ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของ “EGAT-PTT-PTTEP” เป็นลบ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของ EGAT-PTT-PTTEP เป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+
วันที่ 30 กันยายน 2568 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาว (InternationalLong-Term Issuer Default Rating: IDR) ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตของทั้งสามบริษัท และอันดับเครดิตตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันของ ปตท.สผ. ที่ BBB+
โดยฟิทช์เรทติ้งส์ ระบุว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การปรับแนวโน้มดังกล่าวเนื่องจากการที่ฟิทช์เรทติ้งส์ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” ขณะที่ยังคงยืนยันอันดับเครดิตระยะยาวของรัฐบาล (sovereign Long-Term IDR) ไว้ที่ระดับ ‘BBB+’ ซึ่งอันดับเครดิตและแนวโน้มของ กฟผ. ไม่สามารถสูงกว่าอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยได้ เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจควบคุมโดยตรงต่อ กฟผ. รวมถึงไม่มีกรอบกลไกที่จำกัดการเข้าถึงเงินสดหรือสินทรัพย์ของ กฟผ. โดยรัฐบาล
ขณะที่การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. สอดคล้องกับการที่ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ขณะที่คงอันดับเครดิตที่ ‘BBB+’ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568
ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) อันดับเครดิตสากลระยะยาว และแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.ไม่สามารถอยู่สูงกว่าอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศได้ เนื่องจากไม่มีโครงสร้างที่จำกัดสิทธิของภาครัฐฯในการเข้าถึงเงินสดและสินทรัพย์ของ ปตท. ดังนั้นการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อ ปตท.
ส่วนการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. สะท้อนการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่ คือ ปตท. เนื่องจากอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. อยู่ในระดับเดียวกันกับ ปตท. โดยอ้างอิงจากการประเมินของฟิทช์ว่าปตท.มีแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์และด้านการดำเนินงาน ในการให้การสนับสนุน ปตท.สผ.ที่อยู่ในระดับสูง (High) ภายใต้หลักเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทย่อย (Parent and Subsidiary Linkage Rating Criteria)
แนวโน้มของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของ ปตท. ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศเป็นการวัดความน่าเชื่อถือสัมพัทธ์ระหว่างประเทศและผู้ออกตราสารอื่นภายในประเทศไทย
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
- แรงจูงใจภาครัฐฯ ในการให้การสนับสนุนปตท.: ฟิทช์มองว่าบทบาทของ ปตท. ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ (Preservation of government policy) ทางด้านพลังงานอยู่ในระดับสูงมาก โดยปตท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การผิดนัดชำระหนี้ของปตท.จะส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าและทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศลดลง
นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯในกรณีที่ ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ (Contagion risk) อยู่ในระดับสูงมากเช่นกัน เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท. เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีการกู้เงินและออกหุ้นกู้ ดังนั้นการผิดนัดชำระหนี้ของปตท.จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการกู้ยืมเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต้นทุนทางการเงินของภาครัฐฯ
- ความรับผิดชอบของภาครัฐฯ ในการให้การสนับสนุนปตท.: ฟิทช์ประเมินเรื่องการดูแลและการควบคุม (Decision-making and oversight) ของภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง เนื่องจากภาครัฐฯ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ร้อยละ 63 ในปตท. แม้ว่าภาครัฐฯ มีนโยบายให้ปตท.ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีการควบคุมนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์หลักๆ ในภาพกว้าง นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐฯ (Precedents of support) ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง โดยฟิทช์เชื่อว่าการที่ภาครัฐฯ ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐวิสาหกิจในธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อประเทศเช่นเดียวกันกับธุรกิจพลังงาน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่าภาครัฐฯ น่าจะให้การสนับสนุนแก่ปตท.เช่นกันในกรณีที่บริษัทฯ มีความต้องการ แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เนื่องจากปตท.มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
- แรงจูงใจของ ปตท. ในการสนับสนุน ปตท.สผ.: ฟิทช์เชื่อว่า ปตท. มีแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์ในระดับสูง (High) ในการสนับสนุน ปตท.สผ. ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำเพียงรายเดียวและเป็นบริษัทหลักของห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรของ ปตท. โดยได้รับการสนับสนุนจากสัดส่วนการมีส่วนร่วมของธุรกิจต้นน้ำของ ปตท.สผ. ต่อ EBITDA ของกลุ่มที่อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 60 ในปี 2567 ทั้งนี้ วัตถุดิบส่วนสำคัญของ ปตท. สำหรับโรงแยกก๊าซฯรวมถึงก๊าซสำหรับโรงไฟฟ้า มาจาก ปตท.สผ.
- แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์สินค้าร่วมกัน (Management and Brand Overlap) อยู่ในระดับสูง: ฟิทช์ยังประเมินว่าโครงสร้างการบริหารร่วมกันผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง และการใช้แบรนด์สินค้าระหว่าง ปตท. และ ปตท.สผ. อยู่ในระดับสูง (High) โดยมีการสับเปลี่ยนกรรมการและผู้บริหารระหว่างบริษัทย่อยในเครือ ปตท. อย่างสม่ำเสมอ รวมถึง ปตท.สผ. นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ของ ปตท.สผ. ยังบูรณาการอย่างแนบแน่นกับยุทธศาสตร์ธุรกิจโดยรวมของ ปตท.
- ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมของสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ที่เพียงพอสำหรับ ปตท.สผ.: ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) ของ ปตท.สผ. จะยังคงต่ำกว่า 0.5 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังที่ระดับ ‘bbb’ ในช่วงสองสามปีข้างหน้า แม้โครงสร้างทางการเงินจะอ่อนแอลงจากสถานะที่มีเงินสดมากกว่าหนี้สินในปัจจุบัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ลดลง ส่งผลให้กระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) ติดลบในช่วงปี 2568-2570
- ความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง: ปตท.สผ. มี EBITDA และอัตรากำไรที่ดีกว่าคู่แข่งที่มีการพึ่งพาน้ำมันดิบสูงกว่า โดย ปตท.สผ. มีสัดส่วนการขายก๊าซสูง (ปี 2567: ร้อยละ 71) ซึ่งราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 6-12 เดือนของราคาน้ำมันดิบ ต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำยังเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
- ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมของของสถานะเครดิตโดยลำพังของ ปตท. ที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง: ฟิทช์คาดว่าสถานะทางการเงินของ ปตท. จะยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังที่ระดับ ‘bbb+’ แม้ว่าความสามารถในการรองรับหนี้สินจะปรับตัวลดลง โดยคาดว่าอัตราส่วน EBITDA net leverage จะปรับขึ้นมาอยู่ราว 1.9-2.0 เท่า ในปี 2568-2569 จาก 1.6 เท่า ในปี 2567 แต่ระดับอัตราส่วนหนี้สินยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังปัจจุบันของ ปตท. ที่ ‘bbb+’ ฟิทช์คาดว่า EBITDA ตจะอ่อนตัวลงส่วนหนึ่งจากธุรกิจต้นน้ำที่ลดลงจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต่ำลงและการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่ช้าลง ทั้งนี้ ปตท. ยังมีความยืดหยุ่นด้านการลงทุนแม้ฟิทช์ยังไม่ได้สะท้อนสมมุติฐานนี้ในประมาณการ