โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท แข็งสุดในอาเซียน: คำตอบอยู่ที่ดุลการชำระเงิน และแรงหนุนต่างชาติหัวใจไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 13.31 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 06.31 น.

Bnomics วิเคราะห์เหตุผลที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นอย่างโดดเด่น จาก 34.38 บาทต่อดอลลาร์ เหลือเพียง 31.76 บาทต่อดอลลาร์ ทำไมเงินบาทถึงแข็งกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค?

เรื่องและภาพ: ธนโชติ นนทกะตระกูล Economist, Bnomics

ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 17 ก.ย. 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ค่าเงินบาท จาก 34.38 บาท/ดอลลาร์ แข็งขึ้นมาเหลือเพียง 31.76 บาท/ดอลลาร์ และเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยกลายเป็น “ผู้แข็งค่ามากที่สุด”

คำถามคือ…อะไรผลักดันให้เงินบาทแข็ง

คำตอบอยู่ที่ ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BoP): ตัวขับเคลื่อนหลักของค่าเงินบาท

1.การส่งออกสินค้า: เครื่องยนต์หลักของดุลการค้า

ผู้ประกอบการไทยเร่งส่งออก (front-loading) เพื่อเลี่ยงภาษีของสหรัฐ ขณะเดียวกันไทยยังเป็นศูนย์กลางค้าทองคำในภูมิภาค เพียง 7 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกทองคำกว่า 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เกือบเท่าทั้งปี 2567 แล้ว เหตุการณ์คล้ายกันเคยเกิดในปี 2563 เมื่อราคาทองคำโลกพุ่งแรงจนกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่การนำเข้ายังโตช้ากว่าเพราะการลงทุนในประเทศไม่ฟื้นเต็มที่ หลายโครงการยังไม่เกิด ทำให้ดุลการค้ายังเกินดุลต่อเนื่อง

2 การท่องเที่ยว: เสาหลักรายได้บริการ

ไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเกินกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รายได้นี้สร้างแรงซื้อเงินบาทโดยตรง ทั้งจากการใช้จ่ายและการแลกเปลี่ยนเงินตรา ส่งผลให้เงินบาทแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

3.เงินทุนไหลเข้า: กระจกสะท้อนความเชื่อมั่น

แม้ตลาดหุ้นไทยยังไม่คึกคัก แต่ตลาดตราสารหนี้ยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรไทยกว่า 60,440 ล้านบาท ตรงข้ามกับปีก่อนที่ขายสุทธิ 25,768 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งแรงเก็งกำไรค่าเงินและความเชื่อมั่นในเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

4.Net Errors and Omissions (NEO): ตัวเลขที่บอกเล่าช่องโหว่ข้อมูล

NEO คือค่าความคลาดเคลื่อนสุทธิที่สะท้อนธุรกรรมระหว่างประเทศที่ไม่ได้ถูกบันทึกครบถ้วน หากเป็นบวก ดุลการชำระเงินรวมจะดูเกินดุลมากขึ้น หนุนให้เงินบาทแข็ง ในทางตรงกันข้าม หากเป็นลบ ก็ทำให้ดุลขาดดุลและกดดันเงินบาทอ่อนค่า IMF แนะนำว่า NEO ควรไม่เกิน ±5% ของมูลค่าการค้า สำหรับประเทศกำลังพัฒนาควรต่ำกว่า 2% และประเทศพัฒนาแล้วไม่เกิน 1%

ล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2568 NEO ของไทยอยู่ที่ 3,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5% ของมูลค่าการค้า แม้จะสูงแต่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ และต่ำกว่าปี 2563 ที่แตะ 3%

แต่ NEO ยังคงสะท้อนช่องโหว่ข้อมูลที่ยังรอการแก้ไข เช่น การโอนเงินนอกระบบ การค้าชายแดนกึ่งไม่เป็นทางการ หรือธุรกรรมเหลื่อมเวลาอย่างการส่งออกทองคำที่เงินเข้ามาแล้ว แต่เอกสารรายงานล่าช้า ทำให้ตัวเลขการค้ากับการเงินไม่ตรงกัน

5.ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า: จิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่

ปัจจัยทรงพลังที่สุดคือการอ่อนค่าของดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นปี 2568 ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนลงกว่า 10% จากความไม่แน่นอนนโยบายการค้าภายใต้รัฐบาล Trump และการคาดการณ์ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด เมื่อดอลลาร์อ่อน เงินทุนจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย พูดง่าย ๆ แค่ดอลลาร์อ่อน บาทก็แข็งได้เอง

