โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เมื่อสังคมวิพากษ์วิจารณ์โฆษกหญิงของไทย-กัมพูชา ทำไมเรื่องราวเบื้องหลังถึงสำคัญกว่าบทบาทหน้าที่จริง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 11.40 น.
ภาพไฮไลต์

โฆษกกลาโหมกัมพูชา พลโทหญิง มาลี โสเจียตา เป็นหัวข้อพูดคุยของคนไทยมาตลอดหลายสัปดาห์ ทั้งจากเรื่องที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น ‘เมียน้อย’ ของสมเด็จ ฮุน เซน หนำซ้ำยังมีการทำคลิป AI ในเชิงชู้สาวกับฮุน เซน นอกจากนี้ยังมีการล้อเลียนเรื่องหน้าตาด้วย

ในแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง TikTok ก็มีการทำคอนเทนต์ ในลักษณะที่สะท้อนให้เห็นว่าคำว่า ‘มาลี’ เป็นคำด่าแบบใหม่ ที่ทั้งโซะ ทั้งฮิต และอาจยืนยันได้จากบทสนทนาที่ดันไปได้ยินคนบนรถไฟฟ้าคุยกันว่า “เดี๋ยวนี้ถ้าจะด่าใครต้องด่าว่า ‘มาลี’ นะ”

ภายหลังทางการไทยได้แต่งตั้ง บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นโฆษกจิตอาสาของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ทั้งคู่ถูกเปรียบเทียบว่าใคร ‘ดี’ กว่าใคร ซึ่งคำว่าดีที่ว่านี้ไม่ได้ถกเถียงกันบนบทบาทโฆษก แต่เป็นความสวย รูปร่าง และเรื่องราวเบื้องหลังของคนทั้งคู่

ปนัดดา ถูกโต้กลับจากฝ่ายกัมพูชาเช่นกัน จากการหยิบยกรูปสมัยที่ยังเป็นนางแบบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เชิงขบขันและด้อยค่าความเป็นผู้หญิง

ยิ่งไปกว่าการหยิบยกมาล้อเลียนกันเองในสังคม สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารให้ ‘ความสนุก’ แบบนี้ถึงผู้ชมในวงกว้างเช่นกัน

ทั้งหมดนี้อาจกลายเป็นความจับจดอยู่กับการสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาโดยมีความเป็นหญิงเป็นเครื่องมือ เบี่ยงประเด็นจากสาระหลักที่ควรโฟกัสบทบาทหน้าที่โฆษก ทั้งมาลีและปนัดดาอาจทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ดี แต่ระหว่างทางนี้เราแทบไม่เห็นการวิจารณ์การทำงานอย่างแท้จริงของทั้งสองคน

หากมองย้อนกลับไป หลายครั้งเมื่อผู้หญิงขึ้นมามีบทบาทมักจะมีการพูดถึงเรื่องอื่นๆ มากกว่าการโฟกัสที่บทบาทหน้าที่จริงๆ เช่น จาซินดา อาเดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ผู้ถูกชื่นชมและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการพาประเทศฝ่าวิกฤตโควิด-19 กลับกันความนิยมในประเทศค่อนข้างสวนทางกัน ผลงานไม่เป็นที่พึงพอใจ

อย่างไรก็ตามภาพที่ปรากฏให้เห็นนอกจากการวิพากษ์วิธีการทำงานหรือการบริหารคือ การวิพากษ์ด้วยถ้อยคำแบ่งแยกทางเพศและเหยียดเพศอย่างมาก เคยมีการตัดต่อรูปของเธอและชี้นำไปในเชิงการคุกคามทางเพศ โพสต์รูปภาพของเธอพร้อมระบุว่า ให้เช่าบริการ

ครั้งหนึ่งระหว่างที่เธอพบปะกับ ซานนา มาริน นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ นักข่าวชายคนหนึ่งกล่าวว่าผู้นำทั้งสองพบกันเพราะพวกเขามีเพศเดียวกันและอายุใกล้เคียงกัน จนอาร์เดิร์นสวนกลับว่า “ฉันสงสัยว่ามีใครเคยถามบารัค โอบามา และจอห์น คีย์ หรือเปล่าว่าพวกเขาพบกันเพราะอายุใกล้เคียงกัน และการที่ผู้หญิงสองคนพบกันไม่ได้เป็นเพียงเพราะเพศของพวกเธอเท่านั้น”

ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนเมื่อปี 2010 วิกเตอร์ ยานูโควิช หนึ่งในแคนดิเดตเคยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการดีเบตกับคู่แข่งอย่าง ยูเลีย ติโมเชนโก ด้วยเหตุผลที่ว่า “ถ้าเธอเป็นผู้หญิง เธอก็ควรกลับไปเข้าครัว” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการดูถูกและแบ่งแยกทางเพศอย่างชัดเจน

