โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมคนเกาหลีใต้แห่กู้เงินเล่นหุ้น? เปิดเบื้องหลังเดิมพันหุ้น AI รายย่อยเจ๊งหนัก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ผมแทบหายใจไม่ออกจริงๆ" อี ซึงโฮ นักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงโซล กล่าวกับรอยเตอร์ส หลังพอร์ตลงทุนที่เคย "เติบโตหลายเท่า" จากเงินออม 20 ล้านวอน จนมีมูลค่าเกือบ 300 ล้านวอน (เกือบ 7 ล้านบาท) "หายวับ" ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

นักศึกษาวัยเพียงแค่ 24 ปีรายนี้ สร้างผลตอบแทนมหาศาลขนาดนี้ด้วยการใช้ "เงินกู้มาร์จิน" ผ่านแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้น ซึ่งเพียงกดปุ่มไม่กี่ปุ่มบนหน้าจอมือถือก็สามารถปลดล็อกการลงทุนด้วยเลเวอเรจเป็น 5 เท่าได้ทันที

แต่เมื่อหุ้นเกาหลีใต้พลิกเข้าสู่ช่วง "ปรับฐาน" ท่ามกลางการเทขายหุ้น AI ครั้งใหญ่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา โบรกเกอร์ก็ทยอยบังคับขายหลักทรัพย์ (Forced Liquidation) จนกำไรทั้งหมดหายไป และมูลค่าพอร์ตลดลงต่ำกว่าเงินลงทุนตั้งต้น

เดิมพันหุ้นหวังสร้างตัว

แต่แม้จะเพิ่งเผชิญความเสียหายครั้งใหญ่ นักศึกษารายนี้ยังคงยืนยันว่าจะกลับใช้เงินกู้เล่นหุ้นอีกครั้งทันทีที่มีเงินทุนมากพอ เพราะสำหรับเขาแล้ว การใช้เลเวอเรจยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างตัว

"หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ถ้าเป็นช่วงขาขึ้นก็จะทำเงินได้เร็ว" อี ซึงโฮ กล่าว "ถ้าผมใช้เลเวอเรจ 5 เท่า ผมก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้เร็วกว่าคนอื่น 5 เท่า"

เป้าหมายของอีไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือ การมีได้มีอพาร์ตเมนต์สักห้องในกรุงโซลก่อนแต่งงาน และสร้างครอบครัวได้

เรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้สะท้อน"ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้" เมื่อคนหนุ่มสาวจำนวนมากหันมาใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบเลเวอเรจ เพื่อหวังสร้างตัวสร้างความมั่งคั่งในตลาดหุ้น

เบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว คือ "ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงโซล" ที่เพิ่มขึ้นจนเฉลี่ยสูงเทียบเท่า "รายได้ 14 ปี" ทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองแทบไม่มีโอกาสสร้างตัวได้เลยในชีวิตนี้หากใช้ความมั่งคั่งช่องทางการลงทุนหรือเก็บเงินแบบดั้งเดิม ส่งผลให้การลงทุนด้วยเลเวอเรจถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกชีวิตสร้างตัวได้

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวกำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่ หลังหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเคยนำตลาด และทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีผลประกอบการดีที่สุดในโลกในปีนี้ ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดปรับฐาน รายย่อยเจ๊งหนักสุด

หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือ ผู้ถือกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัวของ Samsung Electronics และ SK Hynix สองบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ในเกาหลีใต้

นับตั้งแต่กองทุนประเภทดังกล่าวเปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 พ.ค.69 "นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้" เข้าซื้อสุทธิรวมแล้วประมาณ 14 ล้านล้านวอน (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเพียงแค่ประมาณ 2 ล้านล้านวอน เท่านั้น จากข้อมูลของ KB Financial Group

แต่ภายหลังจากที่ตลาดปรับฐาน กองทุน KODEX SK Hynix Single Stock Leverage ETF ซึ่งถูกออกแบบให้สร้างผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวันของหุ้น SK Hynix ได้ร่วงลงไปแล้วประมาณ 70% จากระดับสูงสุดในเดือนมิ.ย. และลดลงไปราว 50% จากวันแรกที่เริ่มการซื้อขาย

สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เว็บบอร์ดซื้อขายหุ้นของเกาหลีใต้ในช่วงนี้ เต็มไปด้วยข้อความจากนักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน และแห่โอดครวญในโลกออนไลน์

"ผมอยากย้อนเวลากลับไปก่อนเริ่มเล่นหุ้น ช่วยคืนเงินผมมาด้วย" นักลงทุนรายหนึ่งเขียน

แม้นักวิเคราะห์จำนวนมากยังคงเชื่อว่าพื้นฐานระยะยาวของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยังแข็งแกร่ง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึง "ความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจ" ในช่วงที่ตลาดผันผวน

จอง อิน ยุน ผู้ก่อตั้งบริษัท Fibonacci Asset Management กล่าวว่า นักลงทุนที่แบกรับผลขาดทุนส่วนใหญ่ คือ นักลงทุนรายย่อยในประเทศ

ผู้ซื้อกองทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่นักลงทุนมือใหม่ที่ไล่ตามกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมถึงนักลงทุนวัย 40-50 ปีจำนวนมาก ซึ่งเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เลเวอเรจ และการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น

