‘คนละครึ่งพลัส’ สะพัดทั่วประเทศ คลัง-แบงก์แห่ปรับเพิ่มจีดีพี Q4
“คนละครึ่งพลัส” ใช้จ่ายคึกคัก คลังเผยมีผู้เสียภาษีใช้สิทธิราว 8 ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 7 แสนราย หนุนจีดีพีไตรมาส 4 ดันครึ่งปีหลังโต 1.8% ส่งโมเมนตัมต่อเนื่องถึงปีหน้า ฟาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” จ่อปรับจีดีพีโตดีขึ้น-“ซีไอเอ็มบี ไทย” มองเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายมี 2 แรงส่ง “คนละครึ่งพลัส-กนง.ลดดอกเบี้ย” เตือนบริโภคชะลอหลังหมดมาตรการ
คนละครึ่งมาแรง-แห่ใช้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ล่าสุด จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงเวลา 23.00 น. วันที่ 30 ต.ค. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว จำนวน 742,379 ราย ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมขึ้นมาที่ 4,062.45 ล้านบาทแล้ว แบ่งเป็นวงเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,011.07 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 2,051.38 ล้านบาท
“ตอนนี้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี ที่เข้ามาร่วมโครงการอยู่ที่ใกล้ ๆ 8 ล้านคน ส่วนอีก 12 ล้านบาท จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับเงินจากโครงการคนละ 2,000 บาท”
ฮึ่ม ! จับตาธุรกรรมน่าสงสัย
นายวินิจกล่าวว่า สำหรับร้านค้าที่ร่วมโครงการส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20% ภาคอื่น ๆ จะประมาณ 14-15% มีในส่วนภาคตะวันตกที่ยังน้อย แต่ก็เป็นภูมิภาคที่มีประชากรน้อยด้วย อย่างไรก็ดี โครงการยังเปิดให้ร้านค้าเข้ามาร่วมไปจนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568 โดยย้ำว่า ข้อมูลของร้านค้าในโครงการจะไม่ถูกส่งไปยังกรมสรรพากรอย่างแน่นอน
“ร้านค้าครึ่งหนึ่ง จะเป็นร้านเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม ที่เหลือก็จะเป็นสินค้าอื่น ๆ ไม่ว่าจะโอท็อป ธงฟ้า หรืออื่น ๆ แต่ที่ยังน้อยก็คือ ร้านที่เป็นภาคบริการ”
ส่วนการตรวจสอบร้านค้าที่มีการกระทำผิดนั้น กระทรวงการคลังกับธนาคารกรุงไทย มีระบบติดตามตรวจจับธุรกรรมที่ผิดสังเกตในโครงการคนละครึ่งพลัส โดยใช้ดาต้าอะนาไลติกส์ ซึ่งหากพบธุรกรรมที่น่าสงสัย แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันตรงกัน ก็จะระงับการใช้งานทันที ซึ่งหากมีการกระทำผิด ก็จะดำเนินคดีอย่างแน่นอน
คลังปรับเพิ่มจีดีพีโตขึ้น
นายวินิจกล่าวด้วยว่า การบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 นี้ คาดว่าจะยังขยายตัวได้ดีที่ 3% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 1.8% ขณะที่ทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9%)
“สศค.ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพี จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.2% ต่อปี เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาส 4 ของปี 2568 และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง”
นายวินิจกล่าวอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ 5 เสาหลักที่รัฐบาลทยอยดำเนินการ จะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมีโมเมนตัมส่งไปถึงปีหน้าด้วย
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ 2% ต่อปี เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐเป็นสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ -1.5%
“วิจัยกสิกรฯ” จ่อเพิ่มจีดีพีใกล้ 2%
ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการทบทวนปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 จากเดิมมองว่าขยายตัว 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมองว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% จากผลกระทบนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่คาดว่าจะกระทบการส่งออกค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันจากตัวเลขเศรษฐกิจชี้วัดต่าง ๆ ที่ส่งสัญญาณดีขึ้น คาดว่าตัวเลขการเติบโตในปี 2568 น่าจะใกล้เคียง 2% และปี 2569 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้จีดีพีปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 2% จะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคดีขึ้น จากเดิมที่ไม่เติบโตเลย แม้ว่าในแง่ของเม็ดเงินค่อนข้างน้อย ส่งผลต่อจีดีพีประมาณ 0.1-0.2% แต่ช่วยให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจะไม่ได้ปรับดีขึ้นมาก แต่ถือว่าดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่เข้ามาช่วยชดเชยนักท่องเที่ยวจีนได้บ้าง รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มทยอยอ่อนค่าบ้าง ส่งผลต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยว
กังวลภาพรวมดีขึ้นชั่วคราว
นอกจากภาพรวมของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และเศรษฐกิจโลกไม่ได้ปรับตัวแย่กว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยจากภาษี Tariffs ก็น้อยกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจากเดิมมองว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยรวมคาดว่าการส่งออกปีนี้น่าจะปรับดีขึ้นจากที่ประเมินไว้อยู่ที่ 5% ส่วนหนึ่งมาจากอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และมีภาษีหลายชนิดที่ได้รับการยกเว้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อ เป็นต้น ทำให้ผลกระทบไม่มาก
นายบุรินทร์กล่าวอีกว่า แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะปรับดีขึ้น แต่เป็นการปรับตัวดีขึ้นชั่วคราว เนื่องจากไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้แก้ไข เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามเร่งแก้ไขผ่านโมเดลแก้หนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้ามากระทบ เช่น ความไม่แน่นอนทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นต้น
“เราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการจีดีพีอยู่ แต่ตัวเลขยังไม่ออกมาเป็นทางการ คาดว่าจะใกล้เคียง 2% จากเดิม 1.5% และคิดว่า QOQ จะหดตัวติดลบ แต่ภาพดีขึ้น เพราะมี Upside หลายตัว การส่งออก การบริโภคจากมาตรการภาครัฐ ท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้น เงินบาทเริ่มเห็นการอ่อนค่าบ้าง ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา ตลาดหุ้นปรับดีขึ้น และนโยบายการค้าไม่ได้แย่กว่าคาด ซึ่งภาพเหล่านี้แตกต่างจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่สถานการณ์ค่อนข้างแย่ และรัฐบาลเองก็ใช้นโยบายที่ทำแล้วได้ผลชัด ไม่ต้องคิดท่าใหม่ เช่น คนละครึ่งพลัสที่หนุนการบริโภคดีขึ้น”
“ซีไอเอ็มบี” เตือนผลกระทบ
ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ ซึ่งความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก
แรงที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่น ๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก
อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่าง ๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่าง ๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต๊อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
คาด กนง.ปรับลดดอกเบี้ยอีก
แรงที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่าง ๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘คนละครึ่งพลัส’ สะพัดทั่วประเทศ คลัง-แบงก์แห่ปรับเพิ่มจีดีพี Q4
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net