แน่นอนว่าทั้งสองกรณีที่ยกตัวอย่างมาอาจมีปัจจัยเรื่องการเป็น ‘ผู้นำสูงสุดของประเทศ’ จึงเป็นศูนย์กลางของการแสดงความเห็น แต่ความเห็นที่สะท้อนออกมานั้นก็เป็นความเห็นเรื่อง ‘เพศ’ ที่ต้องมาเคียงคู่กับความเป็นผู้นำหญิงเสมอ

หรือหากจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกับกรณีของมาลีและปนัดดาที่ไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุดของรัฐ ก็มีให้เห็นไม่น้อย ตัวอย่างกรณีของ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เธอเป็นอีกคนที่ถูกวิจารณ์จากความเป็นหญิงอยู่หลายครั้ง ไม่เว้นแม้แต่จากผู้หญิงด้วยกันเอง

หลายครั้งหลังจากที่ศิริกัญญาออกมาวิจารณ์นโยบายรัฐ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผู้ที่ยึดถือคุณค่าหรืออุดมการณ์ที่ต่างกัน ก็จะด่าทอด้วยคำพูดเหยียดเพศ เหยียดการศึกษาต่างๆ

ย้อนไปช่วงที่ศิริกัญญาถูกคาดเดาว่าจะได้นั่งเก้าอี้ รมว.คลัง ตั้งแต่รู้ผลว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงที่สุด แต่เสียงวิจารณ์ที่ตามมาคือ “มือใหม่ ไร้ประสบการณ์ เป็นแค่พนักงานบริษัทมาก่อน” “ศิริกัญญาเทียบเผ่าภูมิไม่ได้เลย”

ซึ่งศิริกัญญาเคยกล่าวตอนหนึ่งในรายการFriends Talk ว่า “ดิฉันถูกขุดยันโคตรเหง้า ถามหาว่า GPA เท่าไร แต่พอตั้งรัฐบาลเสร็จไม่มีใครถามอีกเลยว่า รมว.คลัง หรือ รมช. เขามีคุณสมบัติเป็นอย่างไร เพียงพอไหม…แล้วทำไมตอนนั้นคุณไม่ถามความรู้ทางการคลังของดิฉัน คุณมาเทสก็ได้”

อีกกรณีหนึ่งคือกรณีของ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นอีกคนที่ช่วงหนึ่งของการเป็น สส.พรรคอนาคตใหม่ ถูกวิจารณ์เรื่องการแต่งตัวเข้าสภาฯ พ้นไปจากนั้นไม่ว่าจะออกมาแสดงความเห็นเรื่องอะไรก็จะถูกเรียกด้วยถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม และวิจารณ์หน้าตามาเสมอ

สุดท้ายแล้วทั้งในกรณีของมาลีและปนัดดา รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าวงสนทนาและพื้นที่สื่อยังคงใช้เพศ หน้าตา และชีวิตส่วนตัวเป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงหรือโจมตี มากกว่าการวิพากษ์ตรวจสอบผลงานหรือบทบาทหน้าที่อย่างจริงจัง

อีกนัยหนึ่งคงพูดได้ว่า เรายังคงสนุกปากกับเรื่องนินทา เรื่องราวเบื้องหลังของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ ภาพตัดต่อ หรือการขุดคุ้ยประวัติส่วนตัว ทุกอย่างถูกหยิบมา ‘สร้างสีสัน’ และส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นความบันเทิงสาธารณะ ความสนุก (ที่สนุกสนานอยู่ฝ่ายเดียว) เช่นนี้ มักถูกห่อหุ้มด้วยเสียงหัวเราะและถ้อยคำเสียดสี จนบางครั้งลืมตั้งคำถามว่ามันกำลังเบี่ยงสายตาออกจากประเด็นสำคัญหรือไม่

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนค่านิยมทางสังคมที่ยังติดอยู่กับกรอบเพศ แต่ยังบั่นทอนความเป็นธรรมและคุณภาพของการถกเถียงในสังคม เพราะทำให้สาระสำคัญเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ถูกกลบหายไปภายใต้เสียงหัวเราะหรือการเสียดสีที่มีรากจากอคติทางเพศ

อ้างอิง:

บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อสังคมวิพากษ์วิจารณ์โฆษกหญิงของไทย-กัมพูชา ทำไมเรื่องราวเบื้องหลังถึงสำคัญกว่าบทบาทหน้าที่จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...