษรสองตัวอยู่ตรงกลาง) และยังเป็นของตกทอดของจักรพรรดิสตรีพระองค์นี้เพียงไม่กี่ชิ้น

ประวัติของมันก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะถูกพบโดย ชวีซีหวาย ชาวนาจากเมืองเติงเฟิง มณฑลเหอหนาน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2525 โดยเขาสังเกตเห็นชิ้นทองคำระยิบระยับที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกบนยอดเขาจวิ้นจี๋บนภูเขาซงซาน ต่อมาได้รับการยืนว่าเป็นแผ่นทองคำที่พระนางบูเช็กเทียน หรือ "อู่จ้าว" ทรงถวายแก่เทพเจ้าประจำภูเขาซงซาน (ภูเขาซงซานถือเป็นศูนย์กลางโลกตามคติจีนโบราณ) เพื่อวิงวอนจากเทพเจ้าขอให้พระพลานามัยแข็งแรงปลอดจากโรคภัย

ของชิ้นนี้ทำขึ้นในปลายรัชกาลพระแม่จ้าว ก่อนที่จะทรงถูกทำรัฐประหารและต่อมาสวรรคตอย่างสงบ แล้วนำพระบรมศพไปประดิษฐานที่สุสานหลวงเฉียนหลิง (乾陵) อันเป็นสุสานหลวงของพระราชสวามี คือ จักรพรรดิถังเกาจง

แต่ที่สุสานเฉียนหลิงมีปริศนาอยู่อย่างหนึ่ง คือ ศิลาจารึกขนาดใหญ่โตมโหฬารสูงถึง 8.03 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 98.84 ตัน แต่ทั้งแผ่นศิลาอันใหญ่โตนี้เดิมไม่มีอักษรจารึกแม้แต่ตัวเดียว จึงเรียกว่า "จารึกไร้อักษร" (无字碑)

ปกติแล้วตามสุสานจะมีป้ายจารึกบอกชื่อเสียงเรียงนาม ในกรณีของสุสานหลวงจะเป็นป้ายศิลาจารึก"พระเดชพระคุณ" หรือประวัติความดีงามที่เจ้าของสุสานเคยกระทำมา

แต่มีปริศนาหลายประการเกี่ยวกับ "จารึกไร้อักษร" อันนี้ซึ่งตั้งขึ้นในรัชสมัยเสินหลงปีที่ 2 ตรงกับ ค.ศ. 706 อันเป็นรัชกาลของจักรพรรดิถังจงจงพระราชโอรสของของพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน เป็นช่วงคาบเกี่ยวของการทำรัฐประหารปลดพระแม่จากบัลลังก์

ประการแรกมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สุสานหลวงสมัยราชวงศ์มักจะไม่มีการตั้งศิลาจารึกแบบนี้

อย่างไรก็ตาม รัชกาลของพระแม่จ้าวนั้นไม่ถือเป็นราชวงศ์ถัง เพราะทรงให้ยุบราชวงศ์ถังตั้งราชวงศ์อู่โจวของพระองค์ขึ้นมา นี่อาจเป็น "การปฏิวัติวัฒนธรรม" ที่หลงเหลือจากยุคอู่โจวก็เป็นได้

แต่นั่นยังไม่เท่ากับความเป็นจารึกที่ไร้ตัวอักษรของมัน

มีทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายสาเหตุที่ที่แผ่นศิลาไร้ตัวอักษรจารึก เช่น

1. พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนเชื่อว่าคุณงามความดีและคุณธรรมของนางไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะในรัชสมัยของพระองค์ ไพร่ฟ้าอยู่เย็น บ้านเมืองเป็นสุข การปกครองโปร่งใส ในเมื่อพระคุณต่อบ้านเมืองมากมายเกินจะกล่าว จึงปล่อยจารึกให้ว่างเปล่าไว้เป็นสัญลักษณ์ว่า "ความดีมากมายเกินกว่าคำพูดจะพรรณนา"

2. พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนเคยมีพระราชดำรัสว่า "คุณงามความดีและโทษของเราจะถูกตัดสินโดยคนรุ่นหลัง" ดังนั้นจึงทรงปล่อยให้จารึกว่างเปล่า เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ประเมินคุณงามความดี พระเดชพระคุณของพระนางกันเอง ดีกว่าจะให้คนร่วมสมัยประเมินเพราะอาจจะมีความลำเอียงได้

3. ศิลาจารึกนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิถังจงจง เพื่ออุทิศแด่พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนพระราชมารดาของพระองค์ แต่เนื่องจากเกิดข้อถกเถียงว่าจะเรียกพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนว่าจักรพรรดิหรือจักรพรรดินี จึงปล่อยให้ศิลาจารึกว่างเปล่าไม่มีอักษรใดๆ

4. สถาบันวิจัยโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมส่านซีเคยค้นพบระหว่างการสืบสวนว่าด้านหน้าของศิลาจารึกถูกปกคลุมด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดยาว 4 ซม. และกว้าง 5 ซม. แต่แผ่นจารึกนั้นหายไป อาจเป็นไปได้ว่าพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนได้มอบจารึกที่เขียนข้อความไว้แล้วให้กับจักรพรรดิถังจงจง แต่จักรพรรดิถังจงจงคงจะไม่พอใจการกระทำของมารดาที่ทำการยกเลิกราชวงศ์ถังและสถาปนาราชวงศ์อู่โจว (จักรพรรดิถังจงจงทรงเป็นทายาทของราชวงศ์ถังตามพระราชบิดา) จักรพรรดิถังจงจงจึงไม่ต้องการยกย่องพระแม่เจ้า แต่ก็ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารพระแม่เจ้า จึงทิ้งศิลาจารึกไว้โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใดๆ

นี่เป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ แต่ทฤษฎีต่างๆ ข้างต้น บางทฤษฎีนั้นสะท้อนตัวตนของพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนได้ดี คือ ทรงองอาจ กล้าหาญ เด็ดขาด การที่จะทรงดำริให้คนรุ่นหลังพิจารณาพระเดชพระคุณของพระนางเองนั้นก็ควรแก่เหตุผลอยู่

แต่ความที่พระองค์โปรดการยกย่องตนเองโดยตั้งพระนามต่างๆ อันสะท้อนความเลิศเลอของพระองค์ ก็ยังสะท้อนทฤษฎีที่ว่าทรงอาจะเห็นว่าความดีความชอบของพระองค์นั้นมากมายเหลือคณานับ ดั่งแสงเจิดจ้าครอบคลุมพื้นพสุธาและหล้าหาว เกินกว่าจะคำนวณนับและกล่าวเป็นคำพูดได้ จึงให้ปล่อยจารึกเป็นการสื่อว่าความดีของพระองค์นั้นกว้างใหญ่ดัง "ท้องฟ้า" (空) และคำว่าท้องฟ้านั้นยังเป็นไวพจน์กับคำว่า "ว่างเปล่า" (空) อีกด้วย

เช่นเดียวกับพระนาม "จ้าว" (曌) ที่ประกอบด้วยคำว่าท้องฟ้า (空) อันกว้างใหญ่ไม่อาจประมาณได้

ดังนั้น ความดีงามที่ไพศาลดุจฟ้า จึงควรแค่าแก่การทำให้จารึกนั้นว่างเปล่าจนใส่อักษรพรรณนาไว้ไม่พอ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - 武则天金简 โดย กรกิจ ดิษฐาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...