โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมสวีเดนถึงได้เลือดเย็นกับกัมพูชา เลิกคบเลิกช่วยแถมเสริมกริพเพนให้ไทย "เขมรโกรธแล้วนะ!"

The Better

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • THE BETTER

ประชาชนกัมพูชา (จำนวนไม่น้อย) ขาดสิ่งที่เรียกว่า "มโนสำนึก" เพราะในขณะที่ตัวเองวางทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทยจนทหารไทยต้องได้รับบาดเจ็บคนแล้วคนเล่า คนเขมรก็พากันหัวเราะชอบใจ โดยไม่แยแสว่ารัฐบาลตนตระบัดสัตย์สัญญาหยุดยิงและยังใช้อาวุธที่กฎหมายระหว่างประเทศห้ามใช้

เรียกว่าผิดสองเด้ง แต่เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ จึงดื้อด้านบอกว่า "ข้าไม่ผิด"

พอไทยสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากสวีเดน พวกเขมรต่ำกัมพูชาก็พากันโวยวายว่าสวีเดนไม่สนใจสิทธิมนุษยชนด้วยการขายอาวุธให้ไทยซึ่งจะนำมาใช้กับกัมพูชา ทั้งๆ ที่เครื่องบินขับไล่เป็นอาวุธในการรบตามระบอบ (Conventional warfare) ถูกต้องตามกติกาสงครามสากล และไทยไม่ได้ใช้มันกับเป้าหมายพลเรือน ผิดกับเขมรต่ำกัมพูชาที่เล็งเป้าหมายฆ่าพลเรือนไทย

สวีเดนเขาไม่โง่เหมือนกัมพูชา เขาเห็นว่าไทยปฏิติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เพียงไม่ฆ่าพลเรือนเขมรแต่ยังคุ้มครองคนเขมรในไทยด้วยซ้ำ การสงครามครั้งนี้โลกจึงประจักษ์ว่า "ไทยเป็นนักรบที่รบด้วยแล้วไม่ต้องกลัวจะถูกแทงข้างหลัง แต่เราสู้ตามกฎสากลและรบโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคน"

นี่คือการยกระดับไทยให้เทียบเท่าอารยะประเทศ ดีไม่ดีจะทำให้ไทยเป็นตัวอย่างของการรบแบบใหม่ที่รักษากติกาอย่างเคร่งครัดแต่ได้ผลการรบที่ยอดเยี่ยม

ส่วนรัฐบาลกัมพูชานั้นกระทำการหยาบช้านานาประการ ไม่เพียงฆ่าพลเรือน ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังใช้สงครามไซเบอร์อันต่ำช้าด้วยการปล่อยข่าวปลอมและระดมยิงข้อความเข้าข้างตัวเองอย่างน่าทุเรศตามโซเชียลมีเดีย จนชาวโลกเขาระอากันไปหมด

นานวันเข้า อารยะประเทศจึงหันมาสนับสนุนไทย และสนับสนุนไทยในการปราบ "รัฐอันธพาล" คือกัมพูชา

กริพเพนจึงตกมาถึงมือไทยอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่ยากเย็น เพราะสวีเดนเห็นแล้วว่า "ไทยใช้มันอย่างถูกต้องชอบธรรม" แม้จะมีการปั่นข่าวว่าสวีเดนลังเลที่จะขายให้ไทย อาจเพราะตอนนั้นสวีเดนและนานาประเทศ กำลังหวั่นไหวไปตามสงครามข่าวเท็จที่กัมพูชาระดมยิงไปทั่วโลกว่า "ไทยล่วงละเมิดทุกสิ่งทุกอย่าง"

แต่สวีเดนนั้นเป็นชาติที่รู้เช่นเห็นชาติกัมพูชามาก่อนชาติอื่นเสียอีก

ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 กระทรวงการต่างประเทศสวีเดนประกาศว่าจะปิดทำการสถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญจะในปี พ.ศ. 2564 และการดำเนินการทางการทูตจะกระทำผ่านเอกอัครราชทูตประจำกรุงเทพฯ เรื่องนี้สร้างความงุนงงสับสนให้กับกัมพูชาอย่างมาก ว่าเพราะเหตุใดสวีเดนจึงละทิ้งกัมพูชา?

