ฮั้ว สว.แค่ทางผ่าน
ผลพวงคดีฮั้ว สว. มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฟังๆ ดูแล้วสยองอยู่เหมือนกันครับ
โดยเฉพาะคนที่เป็นโจทก์ เป็นจำเลย ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
มิได้มีเจตนาที่จะไปละเมิดอำนาจศาลอะไรหรอกครับ
แค่สงสัยตามประสาคนอยากรู้
ก็เห็นอดีตผู้พิพากษาหลายคนให้ความเห็นคดีฮั้ว สว. ไปคนละทิศละทาง
ทั้งๆ ที่อ่านสำนวนเดียวกัน
คดีเดียวกันแต่ความเห็นต่างกัน ๓๖๐ องศา ก็อดคิดไม่ได้ว่า คดีความในโรงในศาล นอกจากสู้กันด้วยหลักฐาน ด้วยข้อกฎหมายแล้ว ยังต้องลุ้นว่าไปเจอผู้พิพากษาที่มีมุมมองคดีแบบไหนอีกต่างหากหรือเปล่า
นาทีนี้ไม่รู้ถามใครก็ต้องพึ่งพา AI ครับ
ป้อนคำถามไปว่า คดีเดียวกัน หลักฐานเดียวกัน มีโอกาสที่ผู้พิพากษาแต่ละคนจะวินิจฉัยคดีแตกต่างกันหรือไม่
ได้คำตอบมายาวเฟื้อย…
คำตอบคือมีโอกาสแตกต่างกันอย่างแน่นอน
แม้จะเป็นคดีเดียวกันและใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกันก็ตามในทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
เหตุผลที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านอาจวินิจฉัยหรือพิพากษาคดีออกมาไม่เหมือนกัน เกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ดังนี้
ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Discretion): กฎหมายให้อำนาจผู้พิพากษาในการใช้ดุลพินิจว่า พยานปากไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน หรือหลักฐานชิ้นไหนมีน้ำหนักหักล้างกันได้ ซึ่งมุมมองต่อความน่าเชื่อถือของพยาน (เช่น ท่าทาง คำให้การ) ของผู้พิพากษาแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน
การตีความตัวบทกฎหมาย (Statutory Interpretation): ถ้อยคำในกฎหมายบางครั้งมีความคลุมเครือ หรือมีช่องว่างให้ต้องตีความเจตนารมณ์ ผู้พิพากษาท่านหนึ่งอาจตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด ในขณะที่อีกท่านอาจตีความโดยเน้นบริบททางสังคมหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ประสบการณ์และมุมมองส่วนบุคคล (Judicial Philosophy): ประสบการณ์ชีวิต องค์ความรู้รอบตัว และแนวคิดทางนิติศาสตร์ของผู้พิพากษาแต่ละท่าน (เช่น บางท่านเน้นการลงโทษเพื่อปราบปราม บางท่านเน้นการให้โอกาสเพื่อแก้ไขฟื้นฟู) มีผลต่อการพิจารณาโทษหรือชั่งน้ำหนักความยุติธรรม
การนำสืบและการซักค้านในศาล: แม้หลักฐานจะเหมือนกัน แต่ระบบศาลไทยใช้ระบบกล่าวหาในคดีอาญาและแพ่ง การหักล้างหรือวิธีนำเสนอของทนายความในชั้นศาลอาจทำให้ผู้พิพากษาแต่ละท่านมองเห็นภาพความจริงในคดีที่ต่างกันออกไป
ด้วยเหตุนี้ ในคดีสำคัญหรือคดีที่มีอัตราโทษสูง ระบบศาลจึงมักจะใช้ "องค์คณะผู้พิพากษา" (มีผู้พิพากษามากกว่า ๑ คน) ในการร่วมกันพิจารณาและออกเสียง เพื่อถ่วงดุลและป้องกันไม่ให้คำพิพากษาเกิดจากมุมมองส่วนบุคคลของใครคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว
