เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2%
เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2% ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก สะท้อนความต้องการควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 15-19 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 31.79/80 บาท/ดอลลาร์สหัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 31.68/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากการปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นลบสำหรับสกุลเเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
โดยในวันจันทร์ (15/9) เฟดสาขานิวยอร์กเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย. ดิ่งลง 20.6 จุด สู่ระดับ -8.7 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +4.5 จากระดับ +11.9 ในเดือน ส.ค. โดยดัชนีแตะระดับต่ำกว่า 0 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังถูกกดดันจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social บีบให้พาวเวลล์ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่
เฟดลดดอกเบี้ย 0.25%
สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลง 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก พร้อมเน้นว่าการตัดสินใจของเฟดสะท้อนความต้องการควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคแรงงานที่เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
แม้เฟดยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราว่างงานในปีนี้ไว้เท่าเดิม แต่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ในปีนี้จาก 1.4% เป็น 1.6% ขณะที่แบบจำลอง GDPNow ล่าสุดของเฟดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 3/2568 หลังจากหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1 และขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 2
ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจในคืนวันอังคาร (16/9) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ก.ค. และสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านทรงตัวที่ระดับ 32 ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 33 โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ
นอกจากนี้ เฟดได้เปิดเผยว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.4% ในเดือน ก.ค. และในวันพฤหัสบดี (18/9) ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 33,000 ราย สู่ระดับ 231,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 241,000 ราย หลังพุ่งแตะระดับ 264,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 2564 และจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 7,000 ราย สู่ระดับ 1.920 ล้านราย ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.950 ล้านราย ดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น
ธปท.ถกปมบาทแข็ง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (15/9) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่และผู้ประกอบการร้านทอง เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม โดยการหารือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดแรงกดดันต่อภาคส่งออกและเสริมเสถียรภาพให้กับระบบการเงินของประเทศในระยะยาว
ในวันพุธ (17/9) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือน ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเบิกจ่ายงบฯลงทุนในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย, ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐ ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น หลังจากแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ และเงินบาทแข็งค่า
ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.60-31.96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 31.87/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 1.1726/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 1.1729/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ฝรั่งเศสถูกลดอันดับเครดิต
เมื่อวันศุกร์ (12/9) บริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสจาก AA- เป็น A+ โดยให้แนวโน้มมีเสถียรภาพ สะท้อนความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การขาดดุลสูง และความขัดแย้งทางการเมืองที่ขัดขวางการปรับโครงสร้างการคลัง Fitch คาดว่าหนี้จะแตะ 121% ของ GDP ในปี 2570 และการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ 0.6% ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสย้ำถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ
ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้เริ่มหารือกับกลุ่มการเมืองในรัฐสภาเพื่อเตรียมงบประมาณและเดินหน้าฟื้นฟูการคลังสาธารณะ
ในวันจันทร์ (15/9) ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 ลง 0.1% จากเดือน มิ.ย. โดยเตือนถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านงบประมาณและปัจจัยภายนอก ส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่ายูโรโซนในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1852 หลังสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (Eurostat) เปิดเผยข้อมูลว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 2.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการและเดือนก่อนหน้าที่ 2.1% ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนสูง และเป็นตัวเลขที่ตลาดให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อยู่ที่ 2.3% ตรงกับตัวเลขประมาณการและเดือนก่อนหน้าที่ 2.3%
ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.1715-.1852 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 1.1773/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 147.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 147.46/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ (15/9) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นลงเหลือ 15% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. หลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นมานานเกือบ 5 เดือน
BOJ คงดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ในวันศุกร์ (19/9) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ 0.5% หลังสิ้นสุดการประชุมนโยบายการเงิน ทั้งนี้ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับปัจจุบันในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากดำเนินมาตรการผ่อนคลายเป็นพิเศษมานานนับ 10 ปี
ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันพุธ (17/9) เบื้องต้นว่า ยอดส่งออกจากญี่ปุ่นไปยังสหรัฐ ร่วงลง 13.8% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.39 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เนื่องจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์ลดลงหลังถูกสหรัฐรีดภาษีนำเข้า ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าสหรัฐดิ่งลงถึง 50.5% แตะระดับ 3.24 แสนล้านเยน โดยได้รับแรงกดดันจากยอดส่งออกรถยนต์ที่ร่วงลง 28.4% ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 11.6% สู่ระดับ 1.06 ล้านล้านเยน
และในวันศุกร์ (19/9) ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ส.ค. ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนอาหารที่สูงอย่างต่อเนื่อง ดัชนี Core CPI ซึ่งไม่รวมอาหารสด เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือน ก.ค. ซึ่งสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ส.ค. ชะลอตัวลงนั้นเป็นเพราะราคาพลังงานที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่ดัชนี Core-Core CPI ซึ่งไม่รวมทั้งราคาพลังงานและอาหารสด ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือน ส.ค. รายงานระบุว่าราคาอาหาร ซึ่งไม่รวมอาหารสด ปรับตัวขึ้น 0.8% ชะลอตัวลงจากระดับ 8.3% ในเดือน ก.ค. ขณะที่ราคาพลังงานลดลง 3.3% หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนก่อนหน้า
โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 146.70-147.99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 147.86/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net