เรื่องนี้เป็นผลจากสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศกัมพูชาที่เลวร้ายลง อีกทั้งสวีเดนยุติความร่วมมือด้านความช่วยเหลือจากรัฐกับกัมพูชาเมื่อต้นปีก่อนที่จะประกาศปิดสถานทูตด้วยซ้ำ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 รัฐบาลสวีเดนได้ตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางใหม่ในการช่วยเหลือกัมพูชา โดยระบุว่า "ความช่วยเหลือจะมุ่งเน้นไปที่สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม โดยหลักการแล้วความร่วมมือจะเกิดขึ้นเฉพาะกับหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐเท่านั้น"

นั่นหมายความว่า สวีเดนได้เห็นแล้วว่าเงินช่วยเหลือด้านมนุษธรรมที่และการส่งเสริมเสรีภาพที่ให้ระบอบฮุนไปนั้น "สูญเปล่า" และต่อจากนี้จะช่วยผ่านองค์กรที่ไม่ใช่รัฐเท่านั้น

แต่ผมก็ยังสงสัยว่าแม้จะช่วยเหลือภาคประชาสังคมกัมพูชา สวีเดนเองก็อาจช่วยไม่ได้เต็มที่ หรือเอาเข้าจริงสิ่งที่ภาคประชาสังคมกัมพูชาต้องการไม่ใช่เงิน แต่เป็น "การปรากฏตัวของสวีเดน" ในกัมพูชาในฐานะ "ไม้กันหมาระบอบฮุน"

เพราะหลังจากมีข่าวปิดสถานทูต องค์กรภาคประชาสังคมของกัมพูชา 50 แห่งได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศสวีเดนพิจารณาการตัดสินใจอีกครั้ง หรือพิจารณาอย่างจริงจังที่จะส่งผู้แทนทางการเมืองประจำกรุงพนมเปญ โดยจดหมายระบุว่า “เรามองว่ารัฐบาลสวีเดนเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในกัมพูชา” และ “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสวีเดนจะพิจารณาแผนการปิดสถานทูตอีกครั้ง และคงไว้ซึ่งการทูตในกรุงพนมเปญ เพื่อคงสถานะผู้มีบทบาทด้านสิทธิมนุษยชนที่แข็งแกร่งในกัมพูชา”

เขมรเหล่านี้เรียกร้องให้สวีเดนจัดหน่วยงานและกำลังคนมา "รับผิดชอบติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง" ในกัมพูชา

แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่กงการอะไรของสวีเดน แต่เพราะสวีเดนเป็นอารยะประเทศที่มองเห็นการกดขี่ของระบอบฮุนต่อหน้าต่อตา และยังเป็นประเทศที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ภาคประชาสังคมของกัมพูชาจึงมองสวีเดนเป็นที่พึ่งทางกายภาพในการต่อกรกับรัฐบาลฮุน เซนและลูก ไม่ใช่ที่พึ่งทางการเงิน (อย่างเดียว)

โปรดทราบว่า สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมแก่กัมพูชาหลังจากการล่มสลายของเขมรแดงในปี พ.ศ. 2522 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะยาวเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566 รัฐบาลสวีเดนกลับตัดสินใจที่จะยุติความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทวิภาคีกับกัมพูชาโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมกัมพูชาและอดีตทูตสวีเดนประจำกัมพูชาที่่บอกว่า "ในวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในกัมพูชา สิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดคือสวีเดนต้องรักษาความสัมพันธ์และให้การสนับสนุนภาคประชาสังคม เมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากที่ผู้เห็นต่างในกัมพูชาต้องเผชิญ"

