โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซินเจนทา-มูลนิธิรักษ์ไทย เปิดเวที “เพาะดี กินดี” ชูแปลงจริงยกระดับเกษตรกรรายย่อย

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย จัดสัมมนาเชิงวิชาการ “ประสบการณ์จากแปลงเกษตร สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย” ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่ถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้จากการดำเนินโครงการ “เพาะดี กินดี” พร้อมเชื่อมโยงมุมมองจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางยกระดับศักยภาพเกษตรกรรายย่อย และสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน

โครงการ “เพาะดี กินดี” ดำเนินงานโดยบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด และมูลนิธิรักษ์ไทย ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำพูน และพะเยา โดยมีเกษตรกรกว่า 1,700 ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเกษตรแบบผสมผสาน การใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ การผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และการวางแผนการผลิตตามแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” ส่งผลให้เกิดวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกพืชอาหารปลอดภัย 16 กลุ่ม และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วกว่า 600 แปลง

ความก้าวหน้าของโครงการสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มปลูกผักสลัดบ้านห้วยตอง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลผลตอบแทนการขายผลผลิตทางการเกษตร ราคาขายเพิ่มขึ้น 25% ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 33.3% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 66.7% ขณะที่กลุ่มปลูกหอมญี่ปุ่น อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ราคาขายเพิ่มขึ้น 46.7% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 37.5% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 101.7% ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกตามแนวทางเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) และการอารักขาพืชอย่างมีประสิทธิภาพมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับผลผลิตสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “จังหวัดเชียงใหม่เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของภาคเหนือ โดยมีเกษตรกรรายย่อยเป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารและพืชเศรษฐกิจที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกำลังเผชิญทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จังหวัดเชียงใหม่จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเสริมองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การยกระดับมาตรฐานและมูลค่าสินค้า การรวมกลุ่ม ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะโครงการเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยแก่กลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน ดำเนินงานโดยกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดอาชีพ เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี แหล่งทุน และประสบการณ์จากพื้นที่จริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลผลิต มีตลาดและรายได้ที่มั่นคง พร้อมก้าวสู่การเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ”

นางสาววรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า “สำหรับซินเจนทา ความยั่งยืนไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้นวัตกรรมสามารถเข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัท ‘Breakthroughs for farmers, in every field™’ โครงการ ‘เพาะดี กินดี’ จึงสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการผลิตที่เหมาะสม ช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิต เพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว เราหวังว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดองค์ความรู้และขยายความร่วมมือสู่เกษตรกรในวงกว้างต่อไป”

ด้าน นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ผู้แทนมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า “สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของโครงการไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ แต่คือการได้เห็นเกษตรกรมีความมั่นใจในการพัฒนาตนเอง กล้าปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต รวมกลุ่มบริหารจัดการ และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดได้มากขึ้น ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องของเกษตรกร ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และผู้รับซื้อ เวทีวิชาการครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการส่งต่อประสบการณ์จากพื้นที่จริง สร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรและคนรุ่นใหม่ พร้อมรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยและสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”

ภายในงานประกอบด้วยปาฐกถาพิเศษ เวทีเสวนา และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ภาคธุรกิจ และเกษตรกรต้นแบบ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ นโยบายสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย การจัดการดินและน้ำ การรับมือโรคและแมลงภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร

เวทีสัมมนาครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเกษตรกร ที่ร่วมกันขับเคลื่อนองค์ความรู้จากแปลงจริงสู่การขยายผลในวงกว้าง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย และร่วมสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...