โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2568 เวลา 11.38 น.
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ภาพโดย REUTERS/Nathan Howard (file photo)

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2% ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก สะท้อนความต้องการควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 15-19 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 31.79/80 บาท/ดอลลาร์สหัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 31.68/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากการปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นลบสำหรับสกุลเเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

โดยในวันจันทร์ (15/9) เฟดสาขานิวยอร์กเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย. ดิ่งลง 20.6 จุด สู่ระดับ -8.7 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +4.5 จากระดับ +11.9 ในเดือน ส.ค. โดยดัชนีแตะระดับต่ำกว่า 0 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังถูกกดดันจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social บีบให้พาวเวลล์ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25%

สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลง 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก พร้อมเน้นว่าการตัดสินใจของเฟดสะท้อนความต้องการควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคแรงงานที่เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

แม้เฟดยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราว่างงานในปีนี้ไว้เท่าเดิม แต่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ในปีนี้จาก 1.4% เป็น 1.6% ขณะที่แบบจำลอง GDPNow ล่าสุดของเฟดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 3/2568 หลังจากหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1 และขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 2

ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจในคืนวันอังคาร (16/9) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ก.ค. และสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านทรงตัวที่ระดับ 32 ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 33 โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ

นอกจากนี้ เฟดได้เปิดเผยว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.4% ในเดือน ก.ค. และในวันพฤหัสบดี (18/9) ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 33,000 ราย สู่ระดับ 231,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 241,000 ราย หลังพุ่งแตะระดับ 264,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 2564 และจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 7,000 ราย สู่ระดับ 1.920 ล้านราย ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.950 ล้านราย ดีกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น

ธปท.ถกปมบาทแข็ง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (15/9) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่และผู้ประกอบการร้านทอง เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม โดยการหารือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดแรงกดดันต่อภาคส่งออกและเสริมเสถียรภาพให้กับระบบการเงินของประเทศในระยะยาว

ในวันพุธ (17/9) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือน ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเบิกจ่ายงบฯลงทุนในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย, ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐ ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น หลังจากแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ และเงินบาทแข็งค่า

ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.60-31.96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 31.87/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 1.1726/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 1.1729/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ฝรั่งเศสถูกลดอันดับเครดิต

เมื่อวันศุกร์ (12/9) บริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสจาก AA- เป็น A+ โดยให้แนวโน้มมีเสถียรภาพ สะท้อนความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การขาดดุลสูง และความขัดแย้งทางการเมืองที่ขัดขวางการปรับโครงสร้างการคลัง Fitch คาดว่าหนี้จะแตะ 121% ของ GDP ในปี 2570 และการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ 0.6% ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสย้ำถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้เริ่มหารือกับกลุ่มการเมืองในรัฐสภาเพื่อเตรียมงบประมาณและเดินหน้าฟื้นฟูการคลังสาธารณะ

ในวันจันทร์ (15/9) ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 ลง 0.1% จากเดือน มิ.ย. โดยเตือนถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านงบประมาณและปัจจัยภายนอก ส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่ายูโรโซนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1852 หลังสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (Eurostat) เปิดเผยข้อมูลว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 2.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการและเดือนก่อนหน้าที่ 2.1% ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนสูง และเป็นตัวเลขที่ตลาดให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อยู่ที่ 2.3% ตรงกับตัวเลขประมาณการและเดือนก่อนหน้าที่ 2.3%

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.1715-.1852 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 1.1773/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (15/9) ที่ระดับ 147.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/9) ที่ระดับ 147.46/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ (15/9) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นลงเหลือ 15% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. หลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นมานานเกือบ 5 เดือน

BOJ คงดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ (19/9) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ 0.5% หลังสิ้นสุดการประชุมนโยบายการเงิน ทั้งนี้ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับปัจจุบันในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากดำเนินมาตรการผ่อนคลายเป็นพิเศษมานานนับ 10 ปี

ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันพุธ (17/9) เบื้องต้นว่า ยอดส่งออกจากญี่ปุ่นไปยังสหรัฐ ร่วงลง 13.8% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.39 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เนื่องจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์ลดลงหลังถูกสหรัฐรีดภาษีนำเข้า ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าสหรัฐดิ่งลงถึง 50.5% แตะระดับ 3.24 แสนล้านเยน โดยได้รับแรงกดดันจากยอดส่งออกรถยนต์ที่ร่วงลง 28.4% ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 11.6% สู่ระดับ 1.06 ล้านล้านเยน

และในวันศุกร์ (19/9) ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ส.ค. ปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนอาหารที่สูงอย่างต่อเนื่อง ดัชนี Core CPI ซึ่งไม่รวมอาหารสด เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือน ก.ค. ซึ่งสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ส.ค. ชะลอตัวลงนั้นเป็นเพราะราคาพลังงานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่ดัชนี Core-Core CPI ซึ่งไม่รวมทั้งราคาพลังงานและอาหารสด ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือน ส.ค. รายงานระบุว่าราคาอาหาร ซึ่งไม่รวมอาหารสด ปรับตัวขึ้น 0.8% ชะลอตัวลงจากระดับ 8.3% ในเดือน ก.ค. ขณะที่ราคาพลังงานลดลง 3.3% หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนก่อนหน้า

โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 146.70-147.99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/9) ที่ระดับ 147.86/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด สู่ระดับ 4.00-4.2%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...