ข้อมูลของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีใต้ ระบุว่า ยอดคงค้างของเงินกู้มาร์จินในตลาดหุ้น "แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์" ที่ 38.63 ล้านล้านวอน (ราว 8.8 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 34.37 ล้านล้านวอน ณ วันที่ 15 ก.ค.69

แบงก์ชาติจับตาหวั่นกระทบเสถียรภาพ

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BoK) ตรวจสอบยอดคงค้างดังกล่าวรวมการกู้ยืมในรูปแบบอื่นๆ พบว่า หนี้ของนักลงทุนรวมทั้งหมดทะลุ 60 ล้านล้านวอน (ราว 1.37 ล้านล้านบาท) "เป็นครั้งแรก" เมื่อสิ้นเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา

ในรายงานเสถียรภาพระบบการเงินที่เผยแพร่ล่าสุด ธนาคารกลางเกาหลีใต้เตือนว่า การกู้ยืมมาลงทุน และเลเวอเรจที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้สถานการณ์ขาดทุนของนักลงทุนยิ่งทวีความรุนแรง และเพิ่มความผันผวนของตลาดในช่วงที่ราคาหุ้นกำลังปรับฐาน

BoK ระบุว่า ยอดสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่นักลงทุนกู้ยืมจากบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 39.4 ล้านล้านวอน ณ สิ้นเดือนพ.ค. หรือเพิ่มขึ้น "มากกว่าสองเท่า" จาก 19.2 ล้านล้านวอนในปีก่อน ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ETF แบบเลเวอเรจก็เพิ่มขึ้นจาก 9.5 ล้านล้านวอน เป็น 35.4 ล้านล้านวอนในช่วงเวลาเดียวกัน

ชาง ชองซู รองผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ ส่งผลให้การลงทุนด้วยเงินกู้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

"หากการลงทุนแบบเลเวอเรจขยายตัวมากเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่การถูกบังคับขายหุ้นในช่วงที่ราคาปรับลดลง จะยิ่งซ้ำเติมความผันผวนของตลาด และนำไปสู่ความเสียหายของนักลงทุนในวงกว้าง ซึ่งเรากำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด"

ในมุมมองของแบงก์ชาติเกาหลีใต้นั้น แม้การสะสมหนี้ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นภัยต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม แต่การใช้เลเวอเรจอาจขยายความผันผวนให้รุนแรงขึ้นในช่วงตลาดปรับฐาน โดยเฉพาะหากความกลัวตกขบวน (FOMO) กระตุ้นให้นักลงทุนแห่กู้เงินมาไล่ซื้อหุ้น

Oxford Economics ก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ลงสู่ระดับ "Neutral" พร้อมเตือนว่าการลงทุนด้วยเลเวอเรจกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทหลักทรัพย์อาจระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้แก่นักลงทุนรายย่อย

ความกังวลดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มออกมาตรการควบคุม โดยประกาศเพิ่มการวางเงินสดขั้นต่ำสำหรับการซื้อขายกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัว จากเดิมประมาณ 3 ล้านวอน เป็น 30 ล้านวอน พร้อมระงับการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสกัดการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป

ด้านฮวัง กอนอิล กรรมการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า ธนาคารกลางกำลังจับตาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด ทั้งจากหนี้ครัวเรือน การลงทุนด้วยเลเวอเรจ และราคาที่อยู่อาศัยในกรุงโซลที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

เขายังเตือนด้วยว่า "ความเหลื่อมล้ำ" ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในอนาคต

อานิสงส์หุ้นเอไอกระจุกตัว

เดอะการ์เดียน รายงานว่า เกาหลีใต้เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำมาอย่างยาวนาน โดยเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราความยากจนของผู้สูงอายุสูงที่สุด ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อครัวเรือนจำนวนมาก

ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากรู้สึกว่ามาตรฐานการครองชีพของตนแย่ลงมากกว่าดีขึ้น แม้ความมั่งคั่งในบางภาคส่วนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม การจ้างงานในภาคการผลิตหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนติดต่อกันเกือบ 2 ปี ธุรกิจขนาดเล็กเกือบ 1 ล้านแห่งปิดกิจการในปี 2568 โดยเจ้าของจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต ขณะที่ช่องว่างรายได้ระหว่างครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดกับยากจนที่สุดขยายตัว แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

“ทุกคนพูดถึงช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้น แต่คนเกาหลีส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น” คยูซอก โช นักศึกษาด้านสารสนเทศ กล่าว “ค่าครองชีพแพงขึ้นเรื่อยๆ และหางานยากขึ้น”

หากไม่นับรวมผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ 2 ราย ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของดัชนี Kospi เศรษฐกิจส่วนที่เหลือของประเทศแทบไม่เติบโตเลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างอี ซึงโฮ ความเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ เขาเปรียบการลงทุนด้วยเลเวอเรจว่าไม่ต่างอะไรจากการเล่นโป๊กเกอร์

"ถ้าคุณทุ่มหมดหน้าตักทุกครั้ง สุดท้ายคุณก็ต้องแพ้" นศ.หนุ่มกล่าว "แต่ถ้าคุณมีวินัย และเลือกใช้เงินเฉพาะในจังหวะที่ความน่าจะเป็นเข้าข้างคุณ ก็เป็นเรื่องยากที่จะถูกล้างพอร์ตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการตัดสินใจเแค่ครั้งเดียว"

ที่มา: Reuters, CNBC

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...