โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

หนุ่มช้ำรัก! คบแฟนสาวชาวลาว 5 ปี มีลูก 1 คน ทำงานมาให้เงินทั้งหมด เพิ่งจับได้มีชู้หลายคน ก่อนฝ่ายหญิงจะหนีหายไป

สยามนิวส์

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
วันนี้ (24 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานกฎหมาย Thanakrit Law Firm ถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง นายอรงกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี หนุ่มลพบุรีสุดช้ำ เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจาก นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ หลังโดนแฟนสาวชาวลาวที่คบหากันมา 5 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน

วันนี้ (24 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานกฎหมาย Thanakrit Law Firm ถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง นายอรงกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี หนุ่มลพบุรีสุดช้ำ เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจาก นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ หลังโดนแฟนสาวชาวลาวที่คบหากันมา 5 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน หนีไปกับชายอื่น ซึ่งในระหว่างคบกันพบว่าฝ่ายหญิง มีการคบหาผู้ชายอยู่ประมาณ 6 คน ตนเองหมดเงินไปกับฝ่ายหญิงเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันตนอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ อยากให้ฝ่ายหญิงกลับมาหาลูกและเข้ามาคุยกัน เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องลูก พร้อมฝากเตือนชายรายอื่นให้ระมัดระวัง หวั่นตกเป็นผู้เสียหายเช่นเดียวกับตน

โดยมีการเผยแพร่คลิป ที่ฝ่ายสามีได้เข้าไปในห้องพักและพบภรรยาอยู่กับชายอื่นในห้องในสภาพเปลือยกาย ก่อนจะกล่าวถามด้วยความเสียใจและผิดหวัง ทำนองว่า ทำแบบนี้ได้อย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่าภรรยาอ้างว่าออกไปทำงาน แต่กลับมาพบชายอื่น ทั้งที่ลูกยังอยู่ที่บ้าน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับฝ่ายสามีอย่างมาก โดยเจ้าตัวต้องการเปิดเผยเรื่องราวเพื่อขอความเป็นธรรมและเตือนเป็นอุทาหรณ์

นายบอย (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนเองคบหากับภรรยา ซึ่งเป็นสาวลาวนานประมาณ 5 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน ตนเองทำงานขับรถคอก เข้างานประมาณ 6 โมงเลิกงาน 01:00 - 02:00 น. ขับรถวันละ 1,000 กิโลเมตร แทบทุกวัน มีเวลานอนแค่วันละ 1 ชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง จากนั้นตื่นไปทำงาน หาเงินมาได้อาทิตย์ละ 10,000 บาท เวลาได้เงินมาจะให้ภรรยาทั้งหมด

แต่เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 เริ่มจับสังเกตว่าแฟนสาวพูดคุยกับผู้ชายคนอื่นหลายคน ตนเองจับได้หลายครั้งและบอกให้เลิกรา พอระยะเวลาผ่านไปก็มีคนใกล้ชิดมาบอกว่า ภรรยาของตนเป็นคนเจ้าชู้ ไปคบหากับเพื่อนที่โรงงาน ก่อนในวันที่ 26 มีนาคม 2569 จะเกิดเหตุที่ทำให้ตนเองเสียใจอย่างหนัก หลังสงสัยว่าภรรยาสาวไม่กลับบ้านตามเวลา และอ้างว่าไปนอนห้องเพื่อน ตนจึงเดินทางไปหาที่ห้องเพื่อนพร้อมลูก ก่อนพบว่าแฟนสาวอยู่ภายในห้องกับชายอีกคนในสภาพเปลือยกาย ขณะนั้นยอมรับว่า เกิดความโกรธและใช้อารมณ์จนมีการทำร้ายร่างกายแฟนสาว ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความโมโหและยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผิด

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ตนเองและภรรยายังกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกระยะหนึ่ง แต่ตนเองก็ยังจับได้ว่า ภรรยายังแอบพูดคุยกับผู้ชายคนอื่นอีกหลายครั้ง โดยบางครั้งเป็นคนที่รู้จักจากที่ทำงาน และบางครั้งติดต่อกันผ่านโซเชียล ทำให้เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตนเองพยายามพูดคุยและให้อภัยหลายครั้ง จนถึงขั้นที่รู้ว่าเขาท้องกับชู้แล้วตนเองต้องพาไปทำแท้ง เพราะต้องการรักษาครอบครัวและไม่อยากให้ลูกได้รับผลกระทบ

ต่อมา วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของตนเอง แต่ภรรยาโทรมาหาตนเองระหว่างทำงานว่า บอกเลิก และบอกว่าจะไปแล้ว ทำให้ตนเองมันเจ็บที่สุด จากนั้น ตนเองกลับที่บ้านและไปตามหาภรรยาที่โรงพยาบาล และเกิดการโต้เถียงกันรุนแรง โดยตนเองยอมรับว่ามีการดึงแขนแฟนสาวขึ้นรถ และขณะเกิดเหตุได้หยิบคัตเตอร์ขึ้นมาข่มขู่ ก่อนจะทิ้งคัตเตอร์ไปในภายหลัง จากนั้นภรรยาเข้าแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งตนเองยืนยันว่าพร้อมรับผิดในส่วนที่ตนเองกระทำ

สิ่งที่ทำให้ตนเองช้ำใจที่สุด คือคำพูดของภรรยาที่ระบุว่า ไม่ได้รักมาตั้งแต่แรก เป็นสิ่งที่ทำให้ตนเองเจ็บปวดอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน ตนเองเป็นฝ่ายทำงานและดูแลครอบครัว รวมถึงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และยังคงส่งเงินเพื่อดูแลลูกที่ปัจจุบันอยู่กับพี่สาวของฝ่ายหญิง

แม้ความสัมพันธ์จะสร้างความเจ็บปวดและผิดหวังอย่างมาก แต่ลึก ๆ พร้อมยอมรับว่าหากฝ่ายหญิงต้องการกลับมาพูดคุยเรื่องลูกและความรับผิดชอบต่าง ๆ ตนเองอยากฝากเงินค่าห้องไม่อยากให้ภรรยาไปทำกับคนอื่นอีก พร้อมเตือนผู้ชายให้ระมัดระวังสักวันต้องเป็นผู้เสียหายเหมือนกับตน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...