โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของ “EGAT-PTT-PTTEP” เป็นลบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 18.48 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 11.48 น.

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของ EGAT-PTT-PTTEP เป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+

วันที่ 30 กันยายน 2568 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาว (InternationalLong-Term Issuer Default Rating: IDR) ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตของทั้งสามบริษัท และอันดับเครดิตตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันของ ปตท.สผ. ที่ BBB+

โดยฟิทช์เรทติ้งส์ ระบุว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การปรับแนวโน้มดังกล่าวเนื่องจากการที่ฟิทช์เรทติ้งส์ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” ขณะที่ยังคงยืนยันอันดับเครดิตระยะยาวของรัฐบาล (sovereign Long-Term IDR) ไว้ที่ระดับ ‘BBB+’ ซึ่งอันดับเครดิตและแนวโน้มของ กฟผ. ไม่สามารถสูงกว่าอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยได้ เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจควบคุมโดยตรงต่อ กฟผ. รวมถึงไม่มีกรอบกลไกที่จำกัดการเข้าถึงเงินสดหรือสินทรัพย์ของ กฟผ. โดยรัฐบาล

ขณะที่การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. สอดคล้องกับการที่ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ขณะที่คงอันดับเครดิตที่ ‘BBB+’ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568

ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) อันดับเครดิตสากลระยะยาว และแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.ไม่สามารถอยู่สูงกว่าอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศได้ เนื่องจากไม่มีโครงสร้างที่จำกัดสิทธิของภาครัฐฯในการเข้าถึงเงินสดและสินทรัพย์ของ ปตท. ดังนั้นการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อ ปตท.

ส่วนการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. สะท้อนการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่ คือ ปตท. เนื่องจากอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. อยู่ในระดับเดียวกันกับ ปตท. โดยอ้างอิงจากการประเมินของฟิทช์ว่าปตท.มีแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์และด้านการดำเนินงาน ในการให้การสนับสนุน ปตท.สผ.ที่อยู่ในระดับสูง (High) ภายใต้หลักเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทย่อย (Parent and Subsidiary Linkage Rating Criteria)

แนวโน้มของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของ ปตท. ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศเป็นการวัดความน่าเชื่อถือสัมพัทธ์ระหว่างประเทศและผู้ออกตราสารอื่นภายในประเทศไทย

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

- แรงจูงใจภาครัฐฯ ในการให้การสนับสนุนปตท.: ฟิทช์มองว่าบทบาทของ ปตท. ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ (Preservation of government policy) ทางด้านพลังงานอยู่ในระดับสูงมาก โดยปตท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การผิดนัดชำระหนี้ของปตท.จะส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าและทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศลดลง

นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯในกรณีที่ ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ (Contagion risk) อยู่ในระดับสูงมากเช่นกัน เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท. เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีการกู้เงินและออกหุ้นกู้ ดังนั้นการผิดนัดชำระหนี้ของปตท.จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการกู้ยืมเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต้นทุนทางการเงินของภาครัฐฯ

- ความรับผิดชอบของภาครัฐฯ ในการให้การสนับสนุนปตท.: ฟิทช์ประเมินเรื่องการดูแลและการควบคุม (Decision-making and oversight) ของภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง เนื่องจากภาครัฐฯ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ร้อยละ 63 ในปตท. แม้ว่าภาครัฐฯ มีนโยบายให้ปตท.ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีการควบคุมนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์หลักๆ ในภาพกว้าง นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐฯ (Precedents of support) ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง โดยฟิทช์เชื่อว่าการที่ภาครัฐฯ ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐวิสาหกิจในธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อประเทศเช่นเดียวกันกับธุรกิจพลังงาน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่าภาครัฐฯ น่าจะให้การสนับสนุนแก่ปตท.เช่นกันในกรณีที่บริษัทฯ มีความต้องการ แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เนื่องจากปตท.มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

- แรงจูงใจของ ปตท. ในการสนับสนุน ปตท.สผ.: ฟิทช์เชื่อว่า ปตท. มีแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์ในระดับสูง (High) ในการสนับสนุน ปตท.สผ. ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำเพียงรายเดียวและเป็นบริษัทหลักของห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรของ ปตท. โดยได้รับการสนับสนุนจากสัดส่วนการมีส่วนร่วมของธุรกิจต้นน้ำของ ปตท.สผ. ต่อ EBITDA ของกลุ่มที่อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 60 ในปี 2567 ทั้งนี้ วัตถุดิบส่วนสำคัญของ ปตท. สำหรับโรงแยกก๊าซฯรวมถึงก๊าซสำหรับโรงไฟฟ้า มาจาก ปตท.สผ.

- แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์สินค้าร่วมกัน (Management and Brand Overlap) อยู่ในระดับสูง: ฟิทช์ยังประเมินว่าโครงสร้างการบริหารร่วมกันผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง และการใช้แบรนด์สินค้าระหว่าง ปตท. และ ปตท.สผ. อยู่ในระดับสูง (High) โดยมีการสับเปลี่ยนกรรมการและผู้บริหารระหว่างบริษัทย่อยในเครือ ปตท. อย่างสม่ำเสมอ รวมถึง ปตท.สผ. นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ของ ปตท.สผ. ยังบูรณาการอย่างแนบแน่นกับยุทธศาสตร์ธุรกิจโดยรวมของ ปตท.

- ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมของสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ที่เพียงพอสำหรับ ปตท.สผ.: ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) ของ ปตท.สผ. จะยังคงต่ำกว่า 0.5 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังที่ระดับ ‘bbb’ ในช่วงสองสามปีข้างหน้า แม้โครงสร้างทางการเงินจะอ่อนแอลงจากสถานะที่มีเงินสดมากกว่าหนี้สินในปัจจุบัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ลดลง ส่งผลให้กระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) ติดลบในช่วงปี 2568-2570

- ความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง: ปตท.สผ. มี EBITDA และอัตรากำไรที่ดีกว่าคู่แข่งที่มีการพึ่งพาน้ำมันดิบสูงกว่า โดย ปตท.สผ. มีสัดส่วนการขายก๊าซสูง (ปี 2567: ร้อยละ 71) ซึ่งราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 6-12 เดือนของราคาน้ำมันดิบ ต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำยังเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

- ความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมของของสถานะเครดิตโดยลำพังของ ปตท. ที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง: ฟิทช์คาดว่าสถานะทางการเงินของ ปตท. จะยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังที่ระดับ ‘bbb+’ แม้ว่าความสามารถในการรองรับหนี้สินจะปรับตัวลดลง โดยคาดว่าอัตราส่วน EBITDA net leverage จะปรับขึ้นมาอยู่ราว 1.9-2.0 เท่า ในปี 2568-2569 จาก 1.6 เท่า ในปี 2567 แต่ระดับอัตราส่วนหนี้สินยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังปัจจุบันของ ปตท. ที่ ‘bbb+’ ฟิทช์คาดว่า EBITDA ตจะอ่อนตัวลงส่วนหนึ่งจากธุรกิจต้นน้ำที่ลดลงจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต่ำลงและการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่ช้าลง ทั้งนี้ ปตท. ยังมีความยืดหยุ่นด้านการลงทุนแม้ฟิทช์ยังไม่ได้สะท้อนสมมุติฐานนี้ในประมาณการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...