โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘คนละครึ่งพลัส’ สะพัดทั่วประเทศ คลัง-แบงก์แห่ปรับเพิ่มจีดีพี Q4

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 พ.ย. 2568 เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2568 เวลา 02.45 น.

“คนละครึ่งพลัส” ใช้จ่ายคึกคัก คลังเผยมีผู้เสียภาษีใช้สิทธิราว 8 ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 7 แสนราย หนุนจีดีพีไตรมาส 4 ดันครึ่งปีหลังโต 1.8% ส่งโมเมนตัมต่อเนื่องถึงปีหน้า ฟาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” จ่อปรับจีดีพีโตดีขึ้น-“ซีไอเอ็มบี ไทย” มองเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายมี 2 แรงส่ง “คนละครึ่งพลัส-กนง.ลดดอกเบี้ย” เตือนบริโภคชะลอหลังหมดมาตรการ

คนละครึ่งมาแรง-แห่ใช้

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ล่าสุด จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงเวลา 23.00 น. วันที่ 30 ต.ค. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว จำนวน 742,379 ราย ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมขึ้นมาที่ 4,062.45 ล้านบาทแล้ว แบ่งเป็นวงเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,011.07 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 2,051.38 ล้านบาท

“ตอนนี้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี ที่เข้ามาร่วมโครงการอยู่ที่ใกล้ ๆ 8 ล้านคน ส่วนอีก 12 ล้านบาท จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับเงินจากโครงการคนละ 2,000 บาท”

ฮึ่ม ! จับตาธุรกรรมน่าสงสัย

นายวินิจกล่าวว่า สำหรับร้านค้าที่ร่วมโครงการส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20% ภาคอื่น ๆ จะประมาณ 14-15% มีในส่วนภาคตะวันตกที่ยังน้อย แต่ก็เป็นภูมิภาคที่มีประชากรน้อยด้วย อย่างไรก็ดี โครงการยังเปิดให้ร้านค้าเข้ามาร่วมไปจนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568 โดยย้ำว่า ข้อมูลของร้านค้าในโครงการจะไม่ถูกส่งไปยังกรมสรรพากรอย่างแน่นอน

“ร้านค้าครึ่งหนึ่ง จะเป็นร้านเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม ที่เหลือก็จะเป็นสินค้าอื่น ๆ ไม่ว่าจะโอท็อป ธงฟ้า หรืออื่น ๆ แต่ที่ยังน้อยก็คือ ร้านที่เป็นภาคบริการ”

ส่วนการตรวจสอบร้านค้าที่มีการกระทำผิดนั้น กระทรวงการคลังกับธนาคารกรุงไทย มีระบบติดตามตรวจจับธุรกรรมที่ผิดสังเกตในโครงการคนละครึ่งพลัส โดยใช้ดาต้าอะนาไลติกส์ ซึ่งหากพบธุรกรรมที่น่าสงสัย แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันตรงกัน ก็จะระงับการใช้งานทันที ซึ่งหากมีการกระทำผิด ก็จะดำเนินคดีอย่างแน่นอน

คลังปรับเพิ่มจีดีพีโตขึ้น

นายวินิจกล่าวด้วยว่า การบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 นี้ คาดว่าจะยังขยายตัวได้ดีที่ 3% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 1.8% ขณะที่ทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9%)

“สศค.ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพี จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.2% ต่อปี เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาส 4 ของปี 2568 และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง”

นายวินิจกล่าวอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ 5 เสาหลักที่รัฐบาลทยอยดำเนินการ จะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมีโมเมนตัมส่งไปถึงปีหน้าด้วย

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ 2% ต่อปี เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐเป็นสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ -1.5%

“วิจัยกสิกรฯ” จ่อเพิ่มจีดีพีใกล้ 2%

ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการทบทวนปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 จากเดิมมองว่าขยายตัว 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมองว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% จากผลกระทบนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่คาดว่าจะกระทบการส่งออกค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันจากตัวเลขเศรษฐกิจชี้วัดต่าง ๆ ที่ส่งสัญญาณดีขึ้น คาดว่าตัวเลขการเติบโตในปี 2568 น่าจะใกล้เคียง 2% และปี 2569 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้จีดีพีปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 2% จะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคดีขึ้น จากเดิมที่ไม่เติบโตเลย แม้ว่าในแง่ของเม็ดเงินค่อนข้างน้อย ส่งผลต่อจีดีพีประมาณ 0.1-0.2% แต่ช่วยให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจะไม่ได้ปรับดีขึ้นมาก แต่ถือว่าดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่เข้ามาช่วยชดเชยนักท่องเที่ยวจีนได้บ้าง รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มทยอยอ่อนค่าบ้าง ส่งผลต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยว

กังวลภาพรวมดีขึ้นชั่วคราว

นอกจากภาพรวมของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และเศรษฐกิจโลกไม่ได้ปรับตัวแย่กว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยจากภาษี Tariffs ก็น้อยกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจากเดิมมองว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยรวมคาดว่าการส่งออกปีนี้น่าจะปรับดีขึ้นจากที่ประเมินไว้อยู่ที่ 5% ส่วนหนึ่งมาจากอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และมีภาษีหลายชนิดที่ได้รับการยกเว้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อ เป็นต้น ทำให้ผลกระทบไม่มาก

นายบุรินทร์กล่าวอีกว่า แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะปรับดีขึ้น แต่เป็นการปรับตัวดีขึ้นชั่วคราว เนื่องจากไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้แก้ไข เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามเร่งแก้ไขผ่านโมเดลแก้หนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้ามากระทบ เช่น ความไม่แน่นอนทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นต้น

“เราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการจีดีพีอยู่ แต่ตัวเลขยังไม่ออกมาเป็นทางการ คาดว่าจะใกล้เคียง 2% จากเดิม 1.5% และคิดว่า QOQ จะหดตัวติดลบ แต่ภาพดีขึ้น เพราะมี Upside หลายตัว การส่งออก การบริโภคจากมาตรการภาครัฐ ท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้น เงินบาทเริ่มเห็นการอ่อนค่าบ้าง ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา ตลาดหุ้นปรับดีขึ้น และนโยบายการค้าไม่ได้แย่กว่าคาด ซึ่งภาพเหล่านี้แตกต่างจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่สถานการณ์ค่อนข้างแย่ และรัฐบาลเองก็ใช้นโยบายที่ทำแล้วได้ผลชัด ไม่ต้องคิดท่าใหม่ เช่น คนละครึ่งพลัสที่หนุนการบริโภคดีขึ้น”

“ซีไอเอ็มบี” เตือนผลกระทบ

ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ ซึ่งความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

แรงที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่น ๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก

อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่าง ๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่าง ๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต๊อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

คาด กนง.ปรับลดดอกเบี้ยอีก

แรงที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่าง ๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘คนละครึ่งพลัส’ สะพัดทั่วประเทศ คลัง-แบงก์แห่ปรับเพิ่มจีดีพี Q4

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...