แต่รัฐบาลสวีเดนคงเห็นแล้วว่าต่อให้ช่วยภาคประชาสังคมกัมพูชาไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าจะให้วิเคราะห์คือประการแรกคือระบอบฮุนแข็งแกร่งเกินไปที่จะสนับสนุนฝ่ายค้านให้คอยตรวจสอบ (เพราะประชาชนเขมรเอาแต่เลือกรัฐบาลฮุนเข้ามาปกครอง)

ประการที่สอง ฝ่ายค้านและประชาสังคมเขมรเองก็มีลักษณะไม่สากล นั่นคือมองเห็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเฉพาะประเทศของตนทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองข้ามพรมแดนและเชื้อชาติ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าภาคประชาสังคมเขมรไม่ดูดำดูดีเวลาที่พลเรือนไทยถูกละเมิดสิทธิมุนษยชนโดยรัฐบาลกัมพูชาในระหว่างการรบกัน หากประชาสังคมกัมพูชาเห็นแก่มนุษยธรรมที่ไร้พรมแดนแล้ว พวกเขาจะสามารถใช้ประเด็นนี้ทำให้ประชาคมโลกรังเกียจและคว่ำบาตรระบอบฮุนก็ยังได้ แต่พวกเขาไม่ทำเพราะพวกเขา "รักชาติ" มากกว่ามนุษยธรรม

เพราะความที่รัฐบาลเป็นอันธพาลและภาคประชาสังคมเห็นแก่ตัว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่อารยะประเทศจะคอยช่วยเหลือประเทศกัมพูชา เพราะช่วยไปก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น แถมยังบ่อนทำลายหลักการสิทธิมนุษยชนสากลด้วยซ้ำไป

อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่า มีเสียงเรียกร้องจากประชาสังคมกัมพูชา อดีตสทูตสวีเดน และองค์กรต่างๆ ในสวีเดนให้ชะลอเรื่องนี้ออกไปหรือเลิกแผนการถอนตัวจากกัมพูชาไปเลย เช่น Dagens Arena สื่อของสวีเดนที่มีบทความเมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่กล่าวว่า "เราขอเรียกร้องให้สวีเดนขยายระยะเวลายกเลิกมาตรการนี้ในกัมพูชาออกไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2568 ในนามของความเหมาะสม และขอให้รัฐบาลในบริบทของสหภาพยุโรปสนับสนุนความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อจุดประสงค์ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา"

แม้สื่อสวีเดนจะเรียกร้องให้เลื่อนการ "ละทิ้งกัมพูชา" ออกไป แต่พอมาถึงปี 2568 กัมพูชายิ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย เช่น การลอบสังหาร ลึม กึมยา แกนนำพรรคฝ่ายค้านในกรุงเทพฯ และตามมาด้วยการทำสงครามกับไทยซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนของไทยและถล่มเป้าหมายที่เป็นโรงพยาบาลและโรงเรียน

แบบนี้รัฐบาลสวีเดนจะชะลอแผนการถอนตัวจากกัมพูชายังไงไหว?

อย่างที่บอกก็คือ รัฐบาลสวีเดนคงจะหมดหวังแล้วกับกัมพูชาที่ "กำลังมุ่งในทิศทางเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ มาระยะหนึ่งแล้ว และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐก็เพิ่มมากขึ้น เสรีภาพในการพูดถูกปิดกั้น หนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุถูกปิดปาก ที่ดินทำกินถูกเวนคืนโดยการยึดที่ดินขนาดใหญ่โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล ป่าไม้ถูกทำลายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้นำสหภาพแรงงานถูกจำคุก นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามและคุกคาม ฝ่ายค้านทางการเมืองถูกตัดปีก และพรรครัฐบาล CPP ก็ไม่ถูกคุกคามอีกต่อไป อดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้ส่งมอบอำนาจให้กับฮุน มาเนต บุตรชายของเขาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย" (นี่คือการบรรยายของสื่อ Dagens Arena เองซึ่งบอกให้รัฐบาลสวีเดนชะลอการถอนตัวจากกัมพูชาไปก่อน)