รวมถึงมี "ระบบศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา" เพื่อให้คู่ความสามารถคัดค้านดุลพินิจของศาลชั้นต้นได้นั่นเอง
ก็ตามนั้นครับ
กลับมาที่คดีฮั้ว สว. ก็จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
และจะมีประเด็นการเมืองเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
ปลายทางคือ ล้มรัฐบาล และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อยากล้มรัฐบาลก็ว่ากันไปครับ แต่การโทษว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญทำให้ได้ สว.แบบนี้ ต้องถามก่อนว่า อ่านครบทุกมาตราหรือยัง
ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึง มาตรา ๑๑๓ ได้ทำความเข้าใจหรือยัง
พวกที่อยากแก้รัฐธรรมนูญก็ที่เห็นๆ กันอยู่ พวกส้มจะแก้มากกว่าเรื่อง สว. ประเด็นนี้รับทราบกันดีอยู่แล้ว
อีกพวกเอาหล่อเอาเท่ อยากมีภาพเป็นนักประชาธิปไตย
ลองไปอ่านดูสิครับที่เถียงกันเรื่องฮั้ว สว. ปัญหามันมาจากตรงไหน
รัฐธรรมนูญเขียนเพียงกรอบกว้างๆ
แถมยังมีถ้อยความกำชับให้เลือกกันเองโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
แต่มันก็มีปัญหาครับ
ประเด็นเรื่องสาขาอาชีพว่ามีอะไรบ้าง วิธีเลือกไขว้ ล้วนอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ทั้งสิ้น
กฎหมายลูกนี่แหละครับที่มีปัญหา
มาตรา ๑๑ มีอยู่ ๒๐ กลุ่มอาชีพ
เรื่องการสมัคร หลักฐานการสมัคร การเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ล้วนอยู่ในกฎหมายลูก แล้วทำไมต้องโทษรัฐธรรมนูญ
ดุลพินิจและอำนาจของ กกต. ที่ด่ากันเละเทะ ถึงขั้นประกาศเล่นงาน กกต.ทุกศาลทุกช่องทาง ก็อยู่ในกฎหมายลูกเช่นกัน
ในหมวด ๔ การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตั้งแต่ มาตรา ๕๘ ถึงมาตรา ๖๓ ก็เขียนเอาไว้ชัดเจน
ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมาย ก็ให้อำนาจ กกต.ส่งฟ้องศาล
ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอ กกต.ก็สามารถใช้ดุลพินิจไม่ส่งศาลได้
มันไม่ใช่ว่า กกต.จะพิพากษาแทนศาลตามที่โหมล่าแม่มดกันอยู่
พรรคการเมืองนั่นแหละครับตัวดี เอาเรื่องนี้ไปบิดเบือนในสื่อโซเชียล ที่คนมักจะอ่านใจความไม่ครบบรรทัดกันอยู่แล้ว ให้เข้าใจผิดเข้ารกเข้าพง
ฉะนั้นถ้าอยากจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้งก็อย่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง
มันฟังไม่ขึ้น
จะรื้อหมวดพระมหากษัตริย์ จะเปลี่ยนสถานะพระมหากษัตริย์ ก็ว่ามาตรงๆ
ไม่ต้องทำตัวเป็นอีแอบ
มาถึงขั้นนี้ไส้กี่ขดมันรู้ทันกันหมดแล้ว
แต่ก็เผื่อพวกซื่อตาใสที่ไปเป็นแนวร่วมเพราะอยากสวยอยากหล่อจะได้ไหวตัวทัน
ครับ…ใครฮั้ว สว. จัดการให้เรียบ
ในส่วนที่ กกต.สั่งไม่ฟ้อง เมื่อมีประเด็นให้สงสัยก็ไปว่ากันต่อในสภาฯ
จากนี้ไปการเมืองล้วนๆ
แค่อย่าตีขลุมว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญมรดกสืบทอดจากเผด็จการ
เพราะสุดท้ายไอ้คนพวกนี้นี่แหละครับจะรวมหัวกันเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง.