โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แฉ 3 เมนูไข่อันตราย ดื่มดำความอร่อยเกินพอดี พังตับไต-ก่อมะเร็ง!

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เช็กด่วน! การกินไข่ 3 แบบนี้ เสี่ยงพังสุขภาพ เผยอันตรายจากสารปนเปื้อนและไขมันทรานส์

เปิดรายชื่อเตือน! เมนูไข่ 3 ประเภทที่ควรหลีกเลี่ยง เสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียและไตทำงานหนัก

ไข่ไก่เป็นวัตถุดิบยอดนิยมในห้องครัวที่สามารถนำมาสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการต้ม นึ่ง เจียว ดาว ผัด หรือตุ๋น ซึ่งล้วนให้รสสัมผัสที่อร่อยและอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของโภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีเมนูไข่ 3 ประเภทที่หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปหรือบ่อยครั้งเกินไป อาจเปลี่ยนจากอาหารบำรุงร่างกายให้กลายเป็นโทษต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรง

1. ไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุก 100%

ผลการศึกษาทางการแพทย์ระบุว่า ไข่สดตามท้องตลาดทั่วไปมีโอกาสปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรค เชื้อรา หรือไข่พยาธิได้ การบริโภคไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ไข่ลวก หรือไข่ดาวลาวา จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรง

  • การปนเปื้อนของเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella): แบคทีเรียชนิด nàyสามารถปนเปื้อนเข้าสู่ไข่ได้จากมูลของแม่ไก่ในระหว่างการออกไข่ หรือติดต่อผ่านการสัมผัสระหว่างการขนส่ง แม้จะทำความสะอาดเปลือกภายนอกแล้ว เชื้อบางส่วนยังสามารถซึมผ่านรูพรุนขนาดเล็กบนเปลือกไข่เข้าไปสะสมอยู่ภายในได้ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อนี้ จะแสดงอาการภายใน 8 ถึง 72 ชั่วโมง เช่น ท้องเสีย ปวดท้องเฉียบพลัน และมีไข้สูง ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิต

  • เชื้ออีโคไลสายพันธุ์อันตราย (E. coli O157): บนเปลือกไข่บางฟองอาจพบเชื้ออีโคไลที่ก่อให้เกิดอาการทางเดินอาหารส่วนปลายอักเสบและมีเลือดออก ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าสู่เนื้อไข่ผ่านรูพรุนได้เช่นกัน การได้รับเชื้อเพียงปริมาณเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษขั้นรุนแรง

  • ข้อจำกัดของไข่เกรดทานดิบ: แม้ปัจจุบันจะมีไข่ไก่ที่ผลิตภายใต้มาตรฐานการควบคุมเชื้อแบคทีเรียที่เข้มงวดวางจำหน่าย แต่หากเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการจัดเก็บหรือขนส่งก่อนถึงมือผู้บริโภค ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ดังนั้นการปรุงสุกจนไข่ขาวและไข่แดงแข็งตัวสมบูรณ์ หรือผ่านความร้อนที่ใจกลางเมล็ดไข่ไม่ต่ำกว่า 71 องศาเซลเซียส จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

  • ขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร: ไข่ดิบมีโปรตีนต้านเอนไซม์ (Antienzyme) ที่รบกวนระบบย่อยอาหาร และมีสารอะวิดิน (Avidin) ที่จะไปจับกับไบโอติน (Biotin) ในร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดไบโอติน นำไปสู่ อาการอ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในระยะยาว ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกทำลายไปเมื่อผ่านความร้อนจนสุก

2. ไข่ต้มซีอิ๊วหรือไข่พะโล้ที่เคี่ยวนานเกินไป

เมนูไข่ที่ผ่านการเคี่ยวหรือแช่ในน้ำปรุงรสเป็นเวลานานเพื่อให้น้ำซุปซึมเข้าเนื้อ มักมีปริมาณโซเดียมสะสมอยู่สูงมากโดยที่ผู้บริโภคไม่ทันระวัง

  • เพิ่มภาระหนักให้แก่ไต: ร่างกายมนุษย์ต้องพึ่งพาไตในการขับโซเดียมส่วนเกินออกถึง 95% การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำจะทำให้ไตต้องทำงานหนักในการกรองของเสีย นอกจากนี้โซเดียมยังมีคุณสมบัติอุ้มน้ำในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง

  • ความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน: ปริมาณโซเดียมที่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในระยะยาว ยังเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะ นำไปสู่การเกิดนิ่วในไต เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคอ้วน และโรคโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

3. ไข่ทอดหรือไข่เจียวที่ใช้เปิดไฟแรงและน้ำมันสูง

การทอดไข่ให้มีขอบกรอบฟูและเนื้อนุ่ม ต้องใช้น้ำมันพืชในปริมาณมาก ประกอบกับโครงสร้างของไข่มีลักษณะโปร่งทำให้สามารถดูดซับน้ำมันได้สูงถึง 43% ของน้ำหนัก

  • ไขมันอิ่มตัวและภาวะอ้วน: การได้รับน้ำมันพืชในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน นำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันพอกตับ และโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการหลั่งน้ำดีในลำไส้ใหญ่ เพิ่มจำนวนแบคทีเรียไม่พึ่งประสงค์ที่สามารถผลิตเอนไซม์กระตุ้นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

  • สารก่อมะเร็งจากการทอดไหม้: การใช้อุณหภูมิสูงในการทอดจนไข่เกิดรอยไหม้เกรียม จะทำให้โปรตีนและไขมันแปรสภาพ เกิดสารอนุมูลอิสระ ไขมันทรานส์ และสารก่อมะเร็งกลุ่ม เบนโซไพรีน (Benzopyrene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ที่ส่งผลเสียต่อตับและไตในการขับสารพิษ และเพิ่มความเสี่ยงการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกาย

  • การสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ: ความร้อนที่สูงเกินไปจากการทอดน้ำมันเดือด จะทำลายวิตามินในไข่ โดยเฉพาะวิตามินบี 1 และบี 2 ที่สูญเสียไปประมาณ 15-20% รวมถึงกรดโฟลิกที่อาจสูญเสียไปสูงถึง 65%

แนวทางการบริโภคอย่างปลอดภัย

ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงควรจำกัดปริมาณการรับประทานไข่ทอดน้ำมันท่วมหรือไข่แปรรูปโซเดียมสูง และหันมาใช้วิธีการต้มหรือนึ่งเป็นหลัก ส่วนกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง หรือผู้มีประวัติโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงเมนูไข่ทอดน้ำมันสูงอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของร่างกาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...