ดังนั้น เมื่อหมดหวังกับการช่วยประเทศที่กำลังจะเป็นเผด็จการเรื่อยๆ จะไม่ดีกว่าหรือหากสวีเดนจะช่วยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ภาคประชาสังคมเข้มแข็งมากกว่า และมีประสบการณ์ในการช่วยสร้างประชาธิปไตยในภูมิภาค - นั่นคือไทย

ตราบใดที่ทหารไทยไม่ "ประหารระบอบประชาธิปไตย" และทำหน้าที่ทหารอาชีพที่โลกกำลังชื่นชมอยู่ในเวลานี้ ผมเชื่อว่า สวีเดนพร้อมที่จะสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในการเป็นเสาหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็น "แนวทางทำลายระบอบฮุน" ซึ่งเราได้เห็นแล้วจากการที่รัฐบาลสวีเดนพร้อมเป็นพันธมิตรกับไทยในด้านความมั่นคง

ผมเชื่อว่าตอนแรกสวีเดนคงหมดหวังแล้วที่จะช่วยประคองประชาธิปไตยและสิทธิมุนษยชนในกัมพูชา แม้แต่พวกประชาสังคมที่นั่นก็หวังอะไรไม่ได้ แต่พอเกิดสงครามไทย-กัมพูชา สวีเดนก็เห็นแสงสว่างในทันที ว่าแทนที่จะเสียเงินไปเปล่าๆ กับประเทศที่ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ควรจะผูกมิตรให้แน่นแฟ้นกับประเทศที่มีคุณสมบัติเยี่ยง "อัศวินขี่ม้าขาว" ในภูมิภาคนี้อย่างประเทศไทยจะดีกว่า

"อัศวินไทยขี่ม้าขาว" ไม่เพียงจะปราบระบอบเผด็จการฮุนเท่านั้น ตอนนี้ยังตั้ง War room กับ "ประเทศที่เจริญแล้ว" เพื่อทำลายสแกมเมอร์กัมพูชาอันเป็นท่อน้ำเลี้ยงของระบอบฮุนด้วยซ้ำ

ในขณะที่นักการเมือง ประชาสังคม และสื่อสวีเดนกังวลเรื่องรัฐบาลตัวเองถอนความช่วยเหลือและลดระดับการทูตกับกัมพูชาว่า "จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยในกัมพูชา" แต่นี่เป็นโอกาสดีที่ไทยจะบอกกับคนเหล่านั้นว่า "รัฐบาลสวีเดนทำถูกแล้วที่เลิกช่วยกัมพูชา" เพราะช่วยไปก็ไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น หนำซ้ำเงินช่วยเหลือยังไปถึงผิดกลุ่ม

ควรที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางประสานงานเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชา และช่วยเหลือนักเคลื่อนไหวในกัมพูชาให้มีที่ยืนในไทยเพื่อใช้ไทยเป็นที่มั่นในการโค่นระบอบเผด็จการในกัมพูชา

ในอาเซียนนี้ไม่มีประเทศไหนที่สวีเดน สหภาพยุโรป และประเทศที่มีมโนสำนึกไหนๆ จะฝากความหวังได้เท่ากับไทยอีกแล้ว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo- เครื่องบินขับไล่ JAS Gripen ของกองทัพอากาศสวีเดนกำลังขึ้นบินจากฐานทัพอากาศ Orland ระหว่างการฝึกซ้อม Arctic Fighter Meet ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 สิงหาคม ณ เมือง Brekstad ทางตะวันตกของเมือง Trondheim ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2023 เครื่องบินขับไล่ F-35 ของนอร์เวย์ เครื่องบินขับไล่ JAS Gripen ของสวีเดน และเครื่องบินขับไล่ F-18 ของฟินแลนด์ เข้าร่วมการฝึกซ้อม Arctic Fighter Meet ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศนอร์ดิก (NORDEFCO) (ภาพโดย Jonathan NACKSTRAND / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...