ค่าเงินบาท

แล้วทำไมค่าเงินอาเซียนอื่นไม่แข็งเท่าไทย

ดุลการบัญชีเดินสะพัดไม่แข็งแรง

  • ฟิลิปปินส์: พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน อาหาร และวัตถุดิบจำนวนมาก แม้จะมีรายได้จากบริการและเงินโอนกลับประเทศของแรงงานในต่างประเทศ (remittances) แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยการนำเข้า ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
  • อินโดนีเซีย: ได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหิน นิกเกิล และน้ำมันปาล์ม แต่มีการนำเข้าเครื่องจักรและพลังงานในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ดุลการค้าไม่เกินดุลมากนัก
  • เวียดนาม: แม้การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบเป็นหลัก ทำให้ดุลการค้าไม่เกินดุลมากเพียงพอที่จะหนุนค่าเงิน
  • มาเลเซีย: แม้มีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปาล์ม แต่ถูกหักล้างด้วยการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าทุนสำหรับการผลิต ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลไม่สูงนัก

เงินทุนเคลื่อนย้ายต่างกัน

-เวียดนามและฟิลิปปินส์: เผชิญแรงขายหุ้นและตราสารหนี้จากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

-มาเลเซีย: นักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังและการเมือง ทำให้เงินทุนไหลเข้าในตลาดการเงินไม่ต่อเนื่อง

นโยบายการเงินและความเชื่อมั่น

-สิงคโปร์: ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ดำเนินนโยบายกำกับดูแลค่าเงินผ่านตะกร้าสกุลเงิน (NEER band) โดยอนุญาตให้ SGD แข็งค่าได้ แต่ควบคุมให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ทำให้ค่าเงินแข็งค่าแต่ไม่มากเท่าค่าเงินบาท

-อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์: มีภาระหนี้สาธารณะและหนี้เอกชนในรูปสกุลดอลลาร์สูง ความไม่แน่นอนของดอกเบี้ยในตลาดโลกทำให้เงินทุนไหลออกได้ง่าย ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินจึงไม่ดึงดูดนักลงทุน

-มาเลเซีย: ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) เน้นการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อ จึงไม่ปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่ารวดเร็วหรือรุนแรง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคการส่งออก

-เวียดนาม: ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ใช้นโยบายกึ่งตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐ แม้แรงกดดันในตลาดจะผลักดันให้ค่าเงินแข็งค่า แต่ทางการเลือกที่จะกดค่าเงินไว้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก

-ไทย: แม้เศรษฐกิจขยายตัวเพียงประมาณ 3% แต่ฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทยมีความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เงินบาทถูกมองว่าเป็น safe haven ของภูมิภาค อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายดูแลค่าเงินโดยมุ่งเน้น “การลดความผันผวน” มากกว่าการตรึงค่าเงิน ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่นในอาเซียน

ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงต่อ

- ผู้ส่งออก: ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นทำให้รายได้ทันทีหายไป เช่น การส่งออกมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่เคยได้รับ 340 ล้านบาท อาจลดเหลือเพียง 317 ล้านบาท กดดันความสามารถในการแข่งขันโดยตรง

-ผู้ประกอบการ SME: กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลางเผชิญแรงกดดันมากกว่า เนื่องจากขาดเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

-ผู้นำเข้าและผู้บริโภค: ได้อานิสงส์จากต้นทุนนำเข้าที่ถูกลง ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าหลายรายการทรงตัวหรือลดลง ช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านค่าครองชีพในบางส่วน

-การท่องเที่ยว: คนไทยได้ประโยชน์จากการเดินทางไปต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายถูกลง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การใช้จ่ายในไทยอาจดู “แพงขึ้น” เมื่อเทียบกับสกุลเงินของตน อาจส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวขาเข้าฟื้นตัวไม่เต็มที่

บทสรุป

“ค่าเงินที่แข็งเกินไปก็เจ็บ อ่อนเกินไปก็เสี่ยง”

ทางรอดที่แท้จริงคือ เสถียรภาพ ไม่ใช่การวิ่งแข่งให้แข็งหรืออ่อนเกินไป เพราะค่าเงินที่มีเสถียรภาพเท่านั้น ที่ทำให้ธุรกิจวางแผนได้ และประชาชนไม่ต้องทนทุกข์กับความผันผวนเกินจำเป็น (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...